Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดวงคุยปมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่นำมาสู่การปะทะด้วยกำลังทหารจนเกิดความสูญเสียชีวิตกันทั้ง 2 ประเทศ ยังเหลือทางออกอะไรอีกบ้าง ชาตินิยมไทยจะพาปัญหานี้ไปในทิศทางใด ไทย-กัมพูชาจะควรหาทางออกร่วมกันอย่างไรที่จะได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย และสุดท้ายกลไกระหว่างประเทศที่ยังเหลืออยู่ที่จะช่วยคลายปมยังมีอีกหรือไม่

5 ก.ค.2568 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเสวนา “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา บทสะท้อนการเมืองและการต่างประเทศไทยในภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน” ซึ่งเป็นเวทีที่จัดขึ้นโดย The Institute of Security and International Studies (ISIS) และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นอาจารย์ประจำจากคณะรัฐศาสตร์ ได้แก่ ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์, ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์, นาวาอากาศเอก อ.ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง และรศ.ดร.กษิร ชีพเป็นสุข

รัฐไทยในอดีตเคยไปยอมรับแผนที่ 1:200,000 เอง

ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์อธิบายความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครั้งนี้เป็นเรื่องเรื้อรังและมีบาดแผลกันมาเยอะและเกิดขึ้นในหลายระดับทั้งความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา และระดับตัวครอบครัวของผู้นำประเทศอย่างตระกูลฮุนและตระกูลชินวัตร

โฆษณา - Advertising

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องแผนที่ที่ทางฝรั่งเศสทำขึ้นมาเมื่อค.ศ.1904 ซึ่งเป็นการกำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับลาวทางสยามเองก็ไม่ได้คัดค้านก็ทำให้เสียดินแดนให้กับลาว และอีกสามปีต่อมาก็เกิดกรณีที่ฝรั่งเศสทำข้อตกลงกันระหว่างไทย-กัมพูชา-ฝรั่งเศส แล้วก็ทำแผนที่เขตแดนขึ้นมาสยามก็ไม่คัดค้านอีก 

แม้ว่าแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นมานี้จะไม่เป็นคุณต่อสยามและกลายเป็นบ่อเกิดของข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในเวลาต่อมา ไทยเคยไปยึดเขาพระวิหารมาได้ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแต่เมื่อสงครามจบไทยไม่ได้คืนให้กัมพูชาจนนำไปสู่การฟ้องต่อศาลโลกในเวลาต่อมาและต้องคืนให้กับกัมพูชา และกลายเป็นปมโกรธแค้นกันต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าตัวเองถูกรังแกเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีและเกิดความตึงเครียดแฝงอยู่

ฐิตินันท์กล่าวถึงเรื่องของแผนที่ว่าหากไปถึงศาลโลกไทยก็จะเสียเปรียบเพราะแผนที่มีความชัดเจนอยู่และไทยก็เคยไปยอมรับมาแล้ว แม้ว่าไทยจะยังคงอ้างแผนที่ 1:50,000 แต่ศาลไม่ได้มองแบบนั้นในระบบกฎหมายระหว่างประเทศและปมปัญหาก็พัฒนาการมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งยุคของทักษิณ ชินวัตร ก็เคยเข้าไปทำธุรกิจในกัมพูชาและทำให้เกิดความสัมพันธ์กับตระกูลฮุนทั้งได้รู้จักกันและเป็นหุ้นส่วนกันและยังเมื่อเกิดการรัฐประหาร 2549 ทักษิก็ต้องระหกระเหินไปฮุน เซนก็ให้ความช่วยเหลือตะรกูลชินวัตรมาตลอด ทั้งนี้ก็ยังมีคำถามว่าแล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามาถึงจุดที่เป็นอยู่นี้ได้อย่างไร

ฐิตินันท์กล่าวถึงว่ายังมีปัจจัยแวดล้อมอีกก็คือเศรษฐกิจของกัมพูชาที่กำลังชะลอตัวแล้วก็ยังถูกเพ่งเล็งธุรกิจผิดกฎหมายมีรายงานออกมาว่า 40% ของธุรกิจผิดกฎหมายออกมาบอกว่าตระกูลฮุนคุมอยู่ ทำให้กัมพูชามีความกดดันสูงก็เลยเบนเข็มความไม่พอใจออกมาข้างนอก แต่จุดสุดท้ายก็คือก็กรณีการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อ 28 พ.ค.2568 และเป็นเรื่องสำคัญที่กัมพูชาขอกับแพทองธารในระหว่างการโทรศัพท์ก็คือกัมพูชาขอให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดการปะทะเมื่อ 28 พ.ค.

ทั้งนี้พื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาเป็นพื้นที่ป่าไม่ได้มีแนวรั้วอะไรทำให้เป็นพื้นที่เปราะบางเมื่อฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาไทยก็ผลักดันออกไปก็เกิดปากเสียงกันแต่บางครั้งก็ดีกันกินข้าวด้วย แต่รอบนี้การทะเลาะกันเริ่มรุนแรงขึ้นมาตั้งแต่ ก.พ.2568 มีการขุดคูเลทเปลี่ยนภูมิศาสตร์ให้ทางฝั่งกัมพูชาได้เปรียบ 

เมื่อถึงวันที่เกิดการปะทะกัน 28 พ.ค. ซึ่งทำให้แพทองธารออกมาบอกว่าจะเอาอะไรให้บอกมาแต่ขอให้กลับไปเหมือนก่อนเกิดการปะทะแล้วพอเกิดการปะทะกันก็ทำให้โซเชียลมีเดียในกัมพูชาลุกเป็นไฟทำให้ฮุนเซนต้องมาเล่นกับกระแสชาตินิยมทำให้กัมพูชาต้องสู้ ซึ่งทางฝั่งไทยก็รับว่าจะสอบสวนให้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือจะต้องมีการเยียวยาก็จะดูให้ 

ทางฝั่งไทยก็บอกว่าทางกัมพูชาละเมิดอธิปไตยของไทยเป็นตัวจุดฉนวนให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดการปิดด่านบางจุดเพราะกัมพูชาได้ประโยชน์จากการเปิดด่านมากกว่าเพราะต้องซื้อของจากฝั่งไทยมากกว่า ทำให้กัมพูชาต้องมี้ชั้นเชิงกลับว่าเมื่อไทยเป็นคนปิดไทยก็ต้องเป็นคนเปิด

ทั้งนี้ฝั่งกัมพูชาเองมีจุดอ่อนคือเผด็จการตระกูลฮุน แต่จุดอ่อนของไทยคือมีรัฐบาลที่อ่อนแอมากสั่นคลอนมากนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นนายกฯ รักษาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ยังไม่มี และรัฐบาลก็ไม่สามารถควบคุมกองทัพได้กองทัพเป็นเอกเทศจากรัฐบาล และต้นทุนของรัฐบาลแพทองธารก็น้อยมากโดยเฉพาะหลังจากคลิปเสียงหลุดมีการปรับ คณะรัฐมนตรีก็ยกกระทรวงกลาโหมให้กองทัพไปเลย

ฐิตินันท์มองว่ามีจุดที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีกคือที่แม่ทัพภาคสองไปพูดที่โรงเรียนนายร้อย จปร.และแพทองธารยังไปบอกฮุนเซนไม่เป็นมืออาชีพอีกก็ทำให้ฮุน เซนไม่พอใจมาก ทำให้ฮุน เซนปล่อยคลิปเสียงตามมาและกลายเป็นมรสุมทางการเมืองในประเทศไทยทำให้แพทองธารถูกพักกรปฏิบัติหน้าที่

ไทย-กัมพูชาจะบาดหมางกันยาว

ฐิตินันท์เห็นว่าการปะทะรอบนี้เรียกว่าเป็นสงครามย่อมๆ ได้และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชาจะบาดหมางกันอีกยาว เพราะถึงแม้ปัญหาชายแดนนี้จะไปถึงศาลโลกได้แต่กว่าจะมีคำตัดสินก็ใช้เวลา 2-3 ปี ในระหว่างนี้ไทยกับกัมพูชาก็จะมองหน้ากันไม่ติดอีกทำให้เป็นเรื่องลำบาก 

เขามองหากเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาไปถึงศาลโลกแล้วไทยก็จะเสียเปรียบเพราะเรื่องแผนที่ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบและเป็นเรื่องที่ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ทำให้ไทยต้องพยายามใช้กลไกทวิภาคี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะเสียเปรียบในทางกฎหมาย แต่ไทยก็ยังได้เปรียบกัมพูชาในแง่ที่เป็นประเทศใหญ่กว่าในทางเศรษฐกิจที่กัมพูชายังต้องพึ่งพาก็อาจจะทำให้คุยกันได้หลังจากนี้ในสักช่วงเวลาหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ช่วงนี้ที่สถานการณ์ยังเปราะบางอยู่ และแม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะใช้เรื่องภาษีมาข่มขู่ให้หยุดยิงแต่ก็ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นบ้างแม้ว่าสถานการณ์การหยุดยิงจะยังเปราะบางอยู่แต่หากกลับมาปะทะกันอีกก็เป็นไปได้ที่ทรัมป์จะปรับภาษีกับทั้งไทยและกัมพูชากลับขึ้นมาได้อีกจากที่ให้ 19% มา

ฐิตินันท์กล่าวถึงบทบาทของอาเซียนว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่จะไม่แทรกแซงกันเองแล้วยังถึงขั้นไม่วิจารณ์กันเองด้วย และปัญหารอบนี้คือสมาชิกอาเซียนรบกันเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้อาเซียนขยับทำอะไรได้ลำบากและอาจถึงขั้นไร้น้ำยาเพราะไม่สามารถจัดประชุมได้

เขามองว่า ถ้าตระกูลฮุนและชินวัตรถอยออกจากการเมืองของประเทศไปได้มากเท่าไหร่โอกาสที่ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาก็จะมีโอกาสจะฟื้นคืนมากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศกัมพูชาคงเป็นเรื่องยากที่ตระกูลฮุนจะถอยออกไปเพราะเป็นเผด็จการที่เกาะกินอยู่ซึ่งถ้าไทยอยากแทรกแซงก็ทำได้ด้วยการเปิดข้อมูลทุจริตคอรัปชั่นเข้าไปในกัมพูชาและทำให้ภาพลักษณ์ของกัมพูชาเสียหายแค่ไหนในสายตาชาวโลก เป็นต้น

ส่วนตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ก็คงลดบทบาทลงไปมาก แม้ว่า 25 ปีที่ผ่านมาจะใกล้ชิดกันมากกับฮุน เซนแต่วันนี้ก็กลายเป้นศัตรูกันแล้ว และชินวัตรก็ใช้ประเทศไทยเป็นเครื่องมือแก้แค้น และมีสิ่งที่ต้องระวังก็คือกัมพูชาจะไม่มีเพื่อนเหลือในประเทศไทยและถ้ารัฐบาลแพทองธารหลุดไปกัมพูชาก็จะไม่มีเพื่อนเหลือแล้วและเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดีเพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศฟื้นคืนกลับมายากขึ้น

การต่างประเทศไทยอ่อนแอ การทหารกำลังนำ

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ กล่าวถึงปัญหาการทำงานด้านการต่างประเทศของไทย และข้อจำกัดของไทยจะเป็นอุปสรรคในการออกจากวิกฤตินี้และเป้นอุปสรรคในการหาทางประนีประนอมเพื่อลดความตึงเครียดและการปะทะทางทหาร

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ 

พวงทองระบุว่าเรื่องที่รัฐบาลไทยถูกวิจารณ์ว่าสื่อสารล่าช้านั้นจริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง แต่เป็นอาการของโรคจากปัญหาทำงานที่ไม่เป็นระบบต่างคนต่างทำ ทั้งจากปัญหาผู้นำประเทศอย่างแพทองธาร ชินวัตรไม่มีความรู้เรื่องการต่างประเทศไม่มีสภาวะผู้นำและตกลงแล้วใครเป็นนายกฯ ตัวจริงกันแน่จะต้องฟังรัฐบาลหรือฟังทักษิณ ชินวัตรที่มีความใกล้ชิดกับกัมพูชา 

แต่นอกจากปัญหาการนำที่ไม่ชัดเจนแล้ว บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ก็หายไปด้วยทั้งที่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการประสานงานและให้ข้อมูลกับรัฐบาลเพื่อช่วยในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ และบทบาทของกองทัพที่ตกลงแล้วกำลังทำงานควบคู่ไปกับรัฐบาลหรือต่างคนต่างทำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาภาพรวมของการทำงานในฝั่งไทยที่สะเปะสะปะ

พวงทองมองว่างานด้านการต่างประเทศของไทยเริ่มอ่อนแอมานับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 เนื่องจากรัฐมนตรีประจำกระทรวงไม่ได้ถูกเลือกเข้ามาด้วยความสามารถแต่ถูกเลือกมาจากความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลหรือพรรคการเมืองมากกว่า แล้วรัฐมนตรีก็เป็นเพียงแค่กระบอกเสียงแก้ต่างให้รัฐบาลเท่านั้นอย่างเช่น ในช่วงหลังการรัฐประหาร รมว.ต่างประเทศทำแค่โฆษณาว่าไทยยังเป็นประชาธิปไตย 99% และยังมาบอกคนไทยว่าการรัฐประหารไม่ใช่ปัญหาทั้งที่ในความเป็นจริงสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปประกาศแล้วว่าจะไม่ทำการค้ากับไทยถ้าไทยยังไม่กลับสู่ประชาธิปไตย หรือกระทั่งในช่วงรัฐบาลพลเรือน รมว.ต่างประเทศก็ยังทำหน้าที่คอยแก้ต่างให้รัฐบาลไม่ต่างกัน

พวงทองเล่าย้อนไปว่างานด้านการต่างประเทศของไทยช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 เคยมีความสำคัญในอาเซียนมาก เช่นในช่วงที่เวียดนามบุกกัมพูชาเวลานั้นไทยทำหน้าที่เป็นแกนนำในการระดมความสนับสนุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนในการต่อต้านกองกำลังเวียดนามที่กำลังบุกกัมพูชาและมาให้การสนับสนุนกองกำลังเขมรแดง แม้เรื่องนี้เธอจะไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลในเวลานั้นแต่ก็ทำให้เห็นว่างานด้านการต่างประเทศของไทยเข้มแข็งมากและทำงานอย่างเป็นระบบ

แม้กระทั่งในช่วงรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณที่ประกาศจะยุติความขัดแย้งในกัมพูชาและมีนโยบายเปลี่ยนอินโดจีนจากสนามรบเป็นสนามการค้าแต่นโยบายนี้ของชาติชายก็ขัดกับแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้น แต่รัฐบาลพลเรือนมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะต้องยุติปัญหากัมพูชาและสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งขึ้นในทางเศรษฐกิจเพื่อแข่งขันกับการค้าเสรีในพื้นที่อื่นๆ ของโลก 

พวงทองแสดงความเห็นด้วยกับนโยบายของชาติชายในเวลานั้น แต่ก็เคารพความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศที่พยายามยืนยันว่าไทยไม่ควรเชิญฮุน เซนเข้ามาและกระทรวงการต่างประเทศก็ซื่อสัตย์กับความเห็นของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศและ สมช.มีลักษณะอยู่เป็นและบทบาทในการช่วยรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์หายไป ทำให้ในระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาจากที่ไทยควรจะได้เป็นแนวหน้าของอาเซียนกลับกลายเป็นตัวปัญหาของอาเซียนเสียเอง และด้วยปัญหาการเมืองภายในของไทยยังทำให้งานด้านการต่างประเทศอ่อนแอไปด้วย

ปล่อยการทหารนำ อาจทำให้ไทยลำบากในเวทีโลก

ประเด็นคำถามต่อมาที่พวงทองยกขึ้นมากล่าวถึงคือ กองทัพยังดำเนินการตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลหรือเป็นอิสระในการโจมตีหรือปิดด่านได้เอง เรื่องนี้เธอมองว่าจากเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา 2 เดือนได้ทำให้เห็นแล้วว่ากองทัพมีอำนาจตัดสินใจโดยไม่ต้องรอฟังรัฐบาลและเป็นปัญหาอีกด้วย

“เมื่อรัฐบาลถูกวิจารณ์มากว่าตอบโต้กัมพูชาช้าแล้ว รัฐบาลยังถูกกระแสชาตินิยมกดดันมากๆ ซึ่งทำให้รัฐบาลเหมือนปล่อยมือให้กองทัพดำเนินการตอบโต้ได้โดยอิสระ”

พวงทองอธิบายว่าแม้เราจะเคารพยกย่องทหารชั้นผู้น้อยที่เสียสละชีวิตในการรบบริเวณชายแดนได้ แต่ก็ต้องระวังการใช้กำลังทหารและเตือนกันเองทั้งรัฐบาลและกองทัพด้วยว่ามาตรการทางการทหารไม่ควรเป็นอิสระจากนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ว่าเราเชื่อว่ามีอาวุธดีกว่าก็ช่วยกันยุให้กองทัพไทยบุกพนมเปญเนื่องจากยังมีกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดกรอบให้เราทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะในขณะเดียวกันไทยก็ประณามกัมพูชาว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนเช่นโรงพยาบาล แต่ไทยเองก็ต้องระวังไม่ให้ปฏิบัติการทางทหารทำให้ต้องตกไปอยู่ในสถานะตกที่นั่งลำบากในเวทีต่างประเทศด้วยเช่นกัน

พวงทองยกตัวอย่างการแถลงข่าวของฝั่งไทยช่วงหลังหยุดยิงว่าสามารถยึดพื้นที่ได้ 11 จุด นั้นเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาเพราะว่าพื้นที่อย่างปราสาทพระวิหารเคยมีคำตัดสินของศาลโลกไปแล้วว่าตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชาซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐบาลกัมพูชาอาจเอากลับมาใช้เป็นประเด็นเล่นงานไทย

พวงทองกล่าวถึงกฎการทำสงครามมีอยู่ 3 ข้อ 

1.การปฏิบัติการทางทหารต้องดำเนินตามโนยบายของรัฐบาล 

2.การใช้ปฏิบัติการทางทหารต้องมีความชอบธรรมคือการทำเพื่อป้องกันตนเองไม่ใช่เพื่อลงโทษหรือเพื่อความสะใจหรือเกิดจากความเกลียดชังทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ไทยต้องไม่ให้ล้ำเส้นไปถึงจุดนั้น 

3.การใช้ปฏิบัติการทหารจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อสันติภาพและออกจากวิกฤติ ดังนั้นปฏิบัติการทางทหารต้องดำเนินไปควบคู่กับงานด้านการต่างประเทศและนโยบายของรัฐบาล และมาตรการทุกอย่างที่เอาออกมาใช้จะต้องมาจากการประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริง

ควรหาทางบริหารจัดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

พวงทองเห็นว่าทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัดว่าต้องการให้เรื่องนี้จบอย่างไร แม้ว่าฝ่ายกองทัพไทยหรือประชาชนประกาศว่าต้องการเอาชนะกัมพูชาให้ได้ปกป้องดินแดนsinvต้องยึดคืนพื้นที่ให้ได้มากที่สุดและเอาปราสาท 3 หลังกลับมาเป็นของไทยให้ได้โดยเชื่อว่าการทำสงครามจะทำให้ไทยได้สิ่งเหล่านี้มาแต่ก็มีคำถามว่าจุดมุ่งหมายแบบนี้ไทยสามารถไปได้ถึงจริงหรือ? 

พวงทองเห็นว่าการตั้งเป้าหมายจะต้องเป็นไปได้ในทางกฎหมายและหลักฐานที่ไทยมี ซึ่งหลักฐานที่ไทยใช้ก็วางอยู่บน MOU43 ที่กำหนดให้ใช้สนธิสัญญา 1904 และ 1907 และแผนที่ 1:200,000 รัฐบาลจึงต้องปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ และ สมช.ว่าไทยได้เปรียบตรงไหนและเสียเปรียบตรงไหนบ้าง 

พวงทองได้ยกตัวอย่างฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หลักฐานปักปันเขตแดนตรงช่องบกและปราสาทตาเมือนที่มีปัญหาชี้ว่าไทยได้เปรียบรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าเจรจาทวิภาคีให้สำเร็จหรือต่อให้เป็นพหุภาคีก็ไม่ต้องกลัว แต่ในกรณีถ้าหลักฐานบอกว่ากัมพูชาได้เปรียบไทย รัฐบาลจะใช้แนวทางอะไรในการจัดการปัญหานี้ การใช้กำลังทหารจะยิ่งทำให้ปัญหานี้เข้าสู่กระบวนการพหุภาคีที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ และกัมพูชาอาจนำเรื่องเข้า UNSC อีกครั้งจนสุดท้าย UNSC  อาจมีมติออกมา หรือถ้าไม่มีแล้วสถานการณ์วนกลับไปสู่การปะทะชายแดนอีกครั้งทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์อาจจะใช้มาตราการทางภาษีลงโทษทั้ง 2 ประเทศอีก

พวงทองกล่าวต่อว่า ถ้าหลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่าไทยเสียเปรียบแล้วกลไกทวิภาคีอย่าง JBC ที่วางอยู่บนหลักของ MOU43 จะช่วยแก้ปัญหาให้ไทยได้หรือไม่ และถ้าจะทำให้ JBC เดินต่อไปได้จำเป็นต้องมีการประนีประนอมทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดแต่กระแสชาตินิยมในไทยจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการประนีประนอมหรือไม่ อีกทั้งรัฐบาลจะกล้าพูดตรงๆ หรือไม่ว่าหลักฐานที่มีอยู่ทำให้ไทยต้องประนีประนอม เพราะถ้าต้องประนีประนอมเพื่อกลับไปอยู่ในสภาวะเดิมก่อนเกิดการปะทะแล้วกลับไปดำเนินการตาม MOU43 เพื่อจัดการส่วนที่มีการรุกล้ำกันต่อไปอย่างไร 

ทั้งนี้จุดที่ตกลงกันไม่ได้อย่างพื้นที่ปราสาท 3 หลังเป็นพื้นที่ที่ยังปักปันเขตแดนไม่ได้เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างบนหลักฐานที่ต่างกันคือ ฝั่งไทยยืนยันว่าต้องใช้สันปันน้ำในการแบ่งเขตแดนส่วนกัมพูชาบอกว่าต้องใช้แผนที่ ทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ให้ข้อมูลว่าปราสาททั้ง 3 หลังอยู่ฝั่งกัมพูชา และในความเป็นจริงพื้นที่ชายแดนไทยกับกัมพูชาปักปันเขตแดนกันได้แล้ว 600 กว่ากิโลเมตร แต่เหลือเพียงช่วงช่องบกกับตาเมือนที่ยังปักปันเจตแดนกันไม่ได้มาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา 

พวงทองกล่าวว่า พื้นที่ส่วนที่ยังปักปันกันไม่ได้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาก็ดูแลร่วมกันมาตลอด 20 กว่าปี และอนุญาตให้ประชาชนของตัวเองขึ้นไปเที่ยวได้โดยมีทหารประจำการอยู่ แต่ทำไมไทยกับกัมพูชาจึงไม่เจรจาเพื่อดูแลร่วมกันต่อไปอย่างเป็นทางการ ในเมื่อตัดสินกันไม่ได้ต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันว่ามีหลักฐานหนักแน่น ซึ่งหลายประเทศที่เจริญแล้วก็หาวิธีจัดการปัญหาชายแดนร่วมกัน

การประนีประนอมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา พวงทองมองว่ายังอาจรวมไปถึงการปักปันเขตแดนทางทะเลตาม MOU44 ด้วย และพื้นที่นี้อาจเป็นโครงการที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศประนีประนอมกันได้ในระยะยาวด้วยการนำทรัพยากรใต้ทะเลมาแบ่งใช้ร่วมกันซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ 

อย่างไรก็ตามพื้นที่ตามแนวเขตแดนทางทะเลนี้ เป็นเรื่องที่เธอเห็นว่าริเริ่มโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ยากเนื่องจากไม่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก เช่น เรื่องเกาะกูดกลายเป็นประเด็นที่ทำให้กลุ่มชาตินิยมนำมาเป็นเชื่อไปเพื่อสร้างวิกฤติทางการเมืองขึ้นมาได้ว่าไทยจะเสียดินแดนไป แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเองก็แสดงการยอมรับการแสดงสิทธิของไทยเหนือพื้นที่เกาะกูด 

พวงทองแสดงความเห็นว่าการปักปันเขตแดนทางทะเลนี้อยากให้รัฐบาลในอนาคตไม่ว่าพรรคการเมืองใดสามารถทำได้สำเร็จ อีกทั้งใน MOU44 เองก็กำหนดเอาไว้ด้วยว่าการนำทรัพยากรทางทะเลมาใช้จะต้องทำควบคู่กันไปกับการปักปันเขตแดน ซึ่งไทยก็เคยทำแบบนี้กับเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับมาเลเซียมาก่อนแล้ว แต่ก็ใช้เวลานานมากตั้งแต่ปี 2522-2548 

เมื่อการปักปันเขตแดนทางทะเลต้องใช้เวลานานเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะกลุ่มชาตินิยมหรือใครก็ตามที่ไว้ใจรัฐบาลจะต้องเป็นกังวลมากเพราะว่าจะปักปันกันเสร็จสิ้นก็ไม่รู้ว่าจะจบลงในรัฐบาลชุดไหน อีกทั้งกระบวนการปักปันก็ไม่ได้ทำด้วยนักการเมือง แต่เป็นข้าราชการประจำจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมแผนที่ทหาร กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ ไปจนถึง สมช. ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แต่ยิ่งการปักปันเริ่มช้ามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสูญเปล่า

พวงทองมองว่า ถ้าไทยจะเจรจากับกัมพูชาว่าการปักปันเขตแดนเป็นโครงการที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันจะทะเลาะกันแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ ก็มีโอกาสที่จะลดความร้อนแรงของสถานการณ์ การประนีประนอมที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องคำนึงร่วมกันโดยเอาผลประโยชน์มาวางตรงหน้าแล้วหยุดทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆ เรื่องเล็กๆ ที่จัดการไม่ได้ก็จัดการร่วมกัน

พวงทองทิ้งท้ายว่า ตอนปราสาทพระวิหารแม้นักวิชาการจะเสนอเรื่องบริหารจัดการร่วมกัน แต่กลุ่มชาตินิยมก็ไม่ยอมตอนช่วงท้ายๆ เริ่มแพ้จึงเริ่มพูดถึงการจัดการร่วมกันแต่ก็ช้าเกินไปแล้วทางกัมพูชาไม่สนใจทำให้ไทยก็แพ้อีกครั้งจนปราสาทพระวิหารกลายเป็นของกัมพูชา

“เราต้องไม่วางอยู่บนความคิดว่ารักชาติไว้ก่อน รักมากๆ ยังไงก็ไม่ผิด การรักมากมีปัญหาทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาของตัวเราเอง มองไม่เห็นจุดอ่อนของตัวเองและมองไม่เห็นว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินไปนั้นพาเราไปติดกับดักและทำให้เราสูญเสียมากยิ่งขึ้น ดังนั้นรักชาติก็ต้องรักอย่างมีเหตุผล มีข้อมูล วางอยู่บนข้อเท็จจริง แล้วก็ต้องเข้าใจว่าอีกฝั่งก็รักชาติเหมือนกันอยากได้เยอะๆ เหมือนกันแล้วจะประนีประนอมอย่างไร” พวงทองกล่าว

เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ทางทหารของไทย-กัมพูชา

นาวาเอก อ.ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง วิเคราะห์ความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า ด้านกัมพูชาดำเนินนโยบายทางการทูตเชิงรุกมาตลอดและใช้เรื่องปราสาทตาเมือนธมและพื้นที่ช่องบกเป็นเหมือนสัญลักษณ์ปลุกชาตินิยม แล้วก็เริ่มใช้ทหารวางทุ่นระเบิดในพื้นที่เป้าหมายป้องกันไม่ให้ไทยคืบคลานเข้าไปยึดพื้นที่คืนแล้วก็เกิดการปะทะกันประปราย

นาวาเอก อ.ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง

ส่วนฝ่ายไทย ทหารมีนโยบายผลักดันทหารและพลเรือนกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ ตรงไหนที่มีปัญหาตกลงกันไม่ได้อยู่ก็ยิ่งไม่ควรมีใครอยู่ในพื้นที่ที่ตกลงกันไม่ได้เพราะจะยิ่งยั่วยุให้เกิดการปะทะกัน และแม้จะเคยใช้วิธีทางการทูตยื่นหนังสือร้องเรียนไปที่กัมพูชาแต่ไม่เป็นผล จนมาถึงวันที่ 24 ก.ค.พลเรือนไทยก็ถูกโจมตีและกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ไทยใช้ปฏิบัติการทางทหารตามมาจนถึงวันที่ 28 ก.ค.ก่อนที่จะหยุดยิงเพราะแรงกดดันจากจีนและสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามการ หัสไชยญ์มองว่าเป็นการพักรบชั่วคราวเพราะทั้ง 2 ฝ่ายถูกบีบบังคับให้ต้องพักรบโดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตจำนงค์ที่จะพักรบ

แม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจฝ่ายไหนเริ่มก่อน แต่สาเหตุของสงครามเกิดจากการเมืองภายในของกัมพูชาเนื่องจากฮุน มาเนตยังไม่เข้มแข็งและต้องการกระชับอำนาจภายในกัมพูชาจึงต้องสร้างแรงสนับสนุนโดยการปลุกกระแสชาตินิยมโดยการสร้างแรงสนับสนุนให้กับรัฐบาลและหาศัตรูร่วมเพื่อให้เกิดกำลังของชาติขึ้นมาเอง ส่วนฝ่ายไทยเป็นฝ่ายป้องกันตัวเองมาตลอดและต้องการสร้างความชัดเจนเรื่องพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาและหลังจากกรณีเขาพระวิหารก็ทำให้ลามไปพื้นที่ตามแนวชายแดนอื่นๆ ด้วย

หัสไชยญ์กล่าวถึงประเภทของสงครามครั้งนี้ว่า เป็นลักษณะสงครามแบบจำกัด คือเป้าหมายของสงครามของทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างสถาปนาอำนาจในพื้นที่ชายแดนที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างว่าเป็นของตนเอง ไม่ใช่ส่งครามเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอีกฝ่ายดังนั้นเขาเห็นว่าข้อเรียกร้องที่มีอยู่ว่าให้ไปถล่มพนมเปญจึงผิดวัตถุประสงค์ของสงครามครั้งนี้

ประเด็นที่หัสไชยญ์แจกแจงต่อมาคือ คุณค่าของการทำสงครามครั้งนี้มีมากน้อยแค่ไหนในเชิงเปรียบเทียบระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเขาเริ่มจากวิเคราะห์ฝ่ายกัมพูชาก่อนว่ามีเป้าหมายที่ชายแดนนี้มีสูงกว่าไทย เพราะว่าเป้าหมายปลายทางของกัมพูชาไม่ใช่ตัวปราสาท แต่เป็นเครื่องมือสำหรับเป้าหมายสูงกว่าคือการกระชับอำนาจการเมืองภายในของกัมพูชาเองและคาดว่ากัมพูชาจะทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อยึดพื้นที่ทั้งหมดและจะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายได้เพราะไม่มีใครไปคานอำนาจรัฐบาลกัมพูชาได้และหากกัมพูชาทำไม่สำเร็จหรือเป็นฝ่ายแพ้ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาจะมากกว่าไทยอย่างมหาศาล ซึ่งไทยก็แค่ป้องกันตนเองหรืออย่างน้อยถ้าได้พื้นที่ที่กัมพูชารุกล้ำคืนมาก็ถือว่าเสมอตัวเป็นผลพลอยได้ที่ไทยจะได้จัดระเบียบชายแดนไปด้วยในตัว

เขากล่าวถึงประเด็นอำนาจทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า แม้ข้อมูลจะบอกว่าไทยมีอำนาจทางทหารและอาวุธในการทำสงครามมากกว่า แต่ด้วยสงครามที่เกิดขึ้นเป็นแบบลูกผสมระหว่างสงครามที่ใช้อาวุธกับสงครามทางการทูตและการเมืองด้วย ทำให้เมื่อสงครามในสนามรบจบแต่ไม่จบทั้งหมด การทำให้โลกมองว่ารัฐฝ่ายใดเป็นรัฐอันธพาลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การทำสงครามนี้จึงเป็นการผสมกันระหว่างกองทัพติดอาวุธกับการแย่งชิงพื้นที่ความจริงในโลกไซเบอร์ผ่านโซเชียลมีเดีย

เขาประเมินว่าการทำสงครามด้านข้อมูลข่าวสารของกัมพูชาวางแผนมานานอย่างเป็นระบบทำให้เหนือกว่าไทย กัมพูชามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความคิดในสังคมโลกว่ากัมพูชาเป็นเหยื่อของไทย ถ้าไทยไม่พูดอะไรโลกก็จะมองว่าไทยรังแกประเทศเล็ก ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่กำลังเดินตามเกมกัมพูชาในโลกไซเบอร์ ทำให้เขามีคำถามว่าทำไมไทยไม่สามารถประสานอำนาจทั้งหมดที่มีอยู๋ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ และจะเปลี่ยนมุมมองชาวโลกให้มองว่าไทยเป็นฝ่ายป้องกันตัวเองเท่านั้นไม่ได้รุกรานใคร

หัสไชยญ์ประเมินว่า ระยะการทำสงครามน่าดำเนินต่อไปตราบใดที่กัมพูชายังไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการและจะโถมกำลังเท่าที่ทำได้ในสงครามข่าวสารโจมตีไทยทุกวัน

เขาอธิบายประเด็นจุดสมดุลในระดับยุทธศาสตร์ที่หากฝ่ายใดสามารถทำลายได้ก็จะทำให้แต่ละฝ่ายทำสงครามต่อไม่ได้และความขัดแย้งก็จะยุติลง สำหรับฝ่ายกัมพูชาจุดสมดุลทางยุทธศาสตร์ก็คือฮุน เซนซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางและเป็นผู้สั่งการการใช้กำลังทหารและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถทำลายได้เพราะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ จึงต้องมาดูกันที่จุดสมดุลย์ทางยุทธการซึ่งเป็นระดับรองลงมาเพื่อป้องกันการรุกคืบของกัมพูชาคืออาวุธยิงระยะไกล เช่น จรวด PHL-03 และ BM-21

หัสไชยญ์กล่าวถึงการเลือกทำลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อตัดรอนกำลังทางทหารของกัมพูชาของไทยเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะการทำลายเป้าหมายพลเรือนเพื่อหวังผลทำลายขวัญกำลังใจของข้าศึกจะยิ่งทำให้ไทยกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

อย่างไรก็ตาม หัสไชยญ์ก็มองว่ายังมีเรื่องที่ไทยต้องพัฒนาหากมีเป้าหมายคือชัยชนะหรือสันติสุขที่เป็นเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันของแต่ละประเทศ แต่หากเป้าหมายของกัมพูชามาจากการเมืองของกัมพูชาเองที่ต้องการกระชับอำนาจและสร้างความนิยมให้ฮุน มาเนตไม่มั่นใจว่ากัมพูชาจะหยุดเมื่อไหร่ ต่อให้เขาเอาเรื่องขึ้นศาลโลกแล้วชนะในศาลด้วยฝ่ายกัมพูชาจะพึงพอใจเพียงแค่นี้หรือไม่ เขามองว่าฮุน เซนมีแนวคิดเหมือนกับฮิตเลอร์เพียงแต่ศักยภาพทางทหารไม่ได้มีมากพอที่จะทำสงครามแบบสายฟ้าแล่บ ดังนั้นสิ่งที่ไทยจะทำได้ดีที่สุดคือการผนึกความเป็นหนึ่งเดียว รัฐบาลจะต้องแสดงภาวะผู้นำที่จะดึงอำนาจทั้ง 4 ด้านคือ การทูต ข่าวสาร เศรษฐกิจ และการทหาร มาปกป้องผลประโยชน์ประเทศในครั้งนี้เพราะการทหารไม่สามารถปกป้องประเทศได้โดยลำพังถ้าไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลแล้วก็ประชาชน

ความแตกต่างการใช้กลไกระหว่างประเทศระหว่างไทย-กัมพูชา

รศ.ดร.กษิร ชีพเป็นสุข กล่าวถึงบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศทั้งระดับโลกและอาเซียนที่เข้ามาแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ บทบาทของตัวกลางเหล่านี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

รศ.ดร.กษิร ชีพเป็นสุข

กษิรกล่าวว่าในบริบทโลกปัจจุบันที่เรียกว่า “ยุคหลังความจริง” (Post-Truth) เป็นคำที่สะท้อนถึงสภาวะที่ข้อเท็จจริงต่างๆ มีอิทธิพลต่อความเห็นสาธารณะน้อยกว่าข้อความที่มีความรู้สึกร่วมหรือสอดคล้องกับความเห็นส่วนตัว ทั้ง 2 ฝ่ายจึงสร้างชุดข้อมูลขึ้นมาแพร่กระจายเพื่อสื่อสารกับฝ่ายคู่ขัดแย้งหรือเพื่อหาเสียงสนับสนุนเพื่อโต้แย้งและหาเสียงสนับสนุนให้ตัวเอง

แม้ว่าเนื้อหาข้อความในบริบทหลังความจริงจะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ยาก แต่การแพร่กระจายข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ผู้รับสารเชื่อตามเพราะถูกตรวจสอบได้ง่าย แต่เป็นไปเพื่อการสร้างความสับสนและสร้างความโกรธแค้น และเป็นผู้เรียกความสนใจได้ก่อนอีกฝ่ายเพื่อสร้างความได้เปรียบไม่ใช่การใช้เหตุผล การต้องเผชิญข้อมูลแบบนี้จำนวนมากจะบั่นทอนในการสร้างสันติภาพและทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้เพราะตรรกะและเหตุผลไม่ได้รับความสำคัญอีกต่อไปและเอื้อต่อวาทกรรมที่ส่งเสริมความรุนแรงขึ้นมาได้หรือลดทอนสิทธิมนุษยชนแทรกซึมเข้ามาได้ง่ายขึ้น ทำให้ในบริบทยุคหลังความจริงเช่นนี้ ตัวกลางที่จะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยและช่วยตรวจสอบข้อมูลจึงมีความสำคัญ

กษิรอธิบายถึงการใช้กลไกระหว่างประเทศเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามีความเหมือนและแตกต่างกัน คือไทยกับกัมพูชาอ้างว่าตนเองอ้างสิทธิ์ป้องกันตัวเอง จากคำชี้แจ้งของไทยต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC ได้อ้างมาตรา 51 ในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งหลักสำคัญของเรื่องนี้คือเมื่อเกิดการใช้กำลังไปแล้วจะต้องรายงานต่อ UNSC ว่าการใช้กำลังทำไปเพื่อป้องกันตัวเองซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาก็อ้างไปแบบนี้เหมือนกันแต่ไม่ได้สำคัญว่าใครเป็นฝ่ายใช้กำลังก่อนแต่ใช้แล้วต้องรายงาน

แต่สิ่งที่ไทยและกัมพูชามองต่างกันคือ การใช้กลไกพหุภาคีเมื่อเกิดความขัดแย้ง ซึ่งกัมพูชาได้ทำหนังสือถึง UNSC เมื่อเกิดการปะทะเพื่อเรียกร้องให้เกิดการประชุม แต่ไทยอาจจะมองว่าไม่ต้องเรียกร้องให้ UNSC จัดประชุม แต่เมื่อเกิดการเรียกการประชุมแล้วต่างฝ่ายก็เข้าร่วม

ความพยายามนำ UNSC เข้ามาในข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เป็นความขัดแย้งระดับทวิ ถ้าย้อนไปปี 2554 กัมพูชาก็ใช้วิธีการนี้เช่นกันตอนนั้นอินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียน สมาชิก UNSC ได้ขอให้ทำกลไกหยุดยิงาถาวรขึ้นมาและให้อาเซียนเข้ามาเป็นตัวกลาง และที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอาเซียนก็มีมติให้ส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา แต่ก็เกิดความล่าช้าหลายอย่างและมีปัญหาว่าไทยก็มีเงื่อนไขในการรับคณะผู้สังเกตการณ์เข้ามา แต่ตอนนั้นเหตุการณ์ไม่รุนแรงมากไทยก็ตั้งใจจะกลับมาใช้กลไกทวิภาคี

แต่ครั้งนี้กษิรมองว่า เมื่อไปดูจดหมายของไทยก็จะพยายามอ้างว่ากลไกทวิภาคีมีประสิทธิภาพมากที่สุด และไทยก็ไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาไม่เข้าสู่กระบวนการต่อแล้วทำให้เรื่องนี้เป็นออกสู่ประชาคมระหว่างประเทศแทน แต่การทำให้เรื่องออกสู่ประชาคมโลกก็เป็นวิธีที่กัมพูชาใช้มาตลอดตั้งแต่ปี 2554 นอกจากกัมพูชายังเอาประเด็นเรื่องข้อพิพาทชายแดนไปพูดในเวทีอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกจัดมาคุยเรื่องนี้เช่นเอาไปพูดในเวทีที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เมื่อไทยเห็นกัมพูชาใช้วิธีการนี้ก็ใช้บ้างเหมือนกัน ดังนั้นไทยเองก็อาจจะเห็นแล้วว่าการจำกัดวงใช้กลไกทวิภาคีก็อาจจะไม่ได้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับไทยเสมอไป

ดังนั้นกลไกทวิภาคีอาจจะใช้ได้ดีในกรณีที่ยังเหลือความเชื่อใจกันอยู่เยอะแต่ในกรณีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับฮุน เซนหลุดออกมาก็ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดน้อยลงมาก การให้มีตัวกลางเข้ามาก็อาจจะมีความสำคัญมากขึ้นและท่าทีของ UNSC ก็สนับสนุนให้องค์การระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนเข้ามาจัดการอยู่แล้วและเป็นเป็นแนวทางของ UNSC อยู่ว่าถ้ามีองค์การระหว่างประเทศในภูมิภาคที่พอใช้การได้ก็ให้องค์การนั้นมีบทบาทนำในการแก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งมีระบุในมาตรา 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติด้วยที่ให้ใช้องค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาคในฐานะวิธีหนึ่งในการระงับข้อพิพาทโดยสันติ

เมื่อประธานอาเซียนเข้ามาแล้วทั้งสองฝ่ายก็ดูมีท่าทีที่จะตอบรับมากขึ้น คือตามกฎบัตรอาเซียนเลขาธิการอาเซียนมีบทบาทเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในภูมิภาคมากขึ้นด้วยในฐานะตัวแทนของสมาชิกอาเซียน ในตอนนี้เลขาธิการอาเซียนในปัจจุบันเป็นกัมพูชาก็อาจจะไม่สะดวกเข้ามาจึงเป็นประธานอาเซียนที่มีบทบาทนำ

กลไกสังเกตการณ์หยุดยิง

กษิรกล่าวถึงกลไกอื่นๆ ในระดับภูมิภาคยังมีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia - TAC) ซึ่งสภาสูงให้ใช้แต่ก็ไม่เคยใช้เพราะต้องใช้ชาติสมาชิกทั้งหมด และยังมี ASEAN Troika อยู่อีกแต่ก็ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทางเลือกแต่กลไกนี้คู่กรณีต้องสมัครใจที่จะใช้ แต่ กัมพูชาก็ไปใช้กลไกนอกภูมิภาคไปเลยแม้ว่าไทยจะพยายามใช้

นอกจากนั้น กษิรยังได้กล่าวถึงกระบวนการตั้งทีมสังเกตการณ์การหยุดยิงที่จะมีการพัฒนารายละเอียดในการประชุม GBC ซึ่งตอนนี้เป็นคณะชั่วคราวที่มีลักษณะเป็นทหารนำค่อนข้างมากก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะเป็นระยะต้นๆ ซึ่งการหยุดยิงควรจะมีผลผูกพันต่อคู่กรณีแม้ว่าจะเป็นแค่ชั่วคราวแต่ก็ยาวนานจนกว่าจะเข้าสู่การเจรจาตกลงที่เป็นถาวรกว่านี้ ที่ผ่านมาในอาเซียนเคยมีกรณีที่ตั้งทีมสังเกตการณ์การหยุดยิงมาก่อนแล้วในกรณีติมอร์-เลสเต และไทยเองก็เคยเข้าช่วยเหลือภารกิจการหยุดยิงในอาเจะห์ด้วยซึ่งตอนนั้นสหภาพยุโรปก็เข้ามาด้วย ดังนั้นครั้งนี้จะถือเป็นครั้งแรกๆ ที่อาเซียนจะมีบทบาทในเรื่องนี้แล้วอาจจะมีการเชิญประเทศอื่นเข้ามาร่วมสังเกตการณ์

กลไกการเฝ้าระวังการหยุดยิงอาจจะมาพร้อมกลไกตรวจสอบหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกันและจะต้องมีการเขียนให้ชัดเจนว่าจะให้มีการตรวจสอบด้วยหรือไม่ โครงสร้างของคณะกรรมการดูแลการหยุดยิงก็จะมีกลไกทางการเมืองที่ทำหน้าที่ดูแลข้อตกลงหยุดยิงและอาจจะมีข้อตกลงสันติภาพมาใช้มีคณะกรรมการที่เฉพาะเจาะจงการดูแลการหยุดยิง มีเจ้าหน้าที่ดูแลที่สถานีเพื่อดูแลการหยุดยิง ดังนั้นคณะกรรมการก็ต้องทำงานประสานงานกับคณะกรรมการเทคนิกอื่นๆ เช่นคณะกรรมการที่ดูแลความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านหรือคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้วย และควรจะทำงานประสานกับเครือข่ายประชาสังคมและชุมชนในพื้นที่ด้วย

กษิรกล่าวถึงตัวอย่างว่า ส่วนนี้มีอาจจะให้สมาชิกอาเซียนที่มีประสบการณ์ตั้งคณะกรรมการสังเกตการณ์การหยุดยิง เช่น ฟิลิปปินส์ และในส่วนนี้ก็อาจจะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยให้เกิดสันติภาพได้เช่นการส่งเชลยสงครามกลับโดยให้มีตัวกลางเข้ามาตรวจสอบว่าไทยดูแลเชลยสงครามดูแลได้ถูกต้องซึ่งไทยก็เอา ICRC เข้ามาดูแลแล้ว ไปจนถึงบรรจุข้อตกลงหยุดยิงเข้ามาในกฎหมายภายใน เป็นต้น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising