Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กระแสความเกลียดชังชาวเมียนมาในประเทศไทยระลอกใหม่ มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม Tiktok ที่เผยแพร่วิดีโอ เด็กผู้อพยพเมียนมาในศูนย์การเรียน จ.สุราษฎร์ธานี ร้องเพลงชาติเมียนมา คลิปดังกล่าวตกเป็นที่สนใจ และไม่พอใจของสังคมไทย ทำให้ทางการไทยเข้าตรวจสอบและสั่งปิดศูนย์การเรียนดังกล่าว ก่อนที่ต่อมาจะนำมาซึ่งกระแสความเกลียดชังที่ตามมาอีกหลายระลอกในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ส.ค. 2567 จนถึง มิ.ย. 2568)

ท่ามกลางปัญหากระแสการสร้างความเกลียดชังที่เกิดขึ้น เสมสิกขาลัย และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาเรื่อง "ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ท่ามกลางกระแสเกลียดชัง" เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568 โดยงานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน "The Myanmar Film Tour 2025" ในวาระวันผู้ลี้ภัยสากล 

งานเสวนามีวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนความคิด และความเห็น ด้วยกัน 3 คน ประกอบด้วย

  • สุธาสินี แก้วเหล็กไหล นักกิจกรรมด้านแรงงาน
  • ณิชา เวชพานิช นักข่าวจาก HaRDstories
  • สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล นักวิจัยและผู้ก่อตั้ง Myanmar Witness

วิทยากรทั้ง 3 คนจากหลายมิติความเชี่ยวชาญ จะมาร่วมพูดคุยตั้งแต่กระแสความเกลียดชังนี้ส่งผลต่อแรงงานพม่าอย่างไร ฉายภาพจุดเริ่มต้นและกระแสในเรื่องนี้ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา เบื้องหลังของการสร้างกระแสอันบิดเบี้ยวเหล่านี้ ใครได้ประโยชน์ ? และท้ายสุดบทบาทของทั้งภาครัฐ และสื่อมวลชน ในการป้องกันกระแสความเกลียดชัง

"รู้สึกตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย ขาดแคลนวัยทำงานและจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ แต่กระแสความเกลียดชังกลับเกิดขึ้นมา"

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล สมาชิกมูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (มสร.) เริ่มต้นการเสวนาจากมุมมองของเธอที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติมานานกว่า 20 ปี สุราสินี กล่าวว่า กระแสความเกลียดชังเกิดขึ้นและถูกหล่อเลี้ยงกระแสจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาตินิยม ที่มักเลือกแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารเป็นเป้าหมายในการทำงานของพวกเขา โดยใช้ความชอบธรรมในการมองว่า แรงงานข้ามชาติไร้เอกสารเหล่านี้เป็นคนผิดกฎหมาย แย่งงานคนไทย และต้องไล่ให้ออกจากประเทศ

พบโพสต์-ความเห็น เข้าข่ายสร้างความเกลียดชังคนพม่า 129 ครั้ง 

“กระแสที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียกลายเป็นประเด็นสาธารณะ นำไปสู่การไล่ล่า, ตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามพื้นที่ต่างๆ และการลงถนนประท้วง”

ณิชา เวชพานิช นักข่าวจาก HaRD Stories เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์และจัดทำรายงานข่าวเชิงสืบสวนในชื่อ เมื่อ ‘ข่าวปลอม’ สุมไฟความรู้สึกชาวไทยต่อคนพม่า งานชิ้นดังกล่าวได้ติดตามสถานการณ์ความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติพม่าในไทย และตรวจสอบข้อมูลเท็จที่เกิดขึ้น เช่น การนำเสนอว่าพรรคประชาชนให้การสนับสนุนคนเมียนมา แรงงานข้ามชาติเรียกร้องค่าแรง 600 บาท เป็นต้น

ณิชา เวชพานิช

นักข่าวจาก HaRD Stories อธิบายว่า การเก็บข้อมูลของเธอนั้นนำมาจากโพสต์และความคิดเห็นสาธารณะบนเฟซบุ๊กจำนวน 129 ชิ้นที่มีลักษณะเข้าข่ายวาทะสร้างความเกลียดชัง (hate speech) ในการพูดถึงชาวเมียนมา ระหว่างเดือน ส.ค. 2567 จนถึง ก.พ. 2568

“กระแสความเกลียดชังพัฒนาถึงขั้นลดทอนความเป็นมนุษย์ เป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออก และบางครั้งบางคอนเท้นต์เหล่านั้นก็เกินเส้นดังกล่าวไป”

ณิชา ระบุว่า บางความคิดเห็นใช้คำที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เรียกเหมารวมคนเมียนมาเทียบกับสัตว์ว่า “เลี้ยงไม่เชื่อง” หรือ “แพร่พันธุ์ไปทั่ว” รวมถึงยังมีความคิดเห็นที่ระบุว่าให้ “ฆ่าทิ้ง”

ความน่ากังวลเพิ่มขึ้นไปตามกระแสทางโลกออนไลน์ ที่คนไทยเกิดความไม่พอใจพฤติกรรมบางส่วนของชาวเมียนมา ภาครัฐนำโดยกระทรวงแรงงานได้ตั้งทีมที่มีชื่อว่า ‘ไตรเทพพิทักษ์’ ซึ่งออกตามจับแรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ณิชา ตั้งข้อสังเกตว่าปฏิบัติการเหล่านี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากคลิปวิดีโอเดียว

“จากคลิปเด็กพม่าร้องเพลงชาติพม่าในประเทศไทยกลายเป็นกระแสสังคม นำมาสู่การปิดศูนย์การเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ และพัฒนามาเป็นเครื่องมือของฝ่ายชาตินิยม ในการใช้ผู้อพยพฯ ระดมฐานเสียงทางการเมืองของตนเอง” ณิชา กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้

ตั้งข้อสันนิษฐานใครอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล นักวิจัยและผู้ก่อตั้ง Myanmar Witness, และ Stop Online Harm ได้แบ่งปันมุมมองในฐานะคนไทยที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศเมียนมากว่า 7 ปีว่า หากอยากจะรู้ว่าสังคมไทยมองคนเมียนมาอย่างไรนั้น สถานการณ์ตอนนี้สามารถประเมินได้จากตามท้องถนนทั่วไปและในโลกออนไลน์

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล

“มีการสอบถามความเห็นของคนไทยต่อแรงงานพม่า ข้อมูลที่ออกมา 59% สนับสนุนให้มีแรงงานพม่าในไทย และ 75% มองว่าแรงงานพม่าช่วยเติมเต็มช่องว่างของแรงงานไทย”

โดยข้อมูลดังกล่าวนำมาจากรายงาน ‘การประเมินความรับรู้ของสาธารณะต่อผู้โยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย’ ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานปี 2566 ที่ระบุว่า ในภาพรวมของการสำรวจพบว่าร้อยละ 59 เห็นด้วยที่จะต้อนรับผู้ย้ายถิ่นประเภทต่างๆ และผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนร้อยละ 78 เห็นด้วยว่า แรงงานข้ามชาติช่วยลดความขาดแคลนแรงงานในตลาดแรงงานไทย แต่ร้อยละ 42 ไม่เห็นด้วยว่าแรงงานข้ามชาติควรได้รับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับคนไทยสำหรับงานลักษณะเดียวกัน

“สิ่งที่น่าสนใจตอนนี้คือ ทำไมข้อมูลในโซเชียลมีเดียถึงแตกต่างกับแบบสำรวจ ที่ไปถามชาวบ้านตามท้องถนนว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติ”

สายใจ ตั้งคำถามว่า ทำไมข้อมูลในโซเชียล ถึงแตกต่างจากแบบสำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้วอย่างมีนัยยะสำคัญ อะไรคือเบื้องหลังของสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเหล่านี้

สายใจ ตั้งคำถามต่อว่า ใครได้ประโยชน์จากกระแสความเกลียดชังที่เกิดขึ้นมาในโลกออนไลน์ แน่นอนเธอมองว่า รัฐบาลทหารพม่า เพราะว่าชาวพม่าหลายคนหนีภัยจากการสู้รบ และการบังคับเกณฑ์ทหาร อย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น หากคนไทยเกลียดคนพม่า ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการส่งตัวคนเหล่านี้ไปเป็นทหารในประเทศเมียนมา

ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Myanmar Witness ระบุว่า กลุ่มต่อมาที่ได้ประโยชน์คือฝ่ายอนุรักษนิยมของไทย เธอเชื่อว่ามีความพยายามใช้แรงงานเมียนมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม ยกตัวอย่าง พรรคประชาชน ที่มีการใช้วาทกรรม #พรรคประชาชนพม่า หรือแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทย ที่ถูกโจมตีจากนโยบายการลดขั้นตอนการให้สัญชาติไทย กับบุคคลไร้สัญชาติ จำนวน 4.83 แสนราย ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับแรงงานเมียนมาเลย

“เราคิดว่าคนไทยทั้งหมดไม่ได้เกลียดชังพม่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ในสิบเดือนที่ผ่านมาสามารถสร้างความเกลียดชังขึ้นมาจริงๆ ในสังคมไทยได้”

สายใจ ได้ยกปฏิบัติการทางข้อมูลที่รัฐบาลพม่าเคยใช้ต่อชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2560 รัฐบาลพม่าใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือกวาดล้างชาวโรฮิงญา ด้วยวิธีการส่งข่าวปลอมไปตามเฟซบุ๊กว่า ชาวโรฮิงญาสร้างความรุนแรงแก่ชาวพม่า ปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลสำเร็จและเป็นกรณีศึกษาไปทั่วโลก สำหรับการใช้โซเชียลมีเดียนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และสร้างความเกลียดชังได้จริง

สายใจ อ้างอิงรายงานจากทางองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM ที่ระบุว่า คนไทยทำความรู้จักชาวเมียนมา 8 ใน 10 จากโซเชียลมีเดีย ดังนั้น กระแสความเกลียดชังที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องอันตราย เพราะความคิดเห็นของชาวไทยที่มีต่อชาวเมียนมา โดยหลักจะได้มาจากโซเชียลมีเดีย

กระแสเกลียดชังที่บิดเบี้ยว แล้วจะป้องกันอย่างไร

“ถ้าอยากจะไปปราบปรามแรงงาน คุณต้องเข้าไปค้นหาข้อเท็จจริง ว่าทำไมแรงงานข้ามชาติถึงกระทำผิดกฎหมาย”

สุธาสินี กล่าวถึงกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ออกปฏิบัติการไล่ล่าแรงงานข้ามชาติทำผิดกฎหมาย เธอยอมรับว่ามีข้อเท็จจริงที่แรงงานข้ามชาติทำอาชีพสงวน แต่การจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นไม่สามารถโยนความผิดทั้งหมดให้กับแรงงานข้ามชาติ เพราะว่ายังมีการทุจริตจากเจ้าหน้าที่, พระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 ที่ไม่เคยถูกนำมาปรับแก้ไขให้เข้ากับยุคสมัย และกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานของกระทรวงแรงงานที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้

“กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเขาได้รับผลประโยชน์อะไร และคุณมีสิทธิอะไรไปทำร้ายร่างกายคนอื่น รวมทั้งผันตัวเองเป็นนายหน้า ทวงหนี้นอกระบบให้กับแรงงานข้ามชาติ คุณมีตำแหน่งอะไรถึงมีบทบาทหน้าที่ในการทำอะไรกับใครก็ได้” สุธาสินี กล่าวทิ้งท้าย

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล

ขณะที่ณิชา เสนอแนวทางป้องกันกระแสความเกลียดชังในฐานะสื่อมวลชนว่า สื่อมวลชนต้องไม่ผลิตซ้ำสิ่งที่คนมีอคติอยู่แล้วในใจ เพราะมัวแต่ต้องการยอดไลก์ยอดแชร์ รวมทั้งหน้าที่การให้ข้อเท็จจริงไม่ควรผลักภาระมาให้สื่อมวลชนทั้งหมด แต่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจงต่อกระแสข่าวปลอมที่เกิดขึ้น และสร้างความเข้าใจผิด แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐไทยไม่มีความกล้าพอที่จะออกมาพูดเรื่องนี้

สอดคล้องกับสายใจ ที่มองว่า ภาครัฐไทยต้องมีท่าทีที่จริงจังกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมาที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) และสันติภาพ (Peace speech) เพราะทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนพม่าตอนนี้ล้วนมาจากการได้รับข่าวสารในโลกออนไลน์ทั้งสิ้น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง