Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การปิดด่านชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ดูเหมือนจะแสดงความละโมบในเป้าหมายทั้งจะกดดันทางยุทธวิธีทางทหารและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาดูจะกลายเป็นยุทธการยิงปืนใส่หัวแม่เท้าตัวเองของไทยมากกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายใดๆ ได้

กองทัพภาคที่ 1, 2 และกองกำลังจันทบุรีตราด (สังกัดกองทัพเรือ) ออกคำสั่งคล้ายๆ กันในวันที่ 23 มิถุนายน ห้ามการเข้าออกของยานพาหนะทุกชนิด, งดการเดินเท้าผ่านเข้าออกของประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยและห้ามการค้าทุกประเภท ตามจุดผ่านแดนและด่านถาวรไทยกัมพูชาตลอดแนวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงชายฝั่งภาคตะวันออก

กองทัพให้เหตุผลในการดำเนินการครั้งนี้ว่าเป็นไป “เพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทการค้ามนุษย์ ขบวนการ Call Center และ Hybrid Scam พร้อมทั้งให้เกิดความเหมาะสมในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนและความมั่นคงของประเทศไทย”

กองทัพไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่สาธารณะว่า ภัยคุกคามที่จะ “ผ่านแดน” มากระทบอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนนั้นเป็นอย่างไร และแก๊งอาชญากรรมประเภทการค้ามนุษย์ ขบวนการ Call Center นั้นเป็นใคร ปฏิบัติการจากพื้นที่ใด ผ่านเข้ามายังประเทศไทยในรูปลักษณะแบบใด 

แต่พลันที่ออกมาตรการในการควบคุมการผ่านเข้าออกด่านชายแดนก็เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ต่างๆ เนื่องมาจากประชาชนที่ผ่านด่านเหล่านั้นประจำทั้งเพื่อการค้า ทำงานทั้งสองฝั่งและการเดินทางทั่วไปไม่ได้รับความสะดวกและต้องพบกับอุปสรรคในการประกอบอาชีพ บรรดาผู้ค้าที่ตลาดโรงเกลือและประชาชนในเขตอำเภออรัญประเทศพากันรวมตัวถือป้ายประท้วงสะท้อนความยากลำบากของพวกเขาและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ทำการเปิดด่านชายแดนให้เป็นปกติ 

แต่นายกรัฐมนตรีผู้ที่สูญเสียอำนาจในการควบคุมชายแดนให้กับกองทัพไปแล้วคงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ คงทำได้แค่เพียงพูดว่าจะหามาตรการในการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชนซึ่งจนบัดนี้ยังไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่า การเยียวยาเช่นว่านั้นจะมาในรูปแบบใด เมื่อใด และจะเพียงพอที่จะชดเชยความเสียหายหรือไม่

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พยายามจะพูดให้ดูดีว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดน มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงขยายตัวเป็นบวกถึง 11.20% คิดเป็นมูลค่า 80,723 ล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไทยส่งออก 63,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% ไทยนำเข้า 17,645 ล้านบาท เพิ่ม 20% และไทยได้ดุลการค้า 45,433 ล้านบาท เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่า 16,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออก 12,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.20% ไทยนำเข้า 3,258 ล้านบาท และไทยได้ดุล 9,595 ล้านบาท 

ส่วนแนวโน้มเดือนมิถุนายนกระทรวงพาณิชย์คาดว่า มูลค่าจะลดลง เพราะมีการปิดด่านชายแดนระหว่างกัน ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 โดยงดการผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

โฆษกรัฐบาลให้ตัวเลขอย่างต่ำสุดว่าการปิดด่านตลอดแนวเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยขาดรายได้จากการส่งออกไปกัมพูชาเฉลี่ย 330 ล้านบาทต่อวัน นักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญการค้าต่างประเทศ อย่างอัทธ์ พิศาลวานิช จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่าไทยน่าจะขาดรายได้เป็นมูลค่า 700-800 ล้านบาทต่อวันเลยทีเดียว 

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปเช่นนี้ และมีการปิดด่านจนถึงสิ้นปีนี้ อาจทำให้มูลค่าการส่งออกผ่านชายแดนของไทยในช่วง 6 เดือนหลังหายไปกว่า 60,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางการค้าชายแดนดังกล่าวนั้นอาจจะดูไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้าทั้งหมดของประเทศไทย แต่มาตรการทางเศรษฐกิจที่ประสงค์จะทำให้เกิดแรงกดดันต่อกัมพูชาหรือหวังสูงถึงขนาดจะสร้างความเสียหายให้กับกัมพูชาก็จะไม่บรรลุเป้าหมายเช่นกัน เนื่องจากสินค้าที่ไทยส่งออกและได้ดุลการค้ากับกัมพูชานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งกัมพูชามีทางเลือกที่จะไม่ใช้หรือหาจากแหล่งอื่นได้ไม่ยากนัก 

รายการสินค้าที่เชื่อว่าจะสร้างผลกระทบให้กับกัมพูชามากที่สุดคือน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นก็กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายกัมพูชาชิงลงมือก่อนเมื่อนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต สั่งห้ามนำเข้าจากไทยทั้งหมดก่อนที่ทางการไทยจะปิดด่านเสียอีก 

หากพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นจริง กัมพูชาไม่มีแหล่งผลิตน้ำมันหรือคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ภายในประเทศ และต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นหลัก ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานของไทยระบุว่า กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทยถึง 67.4% ของความต้องการโดยรวมของประเทศ หรือประมาณ 6.62 ล้านลิตรต่อวัน กัมพูชามีทางเลือกในการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และ สิงคโปร์ อีกทั้งผู้เล่นในตลาดค้าปลีกน้ำมันในกัมพูชาก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะบริษัทไทย หากมีบริษัทท้องถิ่น เช่น Kampuchea Tela และ Sokimex รวมถึงบริษัทต่างชาติอื่นที่เป็นคู่แข่งบริษัทไทยอยู่ด้วย

ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับฝ่ายไทยนั้นก็จะทำให้สูญเสียตลาดส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายวันเฉลี่ยกว่า 6.25 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 48,000 ล้านบาทต่อปี บริษัท PTT Cambodia ของไทย มีสถานีบริการน้ำมัน 186 แห่ง และ Café Amazon อีก 254 สาขา แต่แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีคลังน้ำมันในประเทศอยู่ส่วนหนึ่งแต่ก็ยังต้องพึ่งพาการขนส่งจากชายแดนอยู่มาก สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้ PTT ต้องบริหารความเสี่ยงทั้งด้านซัพพลายและภาพลักษณ์ในฐานะผู้ลงทุนจากต่างประเทศ

ผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจกัมพูชาจะเห็นได้ชัดในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้ามันสำปะหลัง เพราะปัจจุบันกัมพูชาผลิตมันสำปะหลังได้ประมาณ 20 ล้านตันต่อปี โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของกัมพูชา ในปี 2567 กว่า 40% ของการส่งออกมันสำปะหลังของกัมพูชาถูกส่งมายังประเทศไทย 

เมื่อกัมพูชาไม่สามารถส่งออกมายังประเทศไทยได้อีกต่อไป ก็จำเป็นต้องหาตลาดทางเลือกเพื่อรองรับปริมาณผลผลิตส่วนเกิน เช่น เวียดนามซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ แต่ปัญหาคือ เวียดนามอาจไม่สามารถรองรับปริมาณทั้งหมดได้ เนื่องจากจะทำให้ราคาผลผลิตในประเทศเวียดนามเองตกต่ำ

อย่างไรก็ตามผลร้ายส่วนหนึ่งก็จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยด้วยเพราะการห้ามนำเข้ามันสำปะหลังในช่วงเวลานี้ก็จะส่งผลกระทบต่อไทยเช่นกัน เนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวในประเทศได้สิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ 

นอกจากคำบรรยายปลอมๆ ที่ว่าการปิดด่านได้กระทบทุนสีเทา บ่อนคาสิโน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อว่าเป็นถุงเงินให้กับนักการเมืองในกัมพูชาแล้ว  ก็ยังไม่มีการประเมินที่เป็นวิทยาศาสตร์มีสถิติยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นกับใครเป็นการเฉพาะเจาะจงและมีมูลค่าเท่าใด ยิ่งไม่มีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้างทั้งสองประเทศ 

เช่นนี้แล้วการดำเนินมาตรการที่ทำแบบเหวี่ยงแห ไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ดูน่าจะเป็นการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า สุดท้ายแล้ว หน่วยอื่นๆ  ก็คงจะต้องทำแบบกองกำลังบูรพา คือออกมาตรการผ่อนปรนให้รถขนสินค้าเข้า-ออกได้วันละไม่เกิน 50 คันในเวลาที่จำกัดคือ 8 ชั่วโมงสำหรับด่านถาวร และ 4 ชั่วโมงสำหรับด่านชั่วคราว

รัฐบาล กองทัพ และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่เคยประเมินกันเลยตั้งแต่ต้นว่า ออกมาตรการปิดด่านนี้ด้วยวัตถุประสงค์ใด ทำแล้วได้ผลหรือไม่ พอมีคนเดือดร้อนก็ผ่อนปรน จนลืมไปว่า ปิดด่านทำไมตั้งแต่ต้น

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง