Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มและบรรยากาศการเฉลิมฉลองของกิจกรรม ‘บางแสนกรังด์ปรีซ์’ มหกรรมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกที่ดึงดูดนักแข่งและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศมายังหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี งานที่ผู้จัดยืนยันว่าได้มาตรฐาน FIA และสร้างเม็ดเงินมหาศาล กำลังเผชิญกับอีกด้านของความเป็นจริง นั่นคือเสียงสะท้อนจากชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ถูกทับที่ ขาดรายได้ และผลกระทบจากการแข่งขัน เช่นเสียงและการเดินทาง ซึ่งจะมาเยือนในทุกปี แม้มีการร่วมกันแก้ปัญหาจะมีอยู่ในระดับหนึ่งแต่เสียงสะท้อนเหล่านี้ยังคงอยู่ และคงเป็นโจทย์ที่ ‘บางแสน’ จะต้องพัฒนาหากจุดร่วมกันต่อไป

ภาพอธิบายเส้นทางการแข่งรถบางแสน กรังด์ปรีซ์ 2568

‘บางแสนกรังด์ปรีซ์’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 ก.ค.2568 ที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จ.ชลบุรี มีนักแข่งระดับโลกและผู้ชื่นชอบความเร็วจากทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังใช้ถนนเลียบชายหาดบางแสนเป็นสนามแข่งเฉพาะกิจ เป็นไฮไลต์ของวงการมอเตอร์สปอร์ตที่มีทั้งความท้าทายที่ทางโค้งและสภาพแวดล้อมอันสวยงาม

ปีนี้นับเป็นปีที่ 18 แล้ว โดยการแข่งขันนี้ผู้จัดระบุว่า ได้รับการรับรองมาตรฐาน: FIA Grade 3 เนื่องจากเป็นการแข่งที่ปิดถนนบริเวณกว้าง มี 19 โค้ง จึงมีการสร้างสะพานให้คนข้ามทั้งหมด 9 จุดรอบสนาม เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในชุมชนตามเส้นทางการแข่งสามารถเดินข้ามสนาน เข้า-ออกได้ และมีสะพานที่รถยนต์ข้ามได้ 3 จุด

(จากซ้ายไปฝั่งขวา) นววรรณ อินทมโน Public Relation Officer, ปัชลิต วัฒนฉัตร Director Marketing, วาสน์ ศิริ ตำแหน่ง supporter official

เส้นทางการแข่งระดับโลก ภายใต้การผลักดันของ ‘สนธยา คุณปลื้ม’

ปัชลิต เล่าว่า งานบางแสน กรังด์ปรีซ์ ย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว สมัยนั้นใช้ชื่อว่า บางแสน Thailand Speed Festival เป็นงานริเริ่มจากหน่วยงานราชการ เป็นนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้นเรื่อง Sport Tourism ที่ต้องการนำกีฬามาขับเคลื่อน จากนั้นเริ่มมีการทำประชาพิจารณ์ปี 2548 - 2549 และได้เริ่มจัดครั้งแรกปี 2550

“ในปี 2548 มีการทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็น เชิญชาวบ้านในชุมชนบริเวณสนามแข่งขัน มารับฟังและเล่าให้ฟังว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร ใครได้อะไร ใช้เวลาประมาณ 2 ปี คือปี 48, 49 แล้วปี 50 จึงจัดการแข่งขันครั้งแรกภายใต้ชื่อ บางแสน Thailand Speed Festival และเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดการแข่งรถบางแสน  จนพัฒนามาสู่  Thailand super series และในปี 2557 การแข่งที่สนาม บางแสนกรังด์ปรีซ์ รายการ Thailand super series ก็ได้รับรองมาตราฐานสนาม จาก FIA” 

ปัชลิตระบุว่า งานแข่งรถระดับสากลทำให้ประเทศเป็นที่รู้จักในเวทีโลก ในบรรดาวงการมอเตอร์สปอร์ตเองเขาก็อยากมา และกำลังพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนมิติในแง่ของเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวเติบโตจาก 800,000 คนต่อปี เมืองมีการพัฒนา เมื่อก่อนข้อมูลสถิติของโรงแรมในบางแสนมีไม่กี่ห้อง วันนี้หลังจากรายการแข่งรถเป็นส่วนหนึ่ง อาจจะไม่ได้ทั้งหมด ยังมีรายการวิ่ง รายการอีเวนต์อื่นที่ดึงมาลง ตัวเลขล่าสุดประมาณ 3 ล้านกว่าคนต่อปี พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยทีมงานที่พยายาม Tie-in เรื่องวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว เอกลักษณ์เกี่ยวข้องกับพื้นที่ เข้าไปในการถ่ายทอดสดตลอดเวลา

“เราไม่ได้ทำเพื่อใครหรือคนใดคนหนึ่ง การจัดแข่งรถเป็นการทำเพื่อคนบางแสน เพื่อจังหวัดชลบุรี ผมก็อยากให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมมือกันแล้วผลักดันมันไปข้างหน้า เดินไปด้วยกัน เพราะถ้าเดินไปคนละทิศคนละทาง เราจะเสียโอกาส เพราะไม่ได้มีแค่ไทย ประเทศอื่นเขาก็ผลักดัน Street Circuit เขาเหมือนกัน” 

“ต้องย้อนกลับไปก่อนว่าทำไมถึงมีนโยบายนำสปอร์ตมาจัด เพราะมีโมเดลจากหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้มอเตอร์สปอร์ตขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น เรามี มาเก๊า กรังด์ปรีซ์ เป็นโมเดล ซึ่งจัดมาต่อเนื่อง 70 กว่าปีแล้ว มี สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ก็จัดมาหลายปีแล้ว มี โมนาโก มีหลายประเทศที่จัด Street Circuit อย่างบางแสน กรังด์ปรีซ์ เราเรียกว่า Street Circuit คือการนำชุมชนหรือเมืองที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มาปรับเปลี่ยนเป็นสนามแข่งขัน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา ให้โลกภายนอกรับรู้ถึงพื้นที่นั้นๆ ผ่านการถ่ายทอดสด และสร้างเม็ดเงินกลับมาในชุมชนและประเทศ นี่คือที่มาที่ไป เบื้องหลังหลักการและเหตุผลของการจัด Sport Tourism” ตัวแทนผู้จัดให้ข้อมูล

ในช่วงเวลา 10 ปีแรกของการแข่งขันสนามบางแสนกรังด์ปรีซ์ ‘สนธยา คุณปลื้ม’ มีบทบาทในการผลักดันการท่องเที่ยวสมัยใหม่ และยังยกระดับพื้นที่บางแสนสู่การเป็นสนามแข่งระดับสากล สอดคล้องกับช่วงที่เขามีตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น ปี 2545 เป็น รมว.วัฒนธรรม ปี 2548 เป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หลังรัฐประหาร แม้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากการเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่เขาก็ได้ริเริ่มทำมอเตอร์สปอร์ต Speed festival การจัดแข่งรถบนถนนเป็นครั้งแรกของไทย โดยใช้ถนนเลียบหาดเป็นสนามแข่งในลักษณะ street circuit คล้ายสนามแข่งบนถนนจริงที่มาเก๊า โดยมีการทำประชาพิจารณ์เมื่อ 2548-2549 เริ่มจัดครั้งแรกปี 2550 จากนั้น ปี 2555 -2557 เป็น รมว.วัฒนธรรม และหัวหน้าพรรคพลังชล ปี 2561 คสช.แต่งตั้งให้สนธยาเป็นนายกเทศบาลเมืองพัทยา ปี 2566 สนธยาได้ประกาศยุติบทบาทในพรรคพลังชล และเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนหลักของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคตะวันออก

บทบาทในอีกมุมหนึ่งของ สนธยา คุณปลื้ม ในฐานะนักแข่งและผู้นำ Three Crowns จนผลักดันให้สนามแข่งแห่งนี้ FIA Grade 3  ได้รับในปี 2560 และยังดำรงตอำแหน่ง นายกราชยานยนต์สมาคมฯ (ร.ย.ส.ท.) ในปัจจุบัน

เส้นทางโลคอลสู่การรับรองมาตราฐานสากล

“สนามเราได้รับมาตรฐานจากสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติที่เรียกว่า FIA เกรด 3 (ระดับรถ Formula 3)  ซึ่งราชยานยนต์สมาคมฯ (ร.ย.ส.ท.) เป็นผู้สนับสนุนรายการนี้ก็ปฏิบัติตามกฎของ FIA ทำให้สนามนี้ได้รับการรับรองFIA เกรด 3 ในปี 2560”

ปัชลิตระบุว่า Fédération Internationale de l'Automobile หรือ FIA มีกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อนและละเอียดถี่ถ้วน ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานของสนาม, อุปกรณ์ความปลอดภัย, ระบบการจัดการแข่งขัน, และการบำรุงรักษา เพื่อให้สนามแข่งรถทั่วโลกมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่การันตีว่าชุมชนที่มีการแข่งลักษณะสตรีท จะได้รับการรับรองว่าไม่มีผลกระทบใดๆตามมาจากการแข่ง

เขาระบุด้วยว่า เมื่อได้มาตรฐาน FIA เกรด 3 แล้ว สนามนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ทั้งนักแข่ง ทีมงาน สปอนเซอร์และนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้จ่ายที่บางแสนมากขึ้น พวกเขาจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายค่อนข้างต่างจากกีฬาประเภทอื่น เพราะมีกำลังซื้อสูง โรงแรมก็จะใช้เกรดดาวเยอะหน่อย แล้วค่อยๆ ไล่ลงมา จึงสามารถดึงเม็ดเงินเข้ามาได้ค่อนข้างเยอะ

“การที่เขาจะมาแข่งบ้านเราได้ สนามเราต้องได้รับมาตรฐานจากสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติที่เรียกว่า FIA เกรด 3 (ระดับรถ Formula 3) ถ้า Formula 1 ต้องเป็นเกรด 1 ตัวเลขจะลิงก์กันอยู่ แต่บางแสนไปไม่ถึงเกรด 1 ด้วยศักยภาพของภูมิประเทศและถนนที่เรามีอยู่ ไปได้ประมาณเกรด 3 อย่างมาก สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ เป็นเกรด 1 แต่มาเก๊า เกรด 3 เท่าเรา จริงๆ เมื่อก่อนเรามีมาเก๊าเป็นโมเดล” ผู้อำนวยการด้านการตลาดของผู้จัดการแข่งขันระบุ

โครงสร้างของการจัดงานประกอบหลักๆ ด้วยรายการดังนี้

  • สนธยา คุณปลื้ม นายกสมาคมราชยานยนต์ฯ ประธานจัดการแข่งขันบางแสนกรังด์ปรีซ์ และประธานบริษัท Racing Spirit Co., Ltd.
  • ปรีดา ตันเต็มทรัพย์ นักแข่งมากประสบการณ์และรองประธานการแข่งขัน
  • วิทยา คุณปลื้ม นายกอบจ. ชลบุรี
  • ณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข
  • ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี
  • หน่วยงานรัฐเช่น ตัวแทนสมาคมราชยานยนต์ ฯ ททท. และ กกท. และแบรนด์-บริษัทสปอนเซอร์ เช่น B‑Quik, Escola, และ Toyota Gazoo Racing

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทุกคนปลื้ม? เสียงสะท้อนการเดินทางของชุมชน

ภาพความเงียบเงาของชายหาดบางแสนในช่วงเตรียมสนามก่อนวันแข่งจริง

หากดูแผนที่เส้นทาง จะเห็นว่า เส้นทางจะวิ่งวนรอบชุมชนแหลมแท่นไปยังเขาสามมุก ทำให้บริเวณชุมชนแหลมแท่นกลายเป็นเกาะ ไม่ใช่เกาะในทะเล เป็นเกาะที่อยู่ในใจกลางของสนามแข่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดเน้นย้ำว่า ให้ความสำคัญกับชุมชน และทุกปีจะพัฒนาเพิ่มขึ้นโดยคำนึงถึงประชาชนเจ้าของพื้นที่เป็นหลัก  สำหรับการอำนวยความสะดวกให้ชุมชนในปีนี้ ได้แก่

  1. การทำสะพานให้คนข้ามทั้งหมด 9 จุดรอบสนาม แปลว่าประชาชนที่อยู่ข้างในชุมชนแหลมแท่น สามารถข้ามสนาม เดินข้ามสนามออกมาได้เลย เข้า-ออกได้ตลอด
  2. การทำสะพานที่รถยนต์ข้ามได้ 3 สะพาน ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมา
  3. ในปีนี้ผู้จัดได้เพิ่มการทำเรื่อง Service Lane แบ่งพื้นที่อำนวยความสะดวก เพิ่มเส้นทางให้สามารถขับรถผ่านข้างสนามแข่งขันเพื่อไปขึ้นสะพานชั่วคราวได้ และเน้นย้ำว่าทุกปีจะพัฒนาโดยคำนึงถึงเจ้าของพื้นที่ก็คือประชาชนแหลมแท่นและพื้นที่รอบข้างเป็นหลัก

“เราอยากทำให้ชุมชนอยู่อย่างยั่งยืนมั่นคง สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ที่ทำได้ เราจะเพิ่มเติมเรื่องพวกนี้ เพราะเขาเป็นเจ้าบ้าน หลายคนต้องเสียสละในการเป็นเจ้าบ้าน กับการเป็น Host ของบางแสน กรังด์ปรีซ์ แต่เขาอาจได้รับความไม่สะดวกบ้าง อย่างการเข้า-ออกบ้าน เราพยายามเพิ่มเรื่องพวกนี้ให้เป็น 100% ที่เขาเข้า-ออกได้ 100% ตอนนี้น่าจะ 90 % อาจจะยังมี 5-10% ที่ยังต้องรอเวลา” ปัชลิตกล่าว พร้อมย้ำว่า ผู้จัดพยายามกระชับเวลาในการแข่งขันให้อยู่ในช่วง 8:00-17:00 น. และไม่ให้เกินเวลา

“มันมีหลายจุดที่ต้องคอยเปิด-ปิดแบริเออร์ เราว่าผู้จัดก็เปิดปิดไม่ทันเพราะมันมีช่วงเปิดปิดแค่ 10 นาทียึดตามตารางในระหว่างแข่ง เต็มที่ก็ 20 นาที” แหล่งข่าวในท้องถิ่นระบุ พร้อมตั้งคำถามถึง คุณภาพของสะพานชั่วคราวที่หักเลี้ยวรถค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีความกว้างค่อนข้างน้อย

“มันมีทั้งสะพานแบบทางลาดรถขึ้นได้ และสะพานแบบบันไดเฉพาะให้คนเดินขึ้น แต่สะพานแบบบันไดมันไม่ได้อยู่ฝั่งบ้านเรา” แหล่งข่าวจากชุมชนแหลมแท่นอีกคนหนึ่งระบุ บ้านของเขาอยู่กลางชุมชน ซึ่งเขาไม่สะดวกรู้สึกสะดวกในการใช้สะพาน และ ‘ไม่ปลื้ม; กับการใช้สะพานชั่วคราว เพราะสะพานแต่ละจุดอยู่ห่างจากบ้าน จะต้องคิดทุกครั้งว่าเวลาจะเดินทางไปข้างนอกจะต้องใช้สะพานไหน

ภาพสะพานชั่วคราวบน Service Lane หน้าโรงเรียนบ้านแหลมแท่น

ความกว้างของ Service Lane

นอกจากนี้ปัชลิตอธิบายเพิ่มเติมว่า ทางผู้จัดยังประสานไปยังโรงพยาบาลสมิติเวชให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานเพื่อที่โรงพยาบาลสมิติเวชจะประสานกับสาธารสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชน หรือใครก็ตามก็จะมีระบบนี้รองรับไว้ก่อน และตั้งศูนย์บริการทางการแพทย์บริเวณ ริมหาดบางแสน และบริเวณลานแหลมแท่น รวมทั้งสิ้น 2 จุด และได้รับความร่วมมือจากสถานีตำรวจภูธรชลบุรีในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการปิดถนน

นอกจากนี้ปัชลิตเล่าว่า ในการติดตั้งแบริเออและอุปกรณ์ความปลอดภัยจะใช้เวลาประมาณสอง 2 อาทิตย์ก่อนการแข่งและถอนออกจากสนามสอง 2 อาทิตย์ ซึ่งในการติดตั้งแต่ละครั้งจะต้องเจาะถนนและนำแบริเออร์ปักลงไป ซึ่งตัวแบริเออก็จะเชื่อมกับเหล็กเมื่อใส่เข้าไปในช่องที่เจาะไว้ก็จะยึดกับถนนพอดี

“ปล่อยไปเถอะ เราแก้ปัญหาด้วยการออกไปอยู่ต่างจังหวัดตอนช่วงที่เขาแข่ง ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว เพราะไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน แมวเราก็อยู่ไม่สุข เพราะบ้านเราอยู่ชิดติดถนน แล้วมันก็เป็นเทศกาลประจำปี หนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง ก็เป็นหนึ่งครั้งของทุกปีที่ต้องเสียเงิน เสียเวลาเอาตัวเองออกไปอยู่นอกบ้าน แต่เราอยู่ไม่ได้เพราะเสียง จริงๆ ปีนี้พี่ย้ายออกช้า ปกติพี่ไปตั้งแต่เขาเจาะถนนแล้ว เพราะเขาก็เจาะอยู่หน้าบ้านพี่ พี่ก็ต้องฟังตั้งแต่เริ่มติดตั้งแบริเออร์ จนถึงเขาถอดแบริเออร์ ปกติพี่จะออกไปเลย 1 เดือน แต่เดือนนี้ติดธุระเยอะเลยออกช้า แต่พี่ยังไงก็ออกก่อนที่จะแข่งแน่นอน เพราะแมวก็อยู่ไม่สุข พี่ฟังเสียงเจาะมาก็นาน มาเจอเสียงรถแข่งต่ออีก แล้วเดี๋ยวไปจบที่เสียงตอนขนย้ายแบริเออร์ออกไปอีก รวมแล้ว 1 เดือนที่พี่เป็นไมเกรน ทำไมพี่ต้องเอาสุขภาพมาเสี่ยงกับอะไรแบบนี้ ความเสี่ยงมาหาเราถึงหน้าบ้านเลย”แหล่งข่าวคนหนึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นผลกระทบด้านเสียงของการขุดเจาะแบริเออร์

ด้านตัวแทนผู้จัดอธิบายว่า ปีนี้พยายามหลายวิธีเพื่อลดเสียง อันดับแรก รถแข่งของเรามีกฎกติกาครอบคลุม เป็นรายการที่วิ่งทั่วโลก ต้องทำตามมาตรฐาน FIA มีการควบคุมคุณลักษณะของรถอยู่แล้ว แต่ยังไงมันก็มีเสียงดังอยู่ เลยใช้แบนเนอร์กันเสียง แม้จะไม่ได้ผล 100% แต่อย่างน้อยก็บังทิศทางเสียงแทนที่จะเข้าไปตรงๆ มันก็กระจายออก เป็นตัวช่วยหนึ่ง

“เรื่องการทำแผ่นซึมซับเสียง เรากำลังเริ่มพัฒนาอยู่ อย่างที่บอกว่าเราให้ชุมชนเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อเรื่องเสียงเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับบางคน เราก็พยายามพัฒนาเรื่องนี้  ปีหน้าปัญหาเรื่องนี้จะลดน้อยและเบาบางลง นี่เป็นโจทย์ที่เราได้รับมาและกำลังทำการแก้ไข” ตัวแทนฝั่งผู้จัดงานระบุ

ภาพการเจาะถนนเพื่อติดตั้งแบริเออร์ ก่อนวันแข่ง (ถ่ายวันที่ 19 มิ.ย.68)

ภาพตัวอย่างการจอดรถที่ไม่มีไหล่ทางเพราะแบริเออร์ของสนามแข่งกินพื้นที่ไหล่ทาง

รายได้หาย เสียงบ่นแม่ค้า-พ่อค้ารายเล็ก

อีกด้านหนึ่งแหล่งข่าวเล่าว่า “ บ้านเราอยู่ตรงนี้มาหลายปีนะ อยู่มาก่อนที่จะมีงานแข่งรถ แล้วอยู่ดีๆ งานนขึ้นมาเกิดขึ้นมาเอารั้วมาล้อมบ้านเราไว้ ร้านค้าก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไปเดินดูก็จะเห็นป้ายร้านค้าพยายามเอามาแปะที่รั้วแบริเออร์”

ภาพตัวอย่างร้านค้าที่ต้องนำป้ายร้านออกมาด้านนอกแบริเออร์

ภาพสี่แยก ซึ่งเป็นจุดที่มีทั้งสะพานชั่วคราวและเป็นจุดที่ประชาชนใช้เดินทางเป็นจำนวนมากและจะถูกเปลี่ยนเป็นสนามแข่ง

“ถ้าสำหรับพี่ตอนนี้ขายอยู่ที่เดิม แต่มันไม่มีคนมาซื้อ เพราะปกติลูกค้าก็แค่ข้ามถนนมาซื้อที่ร้านพี่ได้ แต่ตอนนี้ต้องขึ้นสะพานมา เราก็จะขาดรายได้ไปเลยตั้งแต่เริ่มติดตั้งสนามแข่ง จนถึงถอดอุปกรณ์สนามออกทั้งหมด” แหล่งข่าวเจ้าของร้านอาหารตามสั่งสะท้อนให้ฟัง

“เรื่องหลักๆ น่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ อย่างช่วงจัดแข่ง เรามีการอุดหนุนร้านค้าต่างๆ ในการสั่งอาหารเครื่องดื่ม หรือเวลาบูทสปอนเซอร์มาออกริมหาด เราจะคุยกับเขาเลยว่านี่คือนโยบาย เรากับชุมชนต้องไปด้วยกัน คุณมาจัดกิจกรรมริมหาด ก็ต้องใช้ร้านค้าโดยรอบคุณ เพื่อให้เกิดการจ้างงานคนในพื้นที่” ปัชลิตกล่าว

ถนนเลียบหาดบางแสนที่จะถูกปิด เพื่อเป็นที่จอดสำหรับรถแข่งแต่ละค่าย และจะทำให้เส้นทางการจราจรเปลี่ยนไป

ความลำบากอย่างหนึ่งก็คือ การเดินทางไม่สามารถพึ่งพา Google Maps ได้ว่าการจะเดินทางมาหาร้านเพื่อซื้อของหรือเกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างไรให้ไม่หลงทาง

มีแหล่งข่าวจำนวนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประกอบอาชีพไม่ได้ แต่อยู่บ้านก็ลำบากเสียงดังรบกวน และการแข่งรถ 18 ปีที่ผ่านมา แม้จะเคยมีเวทีประชาพิจารณ์เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นที่รับรู้กันถ้วนหน้ากันทุกคน รวมทั้งมีคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่คนที่ได้เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์จะกล้าพูดแย้งหรือไม่เนื่องจากบริบทของอิทธิพลท้องถิ่นในเวลานั้น

ภาพตัวอย่างพื้นที่ล็อคขายของซึ่งขึ้นกับเทศบาลแต่ไม่ได้มาขายประมาณ 1 เดือน เพราะพื้นที่ถูกแทนที่ด้วยสปอนเซอร์ 

ในอีกด้านหนึ่ง สปอนเซอร์โตโยต้า กาซู ได้ใช้พื้นที่ชายหาดซึ่งเป็นล็อคขายของที่ต้องเช่ากับเทศบาล จากการสอบถามแม่ค้าในพื้นที่ร้านที่เช่าล็อคนี้ไม่ได้มาขายเป็นเวลาประมาณเกือบ 1 เดือน

“ร้านป้าเป็นร้านท้ายๆ ของหาดที่โชคดีที่ได้ขาย บางร้านเขาก็ไม่ได้ขายเป็นเดือนแล้วเพราะว่างานแข่งรถใช้พื้นที่ขายของ ป้าจะขายแค่ศุกร์-เสาร์นะ (5 -6 มิถุนายน)  วันอื่นป้ารับทำข้าวกล่องอย่างเดียว เพราะมันไม่มีคนมาซื้อหน้าร้าน วันแข่งศุกร์-เสาร์ป้าก็กะตั้งโต๊ะเล็กๆ ไม่ให้ขวางทางเดินคน ซักสามโต๊ะที่พื้น ถ้าหนูมาก็มาอุดหนุนป้าด้วยนะ”

“ขายให้ใคร อันนี้เราก็คิดไม่ออกจริงๆนะ  คิดไม่ออกเลย ที่คิดออกคือถ้าไปขายในบริเวณที่เขาจัดให้ แต่บางจุดมันไม่มีคนเลย หรือบางจุดก็ร้อนมากด้วย เช่น ลานแหลมแท่น เราก็แก่ คิดแล้วก็ปิดร้านอยู่บ้านดีกว่า” แหล่งข่าวพูดจบก็เดินกลับบ้านจริงๆ 

แหล่งข่าวอีกกลุ่มเล่าว่า “เราขายส้มตำอีกคนขายปลาหมึกย่าง ถ้าให้ไปขายอยู่กลางแดดกลางสนามที่เขาจัดไว้ให้ อย่างลานแหลมแท่น เสียงก็จะดัง ร้อนด้วย มันเป็นลานกว้างที่ไม่มีที่บังแดดเลย แล้วใครจะซื้อ”

ก่อนการแข่งขัน 2 วัน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ริมหาดบางแสน สอบถามพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้ความว่า มีคนโทรแจ้งให้เก็บร้านออกจากพื้นที่ หลายคนระบุว่า แม้เคยทราบว่าจะการจัดโซนเฉพาะให้ขายของแต่พวกเขาไม่รู้ว่าต้องย้ายไปที่ไหน และดูเหมือนการย้ายนั้นจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับผู้ค้าทุกคน เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามแต่ละร้านที่กำลังเก็บของว่าจะได้รับค่าชดเชยเยียวยาหรือไม่ คำตอบคือ “ค่าชดเชยเยียวยาคืออะไร”

ผู้สื่อข่าวยังสัมภาษณ์เจ้าของร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งอยู่ชิดกับแบริเออร์และโดนบดบังวิสัยทัศน์ร้านด้วยลูกกรงของแบริเออ เขาเล่าให้ฟังว่า “รถแข่งมันก็คือรถแข่งนะหนู ยังไงเสียงมันก็ดังกว่ารถปกติที่เราใช้กันอยู่แล้ว กระจกจะสั่น บ้านจะสะเทือนก็ไม่เป็นไร ป้าก็คิดว่าเดี๋ยวอีกหน่อยป้าฟังไปเรื่อยๆ หูป้าก็ดับไปเอง ปัญหามันแก้ไม่ได้หรอก ป้าแก้ที่ตัวป้าแล้วกัน” แหล่งข่าวกล่าวติดตลก

“ผมเปิดร้านอาหาร แต่แบริเออร์มันบังหมด แค่มอเตอร์ไซค์ยังขับเข้ามายังยาก จะให้ลูกค้าขับรถเข้ามาจอดกินเหมือนตอนปกติมันก็ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งอีกคนเล่า เขาเห็นว่า หากเป็นร้านอาหาร โรงแรมหรือธุรกิจใดก็ตามที่อยู่ริมถนนแต่ไม่ใช่ถนนที่กว้างกว่าสองเลน ก็จะไม่มีลูกค้า เพราะช่วงเวลาแข่งก็จะมีแต่นักแข่งเป็นผู้ใช้สนาม ทางเดินข้างสนามหรือที่ทางผู้จัดใช้คำว่า service Lane ก็ไม่ได้กว้างมากนัก มอเตอร์ไซค์บางรุ่นอาจขับไม่ได้ การปิดถนนเช่นนี้แม้จะมีสะพานชั่วคราว แต่การเข้าออกชุมชน แหลมแท่น ก็ยังเป็นเรื่องยากและส่งผลต่อธุรกิจภายในชุมชนแหลมแท่น เพราะหากมีลูกค้าเข้ามาก็จะต้องใช้สะพานชั่วคราวเช่นกัน แต่เส้นทางถนนที่เปลี่ยนไป ลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นคนจากภายนอกก็จะหลงทาง

ภาพบรรยากาศชายหาดบางแสนในช่วงวันเตรียมงานแข่งรถ

“มีโอกาสไปสิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ก็เห็นเลยว่าสิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ กับเราจริงๆ โมเดลใกล้เคียงกันเลย แต่เขาสร้างเม็ดเงินได้มหาศาลเลย เพราะมีค่าเข้าชม หรือโมเดลอื่นๆ ค่าตั๋วที่จะเข้ามาชมแพงมากสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือว่า คนที่นี่มีโอกาสเข้ามาชมฟรี” นววรรณ หนึ่งในทีมผู้จัดงานกล่าว

“ไม่มีที่ไหนพร้อมจะจัดในสถานที่ที่สวยงามแบบนี้ สนามแข่งรถที่นี่สวยมาก เป็นสนาม Offbeat ที่หลายๆ ที่ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ และมันเป็นสวรรค์ของคนดูที่ได้ดูของฟรี โดยที่ไม่เสียตังค์ และได้มาท่องเที่ยว และทานอาหาร และทำทุกอย่างกันแบบ Family พร้อมๆ กัน เราสามารถดูรถแข่งที่เราชอบได้ในระยะที่ปลอดภัยและใกล้ชิด และมีทุกอย่างที่คิดถึง มีและเป็นสถานที่ที่สร้างเม็ดเงินได้จากงานเยอะมาก ทำให้ไปด้วยกันทั้งชุมชนและรายการกิจกรรมในครั้งนี้ ก็เลยเป็นอะไรที่เราอิจฉาที่นี่ที่สามารถจัดงานได้ครับผม” วาสน์ หนึ่งในทีมผู้จัดกล่าว

“ก็อยากให้คนที่มาร่วมงาน ให้ดูการแข่งขัน Enjoy กับมัน อาจจะมีเรื่องของเสียงที่มันอาจจะรบกวนนิดนึง แต่ครั้งนี้ถือว่าเก็บประสบการณ์นี้ไว้แล้วกัน เพราะเราก็ไม่รู้ว่า F1 จะมาเมื่อไหร่ เป็นไปได้ไหม เราก็ให้มองมุมนี้ไปก่อน ทางเราเองก็จะพยายามปรับปรุงเพื่ออยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้มากขึ้น” ปัชลิตอธิบา

ภาพตัวอย่างการเข้าไปซื้อของร้านค้าโดยใช้บันไดข้างแบริเออร์เข้าไป

เสียงจากผู้ประกอบการ การมีส่วนร่วมอยู่ไหน

ด้านเจ้าของธุรกิจในบางแสนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ถึงความอึดอัดใจในหลายประเด็น

“พูดกันตามตรงการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างถนน มันเป็นของทุกคน หากจะมีใครใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมใดก็ตาม ต้องมีการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็น ตามหลักประชาธิปไตยต้องไม่ใช่การที่คนกลุ่มนึงได้ประโยชน์และคนอีกกลุ่มนึงได้รับผลกระทบ”

เขาเล่าว่า 18 ปีตลอดการแข่งขันรถแข่งบางแสน แม้จะเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก sea sand sex สู่  sea sand sport แต่สำหรับเขาเห็นว่า ‘ไม่เคยมีประชามติ’  หรือหากมีในอดีตคำถามคือคนที่ได้เข้าร่วมคือใคร เพราะเขาและประชาชนแหลมแท่นที่เป็นคนธรรมดา อาศัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการค้าขายต่างก็ไม่เคยมีใครเคยเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

“เมื่อรัฐอนุญาตให้เอกชนจัดทำอีเวนท์ขึ้นมา มีแต่จดหมายขอความร่วมมือ มันทำให้ประชาชนเข้าไปร้องเรียนรัฐโดยตรงอย่างเทศบาลไม่ได้ เพราะผู้จัดเป็นเอกชน และรัฐก็อนุญาตให้ใช้ถนน ประชาชนจะทำยังไงได้”

เขายังยกตัวอย่างผลกระทบที่ประชาชนได้รับ 

  • มลพิษทางเสียง โดยตามปกติ 90 เดซิเบลจะเป็นมาตรฐานกลางของเสียงในระดับที่อยู่อาศัยได้ แต่การแข่งรถในแต่ละรุ่น ซึ่งล้วนเป็นรถแข่งจึงมีเสียงที่ดังกว่าปกติ มีการตรวจวัด และแก้ปัญหาเพียงไหน
  • แรงสั่นสะเทือน โดยมาจาก 2 ทาง
    • แรงสั่นสะเทือนจากการขุดเจาะพื้นถนนเพื่อติดตั้งแบริเออรอบสนามแข่ง ซึ่งจะติดตั้งรอบชุมชนแหลมแท่นด้วย รวมถึงทุกบริเวณที่เป็นเส้นทางแข่ง ใช้เวลาติดตั้งราว 2 อาทิตย์ และถอดออกอีก 2 อาทิตย์
    • แรงสั่นสะเทือนจากการแข่งรถ เนื่องจากการแข่งบางแสนกรังด์ปรีซ์ จัดบนถนนรอบชุมชน เปรียบเสมือนการเปลี่ยนบ้านคนให้กลายเป็นสนามแข่งรถ จึงทำให้ช่วงวันแข่งก็จะมีทั้งเสียงและแรงสั่นสะเทือนตามมาด้วย 

ในเรื่องการสร้างรายได้ เขามองว่าไม่ได้เกิดการกระจายรายได้ที่ทั่วถึงจริง เพราะการจัดการแข่งขันใช้แบริเออร์ปิดรอบทั้งสนามซึ่งก็รวมไปถึงบ้านคนและร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ

“พวกเราต้องสำรองและเตรียมตัวสำหรับการขาดรายได้ตั้งแต่เริ่มติดตั้งแบริเออร์จนถึงถอดแบริเออร์ออก”

เขาอธิบายว่าการจัดการแข่งขันแม้จะสร้างรายได้สู่ตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี แต่รายได้เหล่านั้นเกิดขึ้นผ่านโรงแรมขนาดใหญ่ และธุรกิจอื่นนอกสนามแข่ง ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบที่ถูกแบริเออปิดกั้น และกลายเป็นเส้นทางรถแข่งไม่ได้เกิดรายได้เพิ่มเติมอะไรจากการแข่งรถในทุกๆ ปี

เขามองว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรต้องมีพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและสามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพราะหากไร้กระบวนการตรวจสอบ อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะกระทบต่อการดำรงชีวิตจนไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้พื้นที่สาธารณะและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ-การเดินทาง

เขาระบุถึงข้อเสนอ ซึ่งสรุปความได้ดังนี้ 

  1. ชดเชยเยียวยา ต้องเริ่มชดเชยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเจาะถนนเพื่อติดตั้งแบริเออจนถึงวันที่ถอดแบริเออออกไป ซึ่งกินเวลาประมาณ 1 เดือนที่คนบางแสนซึ่งทำอาชีพที่อาศัยการท่องเที่ยวจะเดือดร้อน
  2. ทำประชามติใหม่อย่างทั่วถึง เพื่อสำรวจสถานการณ์ในปัจจุบัน

โจทย์ใหญ่ เศรษฐกิจต้องกระจายตัวถึงคนตัวเล็ก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

“ข้อมูลที่ภาครัฐหรือผู้จัดบอกว่ามันสามารถสร้างเม็ดเงินได้มหาศาล แน่นอนว่ามันสร้างเศรษฐกิจ แต่เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจ เราไม่ได้พูดถึงก้อนเงินที่มันมาแบบ 1,000 ล้าน 2,000 ล้าน”

ธนิต โตอดิเทพย์ อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชวนตั้งคำถามถึงการกระจายผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ

“เราต้องพูดถึงการกระจายผลประโยชน์ไปยังเศรษฐกิจกับคนอื่นด้วย ซึ่งตรงนี้อาจกลายเป็นการตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่าการจัดงานเหล่านี้ที่สร้างเม็ดเงินเข้ามา มันกระจายไปยังกลุ่มคนเล็กคนน้อย กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือชุมชนสักเท่าไหร่ ตรงนี้เรายังไม่เห็นว่ามันมีตัวเลข”

“ถ้ามันยังไม่มีตัวเลข สิ่งที่อ“การชดเชยมีแน่ๆ แต่ชาวบ้านเขาก็บอกว่าไม่เยอะ เพราะในแต่ละวันที่เขาขาย บางคนเขาได้หลักหมื่น แต่เงินชดเชยแต่ละสัปดาห์ไม่พอ เช่น ถ้าผู้ประกอบการรายใหญ่หน่อย เขาต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกน้อง เช่น เขามีลูกน้อง 2 คน เขาใช้จ่ายวันละคนละ 600 เขาาจจะสะท้อนการกระจายรายได้เหล่านี้ ก็อาจมาจากข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์พ่อค้าแม่ค้าว่ามันมีรายได้ตรงนี้เข้ามามากน้อยขนาดไหน อย่างน้อยก็มาจากคำพูด”

ธนิตอธิบายว่า งานแข่งรถจัดทุกปี ไม่ได้แค่ปีเดียว แล้วระยะเวลาในการ เตรียมสนามแข่งจนถึงวันจัดแข่งขันและเคลียร์ถนนให้กลับสู่สภาพเดิม กระบวนการจัดใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

เขายกตัวอย่างจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์มาประกอบในงานวิจัยว่ามีการชดเชยเยียวยาอยู่แต่ดูเหมือนยังไม่มากพอ 

“ร้านค้าขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ เขาให้ 3,000 บาทต่อสัปดาห์ เช่น ร้านหาบเร่แผงลอยอะไรแบบนี้ ส่วนร้านค้าขนาดใหญ่ที่บริเวณมีการตั้งเต็นท์ให้นักแข่งหรือได้รับผลกระทบหนักๆ ก็จะตกประมาณ 7,000 บาท”

ก็ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายต่อวันที่จะเข้ามา หรือร้านค้าขนาดเล็กเองก็ได้รับผลกระทบ ถึงแม้จะมีเงินชดเชยก็จะไม่เพียงพอเท่าที่ควร” ดร.ธนิตกล่าว 

“เพราะฉะนั้น ร้านใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ คนตัวเล็กตัวน้อยก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน เพราะพ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายหาดส่วนใหญ่จะพึ่งพาเงินกู้นอกระบบค่อนข้างเยอะ เงินกู้นอกระบบถูกคำนวณเป็นรายวันนะ” ธนิตกล่าวและว่า กลุ่มรายย่อยที่อาศัยรายได้รายวันนั้นไม่สามารถเข้าถึงการกู้เงินในระบบธนาคารได้อยู่แล้ว ทำให้ต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบในช่วงที่ขาดรายได้จากเทศกาลต่างๆโดยเงินกู้จะถูกคำนวณเป็นรายวันร้อยละ 20 

“สมมติเขากู้มา เขามีหน้าที่ผ่อนจ่ายรายวัน ในช่วงการจัดงานแข่งขัน รายได้หายไป ผู้ประกอบการขนาดเล็กเหล่านี้ต้องกู้เงินนอกระบบมาดูแลครอบครัวของตัวเอง งานเทศกาลเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบกับคนเหล่านี้ค่อนข้างเยอะ และมีบางส่วนบอกว่าอีเวนต์เหล่านี้ทำให้เกิดหนี้สินที่เขาจำเป็นต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น” ธนิต กล่าว

ธนิตชวนนับจำนวนงานอีเวนต์ประจำปีต่างๆ ของบางแสน เช่น งานวิ่ง 10 ,งานวิ่ง 21 ,วิ่งมินิมาราธอน และมาราธอน ซึ่งกิจการต่างๆ ยังพอปรับตัวได้รับผลประโยชน์บ้าง

“แต่งานวิ่งมันก็ไม่ได้ข้ามวันข้ามคืน ทั้ง 4 อีเวนต์ใหญ่ ที่ถามมาก็ยังไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยเท่าไหร่ พยายามหาคนเห็นด้วยอยู่ว่าเขาได้รับผลประโยชน์จากตรงไหน ก็พยายามหาอยู่ แต่ก็ยังเจอเป็นส่วนน้อย” เขาอธิบายว่าการจัดงานอีเวนต์ต่างๆ หากสังเกตจุดสตาร์ทหรือจุดสำคัญของกิจกรรมจะอยู่หน้าโรงแรมใหญ่ๆ บริเวณหน้าหาด

“ผลประโยชน์มันก็จะไปหย่อนอยู่แถวนั้น ซึ่งเป็นทุนขนาดใหญ่ ฉะนั้นการกระจายรายได้ในทางเศรษฐกิจผ่านการจัดงานอีเวนต์ตรงนี้ เราจึงยังมองไม่เห็นว่ามันส่งผลในทางที่ดีกับคนตัวเล็กคนน้อย หรือบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หาเช้ากินค่ำเหล่านี้มากสักเท่าไร”

“มันควรต้องกระจายให้ทุกคนไง สมมติเราตั้งคำถามว่าที่เขาบอกว่างานอีเวนต์ที่จัดขึ้นมามันส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ แต่การกระจายรายได้ เขาก็ไม่ได้บอกว่ามันกระจายไปตรงไหนบ้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นพันล้านในบางแสนในช่วงนี้ ไปตกอยู่ที่ไหนบ้าง”

ธนิตชวนวิเคราะห์โดยยกตัวอย่างโมเดลของอีเว้นท์ที่เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น เช่น สงกรานต์ พอคนเข้ามาเที่ยว เขาก็เดินมากิน การจัดโซนที่ทำให้ทั้งคนเดินเที่ยวและคนขับรถเที่ยวทั้งในรอบกลางวันและกลางคืน ทำให้ธุรกิจและร้านค้าขนาดเล็กขายได้

“สมมติการจัดงานแข่งรถปีหน้า เราอาจจะไม่ได้ปฏิเสธการจัดอีเวนต์แบบนี้ แต่ลองนึกภาพการสร้างการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงได้ไหม” ธนิตชวนขบคิด

“แน่นอน การจัดงานลอาจจะพูดถึงการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง สร้างความโปร่งใสอะไรต่างๆ ในการจัดงาน แต่ผมอาจจะตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น เรื่องสปอนเซอร์ที่จัดมาแล้วมีสปอนเซอร์ทุกปีก็ไม่รู้ว่าบทบาทของพวกเขาคืออะไรกันแน่”

“ผมคิดว่าเราอาจจะไม่ได้ปฏิเสธ คอนเซ็ปต์ของชลบุรีคือเขาพยายามที่จะสร้างเป็น Sport City คุณจะเห็นมีการแข่งขันกีฬาเจทสกีที่สัตหีบ มีการแข่งขันทางกีฬาวิ่งควาย เป็นต้น เห็นความพยายามทำให้มันเป็นเมือง Sport City พยายามสร้างอัตลักษณ์ แต่ต้องทำให้อีเวนต์เหล่านี้เป็นที่ยอมรับ คุยกันได้ ตรวจสอบได้ ผมคิดว่าคนบางแสนอาจจะไม่ได้ปฏิเสธภาพลักษณ์ว่าเราเป็นเมืองกีฬา แต่เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานกับอีเวนต์นี้ในช่วง 18 ปีนี้เท่าที่ควร ตรงนี้คือสิ่งสำคัญ”

เขาขยายคามต่อว่า แนวโน้มในการจัดคราวหน้า ทางผู้จัดหรือทางเจ้าภาพควร เปิดพื้นที่ ให้เกิดการมีส่วนร่วม กับประชาชนทั้งหมด สปอนเซอร์ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรม สิ่งนี้จะกลายเป็น “การสร้างเมืองอย่างมีส่วนร่วมที่ให้คนที่อยู่และคนที่เข้ามาใช้พื้นที่มีส่วนร่วมด้วยกัน”

สส.เดินสำรวจ พบ ‘ช่องว่าง’ ขาดการพูดคุยทุกฝ่าย

วรท ศิริรักษ์ สส.เขต 1 จ.ชลบุรี พรรคประชาชน

“ เราเดินตั้งแต่ปี 2567 เพื่อสำรวจเรื่องผลกระทบใกล้ได้ยินเสียงของผู้ได้รับผลกระทบและผู้ได้รับผลประโยชน์” วรท ศิริรักษ์  สส. ชลบุรีเขต 1 พรรคประชาชน เล่าให้ฟังถึงความคิดเห็นของประชาชนทั้งผู้ประกอบการและผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในบริเวณของสนามแข่งบางแสนกรังด์ปรีซ์ โดยเริ่มเดินตั้งแต่ก่อนจัดงานจนถึงจัดเก็บงานเสร็จ เน้นที่ชุมชนแหลมแท่น ซึ่งเป็นตรงกลางของเส้นทางวิ่งรถแข่ง

“ถ้าปีที่แล้วก็น่าจะเป็น 100 คน” เขากล่าวและว่าสิ่งที่เขาได้จากการเก็บข้อมูลปีนี้จะแบ่งเป็น 2 ความคิดเห็นใหญ่ๆ คือ เห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย

 

เป้าหมายการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้เป็นรูปธรรม และนำไปสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ แต่สิ่งที่เห็นคือข้อมูลเป็นรูปธรรมได้ยาก เพราะชุมชนขาดการพูดคุยกัน มีความห่างเหินกัน ยิ่งกับประธานชุมชนยิ่งห่างเหินกันมาก

“คนที่อยู่ในระแวก รอบเกาะตรงนี้ก็มีปัญหาอีกแบบนึง คนข้างในจะมีปัญหาอีกแบบนึง เพราะว่าหลังจากคุยมาเยอะสิ่งหนึ่งที่เห็นแบบชัดเจนเลยคือ การพูดคุยกันในชุมชนไม่ได้เยอะเท่าที่ควรระหว่างชุมชนกับผู้นำชุมชน การพูดคุยระหว่างชุมชนกับผู้จัดงานและเทศบาลน้อย กลายเป็นว่าไม่มีใครคุยกันจริงๆจังๆเลย ปัญหาของแต่ละบ้านแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่แค่ภายในชุมชนยังไม่เคยแลกเปลี่ยนปัญหาซึ่งกันและกันเลย” วรทกล่าว

“สำหรับผู้จัดงาน โจทย์ของเขาคือจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบยังไง เช่น จำนวนห้องพักที่เป็นของชุมชน เป็นที่พักขนาดเล็ก ผมไม่คิดว่าจำนวนมันจะเยอะเกินมือความช่วยเหลือของผู้จัดงานหรือว่าหน่วยงานต่างๆ ที่จะออกแบบการจัดการร่วมกันกับชุมชน อย่างไม่เกี่ยงเลี่ยงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และคิดว่ามันสามารถคุยกันได้ว่างานแข่งรถควรจะเป็นแบบไหน ถ้าได้คุยกัน”

เขาอธิบายพื้นที่สาธารณะพูดคุยได้ คือ พื้นที่ที่ทุกคนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนและออกแบบการแก้ปัญหารวมถึงผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันได้

“ยกตัวอย่างนะ ฝั่งความคาดหวังของชุมชนแหลมแท่นก็คือ ขอให้กลับไปขายได้เหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเราคิดว่าน่าคิดเหมือนกัน ถ้าคนจัดงานได้รู้ condition เงื่อนไขประมาณนี้ ก็จะรู้โจทย์และหาทางรับมือกับปัญหา คำถามคือคนที่เขาเจอกับปัญหาหรือได้รับผลกระทบ กับคนที่เขาบริหารจัดการได้คุยกันจริงๆ หรือเปล่า  พื้นที่สาธารณะที่ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้จัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมาคุยกันได้ไหม อาจจะไม่ต้องคุยกันเป็นวงใหญ่ก็ได้”

เขาเองก็อยากให้เกิดการคุยร่วมกันทุกฝ่ายพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็อยู่ที่บางแสนร่วมกัน ในฐานะ สส.เข้าใจทั้งผู้จัด และมุมของคนที่ได้รับความเดือดร้อนมาอย่างยาวนาน แม้เป็นเรื่องที่พูดยากและ sensitive ละเอียดอ่อนมากๆ ในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลว่า ถ้าพูดไปแล้วทำให้คนทะเลาะกันเพิ่ม อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า ชุมชนไม่ควรมีข้อกังวลแบบนั้น เพราะสุดท้ายแล้วจะไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาจริงๆ จากการคุยกับประธานชุมชน คอนเฟิร์มเลยว่าชาวบ้านกับประธานชุมชนไม่ค่อยได้คุยกัน มีความห่างกัน เพราะเขาก็กังวลต่อความขัดแย้งภายในต่อทั้ง 3 ฝ่าย แต่ถ้าไม่คุยกันสุดท้ายเรื่องราวอาจรุนแรงมากขึ้นจนถึงจุดแตกหักกลายเป็นการทะเลาะกันมากกว่าการแก้ปัญหา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง