Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

โครงการกำแพงกันคลื่นที่หาดท่าบอนทำให้ชายหาดหายไป กระทบต่อบ้านเรือน อาชีพประมง สวนมะพร้าว และทัศนียภาพริมทะเล ปัญหานี้เกิดจากความไม่สมเหตุสมผลของโครงการ และช่องโหว่ทางกฎหมายที่ไม่บังคับทำ EIA

 

หาดท่าบอนช่วงประมาณปี 64 ก่อนได้รับผลกระทบ

ภาพ : วิมล ชูทอง (ชาวบ้านในพื้นที่)

โฆษณา - Advertising

“ผมว่าหาดท่าบอนนี่ตัดคำว่า ‘หาด’ ออกไปได้เลยนะ เพราะทุกวันนี้มันแทบจะไม่มีหาดเหลือแล้ว” เสียงปลายสายที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวของหาดหน้าบ้านที่หายไปออกมาจากปากของ ‘วิมล ชูทอง’ ชาวบ้านในพื้นที่ที่เปิดคาเฟ่เล็กๆ อยู่ริมหาด

หาดท่าบอนเป็นหาดขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีแนวความยาวชายฝั่งอยู่ประมาณ 13.20 กิโลเมตร หาดท่าบอนไม่ได้เป็นหาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร แต่ก็มีความสวยงามเฉพาะตัว และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่มาพรากให้ชายหาดหายไปจากสถานที่แห่งนี้ คำตอบก็หนีไม่พ้น ‘โครงการกำแพงกันคลื่น’

เมื่อคลื่นยังไม่หยุดซัด : จุดเริ่มต้นของกำแพงกันคลื่นที่หาดท่าบอน

วิมลเล่าให้ฟังว่า ทุกๆ ช่วงหน้ามรสุมหรือประมาณเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ คลื่นลมจะค่อนข้างแรงและคลื่นเหล่านั้นก็จะมาพัดเอาทรายออกไปจากชายหาด พอถึงช่วงปลายมรสุมคลื่นก็จะซัดทรายมาคืน แต่ปริมาณจะน้อยกว่าที่ถูกดึงออกไป สิ่งนี้ถูกเรียกว่า ‘การกัดเซาะชายฝั่ง’ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการกำแพงกันคลื่นผลุดขึ้นมาที่หาดท่าบอน

ย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 2562 กรมเจ้าท่ารับหน้าที่เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดทำโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยให้เหตุผลว่า ‘ชายฝั่งของหาดท่าบอนกำลังถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง’ โครงการนี้ใช้งบประมาณในการจัดทำราว 134 ล้านบาท และแบ่งรูปแบบการจัดทำออกมาเป็น 3 รูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ ประกอบไปด้วย

โฆษณา - Advertising
  • จุดที่ 1 โครงสร้างกำแพงกันคลื่นแบบการนําก้อนหินใหญ่มาเรียง ความยาว 340 เมตร
  • จุดที่ 2 โครงสร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินเคลือบน้ำยาเชื่อมประสาน ความยาว 135 เมตร
  • จุดที่ 3 โครงสร้างกำแพงกันคลื่นแบบตอกเสาเข็มผืด ความยาวราว 5.34 กิโลเมตร

ทางกรมเจ้าท่าได้เน้นย้ำว่า มีการประชุม ประชาสัมพันธ์ ทำประชาพิจารณ์ และให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่อยู่เป็นระยะๆ ทั้งในช่วงก่อนจะก่อสร้างและระหว่างที่ก่อสร้าง จนในที่สุดโครงการนี้ก็ดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2563 

ภาพ : วิมล ชูทอง 

ภาพจาก Beach for Life

กำแพงกันคลื่น ยิ่งกันยิ่งทำให้คลื่นซัดแรง?

ภายหลังจากที่โครงการดำเนินเสร็จสิ้น ในปีถัดมาดูเหมือนปัญหาต่างๆ จะลุกลามมากกว่าเดิม เมื่อเข้าสู่หน้ามรสุมอีกครั้ง คลื่นก็พุ่งเข้ามาชนกับกำแพงกันคลื่นจนทำให้กำแพงกันคลื่นรูปแบบน้ำยาเชื่อมประสานและกำแพงกันคลื่นแบบตอกเสาเข็มผืดพังเสียหาย สิ่งที่ตามมาก็คือ ชายฝั่งถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงและกัดกินพื้นที่เข้ามาจนถึงบ้านเรือนของประชาชน แล้วทำไมผลลัพธ์มันถึงเป็นเช่นนั้น?

โฆษณา - Advertising

คำตอบของเรื่องนี้ ‘น้ำนิ่ง-อภิศักดิ์ ทัศนี’ ผู้ประสานงานกลุ่ม Beach for life ได้พยายามอธิบายให้เห็นภาพว่า เมื่อเข้าสู่หน้ามรสุมธรรมชาติจะมีกลไกอย่างหนึ่งก็คือ คลื่นจะเข้ามากวาดเอาทรายหน้าชายหาดไปเพื่อสร้างสันดอนทรายใต้น้ำ (Sandbar) และมันจะคอยทำหน้าที่ลดความแรงของคลื่นก่อนที่คลื่นจะซัดเข้าสู่ฝั่ง

เมื่อมีกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นมา คลื่นก็จะพุ่งเข้ามาปะทะเข้ากับกำแพงโดยตรง พลังงานคลื่นก็จะสะท้อนกลับและทำให้เกิดการตะกรุยทรายบริเวณฐานจนทำให้สันดอนทรายหายไป พอไม่มีอะไรมาคอยลดความแรงบวกกับแรงปะทะของคลื่นที่ชนเข้ากับกำแพงโดยตรง คลื่นก็จะยิ่งสูงและแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า (หลักการจะคล้ายกับการเอาน้ำสาดเข้ากำแพง) นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชายหาดท่าบอนถูกกัดเซาะอย่างรวดเร็วและมันเป็นการกัดเซาะถาวรไม่มีการดึงทรายกลับมาคืน นอกจากนี้คลื่นก็ยังกระโจนข้ามกำแพงเข้าสู่บ้านเรือนประชาชนจนได้รับความเสียหาย

ส่วนเหตุผลที่ว่า ทำไมกำแพงกันคลื่นถึงพังลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว คำตอบของเรื่องนี้มีอยู่ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกดังที่เล่าไปว่ามันมีการตะกรุยทรายตรงฐาน และถ้าหากกำแพงกันคลื่นนั้นๆ ไม่ใช่รูปแบบของการตอกเสาเข็ม กำแพงก็จะทรุดและพังลงมาได้ ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เมื่อคลื่นมันสูงมากๆ จนน้ำกระโจนข้ามกำแพงไป น้ำก็จะหาทางออกและไหลไปกัดเซาะสิ่งต่าง ๆ และถ้าหากไหลมากัดเซาะที่ฐานกำแพงกันคลื่นก็จะทำให้กำแพงทรุดและพังลงอย่างง่ายดาย

ภาพ : วิมล ชูทอง 

โฆษณา - Advertising

เสียงสะท้อนเล็กๆ จากชาวบ้านในพื้นที่หาดท่าบอน

วิมล ชูทอง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และทำธุรกิจคาเฟ่เล็กๆ อยู่ริมชายหาด เล่าให้ฟังว่า หน้าร้านของเขาอยู่ในโซนที่มีการสร้างกำแพงกันคลื่นแบบตอกเสาเข็มผืด ช่วงประมาณปี 2564 เมื่อเข้าหน้ามรสุม กำแพงกันคลื่นเริ่มชำรุด ลมมรสุมก็ขึ้นมาซัดเอาทรายที่หาดออกไป ปัญหานี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2566 ทรายหน้าหาดก็เริ่มหายไปหมด ทะเลก็รุกคืบเข้ามากัดเซาะสวนมะพร้าวทั้งที่เคยอยู่มานานกว่า 40-50 ปีจนตาย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 100 หลังคาเรือน และสำหรับวิมลซึ่งเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ ชายหาดที่เคยเป็นแบ็กกราวน์ให้กับที่นั่งจิบชากาแฟของลูกค้าก็ถูกรุกคืบเข้ามาจนไม่เหลือที่นั่งอีกต่อไป ปัจจุบันวิมลยังคงทำธุรกิจคาเฟ่อยู่ แต่มีการขยับที่นั่งจากริมหาดขึ้นมาเป็นในตัวบ้านแทน

วิมลย้ำว่า ในระยะเวลา 3-4 ปีนี้ชายหาดได้รับผลกระทบรุนแรงมาก และหากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้บ้านเรือนของประชาชนก็จะได้รับการกัดเซาะจนพังเสียหายและไม่มีที่อยู่

ในที่สุดช่วงต้นปี 2567 วิมลและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกว่า 10 ชีวิต จึงรวมตัวกันยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมกับขอให้มีการฟื้นฟูชายหาดท่าบอนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเสียทีเดียว รองผู้ว่าฯ เป็นผู้ที่ถูกมอบหมายให้ลงมาดูพื้นที่ เขาตกใจกับสิ่งที่เห็นเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีการกัดเซาะรุนแรงขนาดนี้ ในที่สุดมีการเรียกประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา และในเวลาต่อมากรมเจ้าท่าก็ค่อยๆ ทยอยซ่อมแซมกำแพงกันคลื่นที่พัง โดยเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นหินเรียงแทน

โฆษณา - Advertising

อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ชาวบ้านในระแวกนั้นส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงพื้นบ้าน พวกเขาจะมีเรือเป็นของตนเองและจะนำเรือมาจอดไว้ที่หน้าบ้าน ‘นายชอบ’ ชาวบ้านในพื้นที่เคยให้ข้อมูลกับ Beach for life เอาไว้ว่า เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้านและหน้าบ้านของเขาก็มีกำแพงกันคลื่นแบบตอกเสาเข็มผืดเช่นกัน ในช่วงปีแรกชายหาดยังอยู่และยังมีพื้นที่สำหรับจอดเรืออยู่ แต่ในปีถัดมาเมื่อกำแพงกันคลื่นเริ่มพัง คลื่นเริ่มกัดเซาะเข้ามาจนถึงแผ่นดิน ทำให้ที่จอดเรือหายไป

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่วิมลสะท้อนว่า เมื่อมีโครงสร้างปูนหรือหินขวางอยู่ หากไม่มีชายหาดก็เท่ากับว่าไม่มีที่จอดเรือและไม่สามารถออกไปทำประมงได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านหลายรายตัดสินใจขายเรือทิ้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำประมงไม่ได้เลยเสียทีเดียว ปัจจุบันยังมีจุดที่จัดไว้ให้เพื่อจอดเรือ แต่ก็มีความยากลำบากกว่ากันมากหากเทียบเคียงกับการออกเรือจากหน้าบ้านตนเอง

นอกจากอาชีพที่หายไปคือ สวนมะพร้าวที่ล้มตาย วิวทิวทัศน์ที่เป็นจุดขายของผู้ประกอบการถูกทำลาย แน่นอนว่าสมดุลของธรรมชาติ ระบบนิเวศชายหาดก็พังเช่นกัน สัตว์ทะเล อาทิ ปูลม หอยเสียบ ชาวบ้านบอกว่าทุกวันนี้ก็แทบจะไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น โดยสามารถดูภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=p_dw3mu94vU 

แก้กัดเซาะชายฝั่งแบบไม่สมเหตุสมผล ปัญหายิ่งลุกลาม

“ชายหาดท่าบอนไม่ได้มีการกัดเซาะรุนแรงและไม่จำเป็นต้องสร้างกำแพงกันคลื่น” คุณน้ำนิ่งกล่าว พร้อมกับเล่าต่อว่า ตามหลักการธรรมชาติไม่ได้มีมาตรวัดว่าแค่ไหนกัดเซาะมาก แค่ไหนกัดเซาะน้อย แต่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ตั้งเกณฑ์เอาไว้ว่า การกัดเซาะหากต่ำกว่า 1 เมตรต่อปีจะนับว่าเป็นการกัดเซาะน้อย หากกัดเซาะอยู่ที่ 1-5 เมตรต่อปีจะนับว่าเป็นการกัดเซาะปานกลาง และถ้าหากการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปีจะนับว่าเป็นการกัดเซาะรุนแรง

ส่วนหาดท่าบอนเองเดิมทีเป็นหาดสมดุล การกัดเซาะจะอยู่ในระดับที่ไม่ได้รุนแรง และเป็นการกัดเซาะชั่วคราวในหน้ามรสุม เมื่อหน้ามรสุมพัดผ่านไปชายหาดจะค่อยๆ รักษาตัวเองอีกครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างแข็งหรือกำแพงกันคลื่นเพราะมีมาตรการอื่นๆ ที่สามารถจัดทำได้อีกมากมาย

ภาพจาก Beach for Life 

ความไม่สมเหตุสมผลของการเกิดกำแพงกันคลื่นของหาดท่าบอนสามารถเทียบเคียงได้กับกรณีของ ‘หาดม่วงงาม’ ชายหาดอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งทางกรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการโดยให้เหตุผลว่า หาดม่วงงามกำลังมีการกัดเซาะที่รุนแรง จึงเริ่มตั้งโครงการเพื่อเตรียมที่จะสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดขึ้นมา แต่ชาวบ้านในพื้นที่เห็นต่างและไม่ยอมให้สร้าง ชาวบ้านในพื้นที่ใช้วิธีลงสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อยืนยันว่าการกัดเซาะที่หาดม่วงงามไม่ได้รุนแรงจริงๆ

เรื่องนี้มีการต่อสู้กันในศาล จนในที่สุดวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ศาลปกครองจังหวัดสงขลาก็ได้พิพากษาคดีหาดม่วงงาม โดยมีคำสั่งให้กรมโยธาฯ รื้อถอนเสาเข็มที่ตอกลงไปบนชายหาดเมื่อปี 2563 ออก พร้อมกับมีคำสั่งให้ปรับสภาพชายหาด และมีคำสั่งให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว คดีนี้น่าจะเป็นรูปธรรมมากที่สุดที่สะท้อนให้ถึง ‘ความไม่สมเหตุสมผลของการสร้างกำแพงกันคลื่น’

กำแพงกันคลื่น ไม่ใช่ ‘ผู้ร้าย’ เสียทีเดียว 

โครงสร้างแข็งหรือกำแพงกันคลื่นอาจดูเป็น ‘ตัวร้าย’ สำหรับชายหาด แต่ ‘น้ำนิ่ง’จาก Beach for Life ก็ได้อธิบายว่า แม้ว่าในทางวิชาการ กำแพงกันคลื่นจะถูกนับว่าเป็นความตายของชายหาดเพราะเมื่อสร้างแล้วหาดก็จะค่อยๆ หายไป แต่หากบางพื้นที่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็สามารถทำได้ เช่น บริเวณนั้นมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่และสามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการรบกวนสมดุลธรรมชาติมากและเกิดการกัดเซาะเกิดขึ้นจากท่าเรือ โครงสร้างแข็งจึงเป็นทางเลือกเดียวในการป้องกันหาดที่เหลือ

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่หากหาดนั้นๆ ไม่ได้มีการกัดเซาะรุนแรง หรือไม่ได้มีความจำเป็น ก็ควรเก็บมาตรการโครงสร้างแข็งหรือกำแพงกันคลื่นเป็นทางเลือกสุดท้าย และใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมแทน อาทิ การไม่ทำอะไรเลยแต่คอยเฝ้าระวังและเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ (ซึ่งวิธีการนี้เหมาะกับหาดท่าบอนก่อนที่จะมีการสร้างกำแพงกันคลื่น), การปลูกป่าชายเลน, การสร้างสันดอนเทียม, การถ่ายเททราย, การเติมทราย, การใช้กระสอบทราย หรืออาจจะยอมขยับสิ่งปลูกสร้างให้ห่างออกมาจากหาด เป็นต้น

3 จุดร่วม เหตุกำแพงกันคลื่นเกลื่อนชายหาดไทย

จุดร่วมที่ 1 ช่องว่างทางกฎหมายเรื่อง EIA

หลายคนคงพอจะทราบว่า การทำ EIA หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นมาตรการที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่สำหรับโครงการกันคลื่นที่หาดท่าบอนไม่ได้มีการจัดทำ EIA มีแค่เพียงการทำประชาพิจารณ์กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น

นั่นเป็นเพราะว่าในปี 2556 เป็นห้วงเวลาที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีการประกาศเพิกถอนการจัดทำ EIA สำหรับโครงการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่งหรือติดแนวชายฝั่งที่มีความยาวตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป ด้วยเหตุผลที่ว่า การจัดทำ EIA อาจจะทำให้การก่อสร้างใช้เวลานาน และไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ทันท่วงที หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของความคล่องตัวในการจัดทำโครงการนั่นเอง

ภายหลังจากมีการเพิกถอนการจัดทำ EIA สำหรับโครงการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่งหรือติดแนวชายฝั่ง ดูเหมือนว่าโครงการเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าทีจาก Beach for Life แจกแจงให้เห็นตัวเลขว่า ช่วงเวลาที่กำแพงกันคลื่นไม่ต้องจัดทำ EIA หรือระหว่างปี 2557-2567 ส่งผลให้มีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นถึง 125 โครงการ ภายใต้งบประมาณกว่า 8,400 ล้านบาท (ข้อมูลจาก 2 หน่วยงานรับผิดชอบหลักซึ่งก็คือ กรมเจ้าท่าและกรมโยธาฯ) และสิ่งนี้นำมาสู่ข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐในบางจังหวัด

จนต่อมาในปี 2566 การจัดทำ EIA สำหรับกำแพงกันคลื่นก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการเผยแพร่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดโครงการ กิจการ และการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 สาระสำคัญคือ การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างใดๆ ก็ตามที่อยู่บริเวณทะเลหรือในทะเล ไม่ว่าจะเป็นการรอดักทราย, เขื่อนกันทรายกันคลื่น, รอบังคับกระแสน้ำ, แนวเขื่อนกันคลื่นนอกทะเล และกำแพงติดแนวทะเลทุกขนาดจะต้องมีการจัดทำรายงาน EIA ส่วนในขั้นตอนการเสนอรายงาน EIA หรือ เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขั้นขออนุมัติโครงการ แล้วแต่กรณีไป

น้ำนิ่งเล่าต่อว่า หลังจากที่กำแพงกันคลื่นถูกบังคับให้กลับมาทำ EIA อีกครั้ง โครงการกำแพงกันคลื่นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างในปี 2567 เหลือเพียงโครงการซ่อมแซมเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่จังหวัดสงขลา และในงบประมาณปี 2568 เป็นปีแรกที่ไม่มีการตั้งงบประมาณใหม่สำหรับจัดทำโครงการกำแพงกันคลื่น

.

จุดร่วมที่ 2 การใช้งบประมาณของรัฐ

จากการคลุกคลีอยู่กับประเด็นกำแพงกันคลื่นและชายหาด ทำให้น้ำนิ่งมองเห็นว่า ในทุกปีกระทรวงและกรมที่เกี่ยวข้องจะมีการตั้งงบประมาณเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่นเอาไว้ และระบุจำนวนเงินที่ต้องใช้ หากไม่ทำเช่นนั้น หน่วยงานก็จะถูกลดงบประมาณลง ดังนั้นการที่รัฐไทยต้องการใช้งบทำสิ่งปลูกสร้างในจำนวนที่มีการกำหนดมาแล้วอย่างตายตัวจึงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสำคัญมาก ในปัจจุบันเมื่อกำแพงกันคลื่นถูกกำหนดให้กลับมาทำ EIA อีกครั้ง ส่งผลให้ในเล่มงบประมาณปี 2569 กรมโยธาฯ เพียงกรมเดียวมีสัดส่วนงบประมาณในโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำประมาณสูงถึง 20,000 ล้านบาทแทน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ การสร้างกำแพงริมแม่น้ำและชะตากรรมก็อาจจะไม่ได้ต่างไปจากชายหาดที่มีโครงการกำแพงกันคลื่นนั่นเอง

จุดร่วมที่ 3 ความเข้าใจของสังคมที่มีต่อกำแพงกันคลื่น

เจ้าหน้าที่จาก Beach for Life มองว่าความเข้าใจของสังคมที่มีต่อชายหาดและกำแพงกันคลื่นสำคัญมาก เพราะหากทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างกำแพงกันคลื่นมีความเลวร้ายขนาดไหน มาตรการในการจัดการหรือทางออกของการกัดเซาะชายฝั่งย่อมเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่านี้ แต่หากสังคมมองว่ากำแพงกันคลื่นคือทางออกที่ดีที่สุด ต่อให้มีกฎหมาย EIA ที่ดีสักแค่ไหน เราก็จะเจอแต่ชายหาดที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่ดี

อย่างไรก็ดี ‘หาดท่าบอน’ เป็นเพียงหนึ่งจากหลายร้อยโครงการกำแพงกันคลื่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีการจัดทำ EIA แน่นอนว่าการจัดทำนโยบายสาธารณะที่ไม่ได้มีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านต่างๆ ตามมา ซึ่งหาดท่าบอนเองก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบ ความสูญเสีย และสมดุลธรรมชาติที่หายไป เกิดจากการจัดทำโครงการที่ไม่สมเหตุสมผลจนทำให้หาดท่าบอนและชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายไปมากกว่าเดิม

ส่วนอนาคตของชายหาดท่าบอนจะเป็นเช่นไร? น้ำนิ่งได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ในงบประมาณปี 2568 กรมเจ้าท่าได้มีการตั้งงบเพื่อศึกษา EIA โครงการป้องกันชายฝั่งในพื้นที่หาดท่าบอน ซึ่งทาง Beach for Life ก็ได้เสนอให้ศึกษาแนวทางการฟื้นฟูชายหาดไปด้วย และกรมเจ้าท่ารับปากว่าจะดำเนินการให้ โจทย์สำคัญหลังจากนี้คงเป็นคำถามที่ว่า ‘ท่าบอนที่ไร้ชายหาด’ จะสามารถกลับมามีชายหาดได้อีกครั้งหรือไม่? คงต้องรอติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising