'ผ่านมา 5 ปีแล้วยังไม่คืบเรื่องการชดใช้' เครือข่ายสิทธิแรงงานนานาชาติ เปิดแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง 'บอดี้แฟชั่น' และแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่สั่งสินค้า ร่วมรับผิดชอบกรณีที่เมื่อปี 2563 โรงงานบอดี้แฟชั่น ซึ่งมีเจ้าของคือ โรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย และเป็น CEO ของบริษัทชุดชั้นในชื่อดังอย่าง 'Huber' เลิกจ้างลอยแพคนงานกว่า 900 ชีวิต และไม่จ่ายค่าจ้างคนงานในเดือนสุดท้าย รวมเงิน 245 ล้านบาท และแม้ว่าจะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่นายจ้างก็ยังไม่เคยมาจ่ายเงินชดเชยให้คนงาน
เมื่อ 7 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก "สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย (FCCT)" ถ่ายทอดสดออนไลน์ ที่ FCCT กรุงเทพฯ อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น (Body Fashion) ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิแรงงานสากล ได้แก่ Clean Clothes Campaign (CCC) และ Solidarity Center (SC) ประจำประเทศไทย Worker Rights Consortium และ Südwind ร่วมจัดงานแถลงข่าว เปิดแคมเปญรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เจ้าของโรงงานสิ่งทอ ‘บอดี้แฟชั่น’ และแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ที่สั่งสินค้าจากโรงงานร่วมรับผิดชอบค่าชดเชย และค่าจ้าง รวม 7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือ 245 ล้านบาท) หลังจากกรณีที่นายจ้างโรงงานสิ่งทอ บริษัท Body Fashion Thailand Limited จ.นครสวรรค์ และสมุทรปราการ โดยมีโรเบิร์ต อึ้ง (Robert Ng) หรืออึ้ง มัน ชุน (Ng Man Chung) นักธุรกิจมาเลเซีย เป็นนายจ้าง ได้เลิกจ้างลอยแพคนงานรวมกว่า 900 ราย โดยไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง และเงินอื่นๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
บรรยากาศงานเปิดตัวแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง และแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าระดับโลก ลูกค้าโรงงานบอดี้แฟชั่น ร่วมรับผิดชอบค่าชดเชยให้กับคนงาน 245 ล้านบาท (ที่มา: เฟซบุ๊ก FCCT)
ส่วนการสนับสนุนที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้แรงงานบอดี้แฟชั่นครั้งนี้ คือฝ่ายกฎหมายของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ส่วนการสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานต่างๆ คือแรงงานเพื่อสังคม
ทั้งนี้ แม้ว่าการเลิกจ้างลอยแพคนงานจะเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และศาลแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานก็ตาม แต่ทางนายจ้างก็ไม่เคยปฏิบัติตาม รวมถึงแบรนด์สินค้าระดับโลกหลายแบรนด์ที่เคยสั่งสินค้าจากโรงงานบอดี้แฟชั่น ก็ยังไม่เคยร่วมรับผิดชอบเลยสักครั้ง
ส่วนแบรนด์ดังระดับโลก ที่เคยเป็นลูกค้าสั่งสินค้าจากโรงงาน บอดี้แฟชั่น ยกตัวอย่าง ฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ซึ่งผู้บริหารคือโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงงานบอดี้แฟชั่น (ผู้ผลิต ฮันโร (Hanro), ฮอม (HOM), ฮูเบอร์บอดีแวร์ (Huber Bodywear), สกินนี (Skinny)) ประเทศออสเตรีย, ไทรอัมพ์ (Triumph) สวิตเซอร์แลนด์, เลน ไบรอันต์ (Lane Bryant) และวิกตอเรียซีเคร็ต (Victoria’s Secret) ประเทศสหรัฐฯ
ทำลายทั้งชีวิต
ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ ทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานาน 22 ปี และถูกเลย์ออฟในปี 2563 ก่อนหน้านี้เราทำงานอย่างหนักเพื่อส่งสินค้าให้ตรงตามเป้าหมาย แต่พอปี 2563 นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ อีกทั้ง ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงเดือนสุดท้ายให้คนงานด้วย ทำให้เธอไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว และต้องดูแลสมาชิกครอบครัวถึง 5 คน รวมถึงแม่ที่เป็นโรคประจำตัวอีกด้วย
ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตอนที่เธอถูกเลิกจ้างตอนนั้นอายุค่อนข้างมากแล้ว ไปสมัครงานใหม่ที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เราต้องไปยืมหนี้สินเพื่อหาเงินให้ลูกหลานพ่อแม่เรากินเราใช้ จากที่เราเคยดูแลสมาชิกครอบครัวได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาต้องดูแลเราแทน เราได้เงินสงเคราะห์ชราภาพเดือนละ 600 บาทเท่านั้น บางเดือนเราก็ต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตัดน้ำตัดไฟทั้งๆ ที่พ่อแม่เราอยู่ในบ้าน เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาจ่าย
ประสิทธิ์ กล่าวว่า ชีวิตตอนนี้เธอไม่มีเงิน ต้องกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อหางานใหม่ ตอนนี้ทำงานก่อสร้างได้วันละ 400 บาท
“เราอยากได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างทั้งๆ ที่เราผลิตงานให้ ฮูเบอร์ วิกตอเรียซีเคร็ต ไทรอัมพ์ แต่เราก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย” ประสิทธิ์ กล่าว
อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น เผยว่า เธอยังหวังว่าจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 700,000 บาท เพื่อจะเอาไปต่อยอดชีวิต และทำมาหากิน และหวังว่าคนงานทุกคนประมาณ 800 กว่าคนจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 245 ล้านบาท
จารุวรรณ การักษ์ อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เธอและสามีทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานานแล้ว โดยตัวเธอทำงานมา 24 ปี ขณะที่สามีของเธอทำงานมา 21 ปี ซึ่งในปี 2563 ทั้งสองคนถูกเลิกจ้างพร้อมกัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างในเดือนสุดท้าย และไม่ได้เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง
"เมื่อก่อนเธอทำงานได้เงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท แต่ตอนนี้ได้เงินเดือนหนึ่งไม่ถึง 5,000 บาท จากที่เคยมีบ้านและรถยนต์ ตอนนี้ไม่มีอะไรเลยในชีวิต บ้านกำลังจะโดนยึด แต่รถยนต์โดนยึดไปแล้ว เมื่อรถที่ใช้ในชีวิตในประจำวันถูกยึด เราต้องไปหาซื้อจักรยานเก่า เพื่อขับไปทำงานไกลถึง 8 กม." อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น นครสวรรค์ กล่าว
เธฮกล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในระบบ พอในระบบเรายืมต่อไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบ พอไม่มีเงินจ่าย เขาก็มาด่าเราที่ทำงาน บางวันก็ต้องหลบซ่อน เพราะว่าเราไม่มีเงินจ่ายให้เขา
"ตอนกลางคืนสามีเธอไปอาศัยนอนที่สถานีขนส่ง บขส. วันไหนทำงานไม่ได้ ก็ไม่มีข้าวกิน แฟนจะไปขอข้าวที่พระบิณฑบาตรตอนเช้า ส่วนลูกไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน สามีของเธอเคยถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพื่อเอาเงินประกันซื้อบ้าน เพื่อให้ตอนเขาตาย จะให้เราเอาบ้านไปขาย เพื่อเอาเงินมาส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย" จารุวรรณ กล่าว
'ฮูเบอร์' ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดแรงงานไทย
ด้านเกอร์ทูต คราฟเฟนแบร์ก จากผู้ประสานงาน Clean Clothes Campaign ประเทศออสเตรีย และ ‘Südwind’ กล่าวว่า หนึ่งในแบรนด์สินค้าที่เป็นลูกค้าของบอดี้แฟชั่น ในช่วงที่เกิดการโกงค่าชดเชยและค่าจ้างคนงานคือ บริษัท Huber Holding AG (ฮูเบอร์โฮลดิ้ง) หนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าชั้นในชื่อดังสัญชาติออสเตรีย รวมถึงบริษัทในเครืออีกมากมาย ซึ่งโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของโรงงานบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง รวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวอีกด้วย โดยฮูเบอร์โฮลดิ้ง เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่นไทยแลนด์มาเป็นเวลาหลายปี
เกอร์ทูต เผยว่า ก่อนหน้านี้มีนักศึกษาของออสเตรียเคยพยายามติดต่อโรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจสัญชาติมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ ก.ย. 2566 ทั้งด้วยวิธีการส่งจดหมาย และโทร.หา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ในปีเดียวกัน (2566) จึงมีการแถลงต่อสื่อมวลในกรณีที่บริษัทฮูเบอร์ฯ ละเมิดสิทธิแรงงานในไทย และมีการออกรายงานของ Worker Rights Consortium เมื่อเดือน ธ.ค. 2566
ผลจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้บริษัทฮูเบอร์ฯ เผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น แต่หลายเดือนถัดมา ฮูเบอร์ฯ ออกแถลงการณ์ เผยว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทย ขณะเดียวกัน รายงานตรวจสอบภายในของบริษัทฮูเบอร์ฯ ยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นประเทศไทยได้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง และระบุด้วยว่าพาร์ทเนอร์ของฮูเบอร์ฯ ได้แจ้งใบชำระหนี้ให้กับบอดี้แฟชั่นเต็มจำนวนแล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบเรื่องการจ่ายเงินตามใบชำระเงินขึ้นมา
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเผยว่าในช่วงที่มีการโกงค่าแรงคนงาน บริษัทฮูเบอร์ฯ สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานที่ละเมิดสิทธิแรงงานโดยการไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้าง และแน่นอนว่าตอนที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทฮูเบอร์เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่น และในมุมมองของเธอ แทนที่บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบและถอยห่างออกมา บริษัทฮูเบอร์ฯ ควรรับผิดชอบและรับประกันว่าตัวของแรงงานได้รับการจ่ายเงินตามค่าจ้างอย่างทันที
ในเชิงการเรียกร้องความรับผิดชอบผ่านกลไกระหว่างประเทศ เกอร์ทูต เผยว่า แม้ว่ารัฐบาลออสเตรียและไทยต่างเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีข้อผูกมัดให้รัฐสมาชิกต้องร่วมมือกันเพื่อคุ้มครองสิทธิตามที่บัญญัติในกติกาสากลฉบับนี้ และแน่นอนว่าเราเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรียออกมาดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้น และควรร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรีย แต่น่าเสียดายว่าข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมออสเตรีย แจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีข้อตกลงทวิภาคีเพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีในออสเตรียได้ ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับบอดี้แฟชั่นประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการมีกฎหมายความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่ในออสเตรีย แต่รวมถึงในสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากการละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต
ข้อมูลรายงานประจำปีของบริษัทฮูเบอร์ฯ ทำให้เราทราบว่า บริษัทเริ่มมีกำไรเมื่อปี 2565 เป็นต้นมา แต่ส่วนแบ่งจากกำไรจำนวนมากกลับถูกส่งไปยังเจ้าของ แทนที่จะจ่ายเงินชดเชยและค่าจ้างที่ค้างชำระให้กับคนงาน
นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราพยายามติดต่อไปยังลูกค้าของบริษัทฮูเบอร์ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องที่บริษัทมีหนี้ค้างจ่ายให้กับคนงานในไทย เพราะเราถือว่าบริษัทฮูเบอร์ เป็นบริษัทซัปพลายเออร์ชั้นนำให้กับร้านค้าปลีกหลายเจ้าในออสเตรีย พวกเขาควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และจ่ายเงินที่ติดค้างให้กับแรงงานโดยทันที
เธอได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตัวของเจ้าของบริษัทจะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ่ายให้คนงานได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆ ที่สั่งสินค้าจากบอดี้แฟชั่นช่วงก่อนปี 2565 จะรับผิดชอบการจ่ายเงินน้อยกว่า
"เราเรียกร้องโรเบิร์ต อึ้ง ในฐานะเจ้าของบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง ให้จ่ายเงินที่ค้างทั้งหมดให้กับคนงาน
"มันน่าตกใจที่ไม่มีทั้งฝ่ายบริหารหรือกรรมการจากบริษัทฮูเบอร์ เข้าร่วมหรือติดตามให้โรเบิร์ต อึ้ง มารับผิดชอบการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยครั้งนี้" เกอร์ทูต ระบุ
แบรนด์สินค้าระดับโลกต้องร่วมรับผิดชอบ
สก็อต โนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Worker Rights Consortium (WRC) กล่าวว่า กรณีนี้มีความพิเศษตรงที่แบรนด์ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถใช้ข้ออ้างในแบบที่เคยทำ "ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อมีการปิดโรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เจ้าของมักจะอ้างว่าล้มละลาย สูญหาย หรือ เลิกประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มันแตกต่างกันมากในกรณีนี้ โรเบิร์ต อึ้ง ยังร่ำรวย มีเครือข่ายธุรกิจใหญ่ๆ มากมายเป็นร้อยๆ บริษัท เขาไม่ได้หลบหนีไปไหน"
โนวา ชี้ว่า บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน (Amazon), นอร์ดสตอร์ม (Nordstrom), มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer), เน็กซ์ (Next), และเจซีเพนเนย์ (JCPenney) ยังคงสั่งสินค้าจากโรงงานของโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งมีการผลิตในประเทศจีน ศรีลังกา และฮังการี
“มูลค่าของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมันสูงกว่าจำนวนเงินที่นายโรเบิร์ต อึ้ง ค้างจ่ายคนงานมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้เข้ามาร่วมกดดันให้เขาต้องรับผิดชอบ คนงานก็มีโอกาสที่จะได้เงิน” โนวา กล่าว
จอห์นสัน ยึง ผู้ประสานงานคำร้องเร่งด่วนระหว่างประเทศจาก "Clean Clothes Campaign" กล่าวว่า ลูกค้าที่สำคัญที่สุดของบอดี้แฟชั่นในช่วงที่มีการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยขึ้นก็คือ บริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่จากประเทศออสเตรีย ซึ่งก็มีโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของ ซึ่งแม้ตัวเขาจะยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นผลิตสินค้าของเขาจริง แต่โรเบิร์ต อึ้ง กลับปฏิเสธความรับผิดชอบ
“เน็กซ์ (Next) และ มาร์กสแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer) ยังคงทำธุรกิจกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าเหล่านี้ต้องพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงจากความเสียหายทางชื่อเสียง ” ยึง กล่าว และระบุว่า “ความเดือดร้อนของคนงานถูกฉายภาพออกไปทั่วโลก มีการประท้วงที่โรงงานฮูเบอร์ (Huber) ในออสเตรียปีนี้ (2568) และที่โรงงานวิกตอเรียส์ซีเคร็ต ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา (2567)”
"วิธีทำธุรกิจที่ขาดความรับผิดชอบของโรเบิร์ต อึ้ง ไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกจ้างบอดี้แฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงกับคนงานนับพันคนที่ยังทำงานในอาณาจักรสิ่งทอของเขา เราจะพยายามผลักดันแนวร่วมในระดับสากลของเราเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อไป" ยึง กล่าว
"แบรนด์ระดับโลกอย่าง 'เน็กซ์' หรือ 'มาร์กแอนด์สเปนเซอร์' ยังร่วมงานกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าพวกนี้ควรคำนึงถึงการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงต่อชื่อเสียงจากประวัติความฉาวโฉ่ของนายโรเบิร์ต อึ้ง" โนวา กล่าว
แบรนด์ดังต้องร่วมรับผิดชอบ
ขณะที่เดวิด เวลซ์ (David Welsh) ผู้อำนวยการ Solidarity Center ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นกรณีประวัติศาสตร์ในการสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ละเลยความรับผิดชอบในการเอาเปรียบคนงานที่เปราะบาง นอกจากนี้ ยังพยายามมองหาสถานที่ที่ขาดหลักนิติธรรมและคนงานมีความเสี่ยงต่อการละเมิดที่เลวร้ายที่สุดจากกลุ่มธุรกิจ
"แบรนด์สินค้าอย่างวิกตอเรียซีเคร็ต และไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Triumph International) มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้มายาวนาน โดยพวกเขาสร้างกำไรด้วยการเอาเปรียบคนงานไทยซึ่งส่วนมากยากจนและเป็นผู้หญิง แบรนด์สินค้าพวกนี้ไม่สามารถที่จะหลบซ่อนด้วยการอ้างว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบกับการละเมิดสิทธิ์ในบริษัทที่พวกเขาสั่งสินค้า อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบหลักควรจะเป็นของเจ้าของโรงงาน และซีอีโอจากแบรนด์ฮูเบอร์ ซึ่งยังคงทำเงินหลายล้านในอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย" เวลซ์ กล่าวว่า
