ภายในปี 2567 -2568 เพียงปีเศษ มีประชาชนเสียชีวิตจากการถูกช้างป่าทำร้ายเกินกว่าหกสิบราย ระดับความรุนแรงของปัญหายกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ความตึงเครียดของคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยิ่งทบทวีขึ้นตาม คุยกับ ตาล วรรณกุล นักวิจัยเรื่องช้างป่า ถึงที่มา ระดับความรุนแรง และแนวทางในการลดความรุนแรงหรือแนวทางการแก้ปัญหา

ตาล วรรณกุล
ปัญหาช้างป่าที่ข้ามมาอาศัยในพื้นที่ อ.สีชมพู อ.เวียงเก่า และได้สังหารชาวบ้านไปแล้วถึง 3 ราย ควรทำยังไง ?
ตาล : ช้างชุดนี้เป็นช้างตัวผู้ที่มีความอันตรายต่อมนุษย์ เพราะด้วยความที่มันอยู่ตามลำพังด้วยแล้วก็โดยพฤติกรรม มันจะเพิ่มดีกรีการตอบสนองค่อนข้างสูง ช้างชุดนี้ลงมาสำรวจเพื่อรองรับฝูงที่จะตามลงมา
ปัจจุบันมันยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น กำลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ฝูงตัวเมียที่ต้องการการขยายพันธุ์ก็จะลงมาหาพวกนี้ เพราะเมื่อมันครองพื้นที่แล้ว มันก็จะประกาศอาณาเขตเพื่อทำให้ฝูงตัวเมียลงมาหามันได้ ฉะนั้นในอนาคต พื้นที่สีชมพู ตำบลดงลาน ยาวไปจนถึงอำเภอภูเวียง จะกลายเป็นอาณาจักรใหม่ของช้างกลุ่มนี้
ป่าอ้อยบริเวณนั้นประมาณหกแสนกว่าไร่ ก็จะพินาศ อันนี้มองอนาคตนะครับ ประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า
จุดเริ่มต้นปัญหามาจากไหน ?
อธิบดีกรมอุทยานแถลงข่าวบอกว่าข้างนอกป่ามันมีอาหารดึงดูด เกษตรกรปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลังดึงดูดช้าง ถ้าคุณชี้ไปด้านนั้นด้านเดียว แสดงว่าคุณปัดความรับผิดชอบเรื่องการผลักดันช้างออกจากป่าให้ชาวบ้าน และไม่ได้พูดถึงนโยบายของกรมอุทยานฯ ซึ่งจากเดิมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามันไม่มีการท่องเที่ยว เป็นพื้นที่สำหรับอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ตอนหลังกรมอุทยานฯ พยายามหารายได้ด้วยการเปิดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว คนก็เข้าไปรบกวน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ก็เข้าไปใช้พื้นที่ในป่า
อย่างเขาอ่างฤาไน นี่เห็นได้ชัดเลย แล้วสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ราบที่ช้างควรจะใช้ประโยชน์มันกลายเป็นพื้นที่ของหน่วยงานหมดเลย มีตั้งแต่หน่วยงานไฟป่า หน่วยรักษาป่าต้นน้ำ สถานีวิจัยสัตว์ป่าไปรวมกันอยู่ในพื้นที่ที่ช้างควรจะอยู่ ตัวรัฐเองนั่นแหละที่ผลักช้างออกจากป่า
เรื่องเดินป่าท่องเที่ยวชื่นชมชมธรรมชาติ เป็นปัจจัยผลักยังไง?
เรื่องเดินป่า ตั้งแต่เรามีเรามีนโยบายสมาร์ทคาร์บอนปี 2548 แล้วก็พัฒนามาเรื่อยจนปัจจุบัน เราเดินป่ากันทุกอาทิตย์ เป็นกิจกรรมมนุษย์อันหนึ่งที่อาจจะเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนทิศทางของช้าง ผลที่เกิดก็คือ แน่นอน เกิดเสียง การสร้างทางสำหรับนักท่องเที่ยว บางทีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต เจอช้างก็ยิงปืนขู่อะไรอย่างนี้ ฉะนั้น ผมคิดว่าในในป่ามันมีปัจจัยผลัก ขณะเดียวกันข้างนอกมีปัจจัยดึงดูด
อันนี้ผมตั้งเป็นข้อสังเกตนะ การปลูกป่าเชิงเดี่ยว ปลูกไม้ป่ายืนต้นไม่กี่ชนิด ปลูกประดู่ สีเสียดแก่น ฯลฯ ตั้งแต่ที่เริ่มหลังปี 2532 ไม้ขึ้นหนาแน่นเต็มเขาอ่างฤาไน แล้วพอมายุคหลังเกิดปัญหาโลกร้อนก็พยายามเก็บพื้นที่สีเขียวพวกนี้เป็นพื้นที่คาร์บอนสต็อกหรือคาร์บอนเครดิต ก็ยิ่งปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้นในพื้นที่ราบ ช้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ช้างก็ออกมาหาอาหารที่ของชุมชน มันเหมือนกันไม่ว่าจะในอีสานที่อ.สีชมพู หรือหรือภาคตะวันออก โครงการปลูกป่าแบบนี้เพียบเลย อย่าว่าแต่ช้างเลย สัตว์อย่างอื่นมันก็อยู่อาศัยไม่ได้เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวพวกนี้มันไม่มีพืชอาหาร มันไม่ได้เพิ่มความหลากหลายของของระบบนิเวศ
แล้วช้างจะไม่เดินบนพื้นที่สูงชัน ถ้าไปใช้พื้นที่สูงชันมันจะใช้พลังงานมากกว่าพื้นที่ลาด 25 เท่า มันก็เลยเลือกที่จะมาใช้พื้นที่ร่วมกับชุมชน

เฉพาะหน้าจะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาช้างป่า ในอำเภอสีชมพู-เวียงเก่า
ผมเสนอแนวทางไว้ในกรรมาธิการฯ 2 แนวทาง แนวทางที่หนึ่งคือ เคลื่อนย้ายช้างเพศผู้อย่าง 8 ตัวนี้ไปปรับพฤติกรรมแล้วนำไปใช้ประโยชน์ในราชการ หรือนำไปแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกับช้างบ้านเพื่อให้มันเกิดการควบคุมโดยมนุษย์ได้
อันที่สองคือ ช้างเพศเมียจะต้องฉีดพีแซทที (ยาคุมกำเนิดชนิดหนึ่งที่ใช้ในแอฟริกา) สามารถคุมกำเนิดช้างเพศเมียได้นานถึง 7 ปี ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดชั่วคราว ไม่ใช่การทำหมัน เพื่อที่จะควบคุมจำนวนประชากร มันเป็นแนวทางที่เฉพาะเจาะจงไปที่รากเหง้าของปัญหาเลยก็คือการควบคุมเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร
ตอนนี้มีการทดลองกับช้างตัวเมียที่เป็นช้างเลี้ยง เพื่อทดสอบผลข้างเคียง ผมไปดูช้างที่ถูกฉีดมายังไม่พบปัญหาอาการเจ็บป่วย ยังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ มันก็คือการคุมกำเนิดชั่วคราวเหมือนเราฉีดยาคุมในคนนี่แหละ
ช้างป่าที่ตำบลดงลาน อ.สีชมพู และที่ อ.ภูเวียง ช้างพวกนี้มาจากไหน ?
มันมาจากภูหลวง จังหวัดเลย เดินทางเป็นร้อยกิโล มันเดินลงมาแล้วเจ้าหน้าที่วิจัยสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวงก็ตามอยู่ทุกวัน ตามจนมันฆ่าคนเนี่ยเห็นไหมล่ะ ประชากรช้างมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้ประชากรเกินขีดความสามารถของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในการรองรับ
อย่าลืมว่าช้างตัวหนึ่งใช้พื้นที่หากินตลอดทั้งปีประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร เมื่อมีการขยายจำนวนประชากรช้าง จึงเกิดปัญหาในพื้นที่กว้างมาก
การฟ้องศาลปกครองให้กรมอุทยานเคลื่อนย้ายช้างออกนอกพื้นที่ เป็นแนวทางที่น่าทำไหม ?
ผมแนะนำให้ทำ เพราะมารออำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติมันช้า ต้องใช้อำนาจตุลาการจัดการได้ทันทีทันควัน เรามีบทเรียนจากกรณีช้างที่นครศรีธรรมราชแล้ว ตอนนั้นชาวบ้านรวมกันร้อยกว่าคนฟ้องศาลปกครอง เป็นการฟ้องคุ้มครอง พื้นที่นั้นยังไม่มีคนตาย ศาลนครศรีธรรมราชสั่งให้กรมอุทยานเอาพลายไข่นุ้ยออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน เอาไปปรับพฤติกรรมที่พังงา ตอนนี้คนก็ลูบหัวมันได้
ปริมาณช้างป่าในประเทศไทยมันเยอะขึ้นจริงไหม ?
ยกตัวอย่างจากพื้นที่ที่ผมทำวิจัยในภาคตะวันออก จากปี 2560 เราพบปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออก 7 จังหวัด จำนวน 106 ตำบล มาถึงในปี 2567 ห่างกัน 7 ปี พื้นที่ขยายเป็น 184 ตำบล มันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เมื่อประชากรช้างเพิ่มขึ้น พื้นที่ความขัดแย้งกว้างขึ้น มันก็ต้องเริ่มมีการจัดการ
ชาวบ้านบอกว่าเขาไม่เชื่อว่ามันเป็นช้างที่มาจากภูหลวง บางคนคิดว่ามีคนเอามาปล่อย เพราะเขาเห็นว่ามันคุ้นกับชุมชนมาก เดินเลาะตามถนน รื้อข้าวของกินตามหมู่บ้านตามยุ้งข้าว มันจริงไหม ?
ช้างปล่อยในประเทศไทยมีจริง มี 3 พื้นที่ในประเทศ หนึ่งคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง จังหวัดลำปาง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับลาน จังหวัดลพบุรี และอุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนคร เมื่อก่อนปล่อย 10 กว่าตัว เป็นช้างในมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ ขององค์ราชินี (ในรัชกาลที่ 9) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาเมือง 16 หรือ18 ตัว ผมจำตัวเลขไม่ได้ ที่ซับลังกา 8-9 ตัวนี่แหละ ตอนนี้เพิ่มเป็น 77 ตัว นี่คือตัวชี้วัดหนึ่ง
ช้างป่าพวกนี้มันฉลาด เรียนรู้ปรับตัวได้ มันเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตนอกป่า อาจหากินในป่าไม่เป็นแล้วก็ได้ มันเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบนี้เพราะมันไม่ได้เกิดในป่า แต่มันเกิดตามชายป่าหรือตามพื้นที่เกษตรกรรม จากการติดตามศึกษาในป่าภาคตะวันออก ช้างรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งนี่เกิดในไร่อ้อย
ช้างจากป่าตะวันออกเดินกันจนถึงปลวกแดง จะถึงเมืองระยองอยู่แล้ว อีก 2 ตัวเดินไปจนถึงคุ้งกระเบน ไปลองเจอป่าโกงกาง ไปเที่ยวทะเลเดินชายหาดมาเรียบร้อย

ทางป่าภาคตะวันออก มีโครงการเอาเสือไปปล่อยเพื่อลดปริมาณช้างนี่จริงไหม เพราะเห็นแถวจันทบุรีบอกว่ามันมี มีคนเจอรอยเสือแล้ว ?
จริง อันนี้มันอยู่ในแผนแม่บท 20 ปีของกรมอุทยานด้วยซ้ำ ไอ้การใช้สัตว์นักล่าในการควบคุมประชากร
แต่ในประเทศไทยถามว่าเสือกินช้างไปกี่ตัวแล้ว? เสือกินช้างเพิ่งมีภาพล่าสุดก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเป็นช้างที่ตายมาก่อนหน้าแล้วก็ลากไปกินหรือเปล่า มันยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ยังไม่มีปล่อยจริง เพราะว่ายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาอยู่ ส่วนตัวผมคิดว่ามันจะกลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา ชาวบ้านก็เลี้ยงปศุสัตว์ เพราะกระทรวงเกษตรก็ส่งเสริมให้ชุมชนเลี้ยงปศุสัตว์ในการลดพืชอาหารช้าง ถ้าเอาเสือไปปล่อยนี่ปัญหาใหญ่มาเลย
ในการประชุมกรรมาธิการ มีเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอื่นไหม นอกจากที่เสนอข้างต้น ?
มันก็มีแนวทางอื่นๆ แต่มันเป็นในเชิงการป้องกัน อย่างเช่นทำคูกันช้าง ทำรั้วกันช้าง ขยายแหล่งน้ำแหล่งอาหารในพื้นที่ป่าอะไรอย่างนี้ เพิ่ม capacity ในพื้นที่ป่า
ในพื้นที่ อ.สีชมพู มันดันมีคนไปเสนอให้ใช้พื้นที่อุทยานฯ ภูผาม่านซึ่งไม่มีช้างเลยมาทำแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับช้าง ปัญหาคือภูผาม่าน ป่าอยู่ชิดชุมชนเลย แล้วรอบๆ ภูผาม่านก็คือป่าอ้อย ยังไงมันก็เอาไม่อยู่หรอก
แล้วก็ในเชิงป้องกันก็คือ ขุดคู ทำแบริเออร์ กั้นรั้วชั่วคราวหรือถาวร อะไรอย่างนี้ มันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหา
ขั้นตอนแก้ปัญหาพิพาทระหว่างมนุษย์/ชุมชนกับช้างป่าควรเป็นอย่างไร ?
แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็คือการสร้างระบบป้องกัน เยียวยา ระยะกลางอันนี้ที่ทำไปแล้วก็คือการกระจายอำนาจการการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับท้องถิ่น
ขั้นระยะยาวก็คือการจัดการโครงสร้างประชากร คือควบคุมการกำเนิดของตัวเมียกับเอาตัวผู้ที่เกเรเอาไปขังปรับพฤติกรรม แล้วค่อยเอาไปใช้ประโยชน์ในทางใดก็ตาม เอาไปแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของช้างบ้าน เพราะช้างบ้านเขาก็ต้องการพันธุกรรมอยู่แล้ว

เรื่องการกระจายอำนาจคืออะไร แก้ปัญหาเรื่องช้างป่าได้ยังไง ?
คือให้อำนาจตาม พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจในการดำเนินงานร่วมกับกรมอุทยานฯ ในการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ช้างแต่รวมไปถึงสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ออกมาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่
แล้วก็เรื่องของการเตือนภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย อะไรอย่างนี้ แล้วก็เรื่องของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าเลย จากเดิมที่ท้องถิ่นจัดการตัวสัตว์ป่าไม่ได้ เพราะว่าผิด พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
จัดการนี่คือเหมือนเจ้าหน้าที่คนนึง จัดการแบบไหน ?
ก็จัดการเช่น เจอสัตว์ป่าบาดเจ็บ เตรียมหมอเตรียมสัตวแพทย์ยิงยา หรือจับเคลื่อนย้ายช้างก็สามารถที่จะดำเนินการได้แต่ต้องทำงานร่วมกับกรมอุทยาน
คนในพื้นที่บ่นว่า เขาทำงานนี่ไม่มีเงินเลย ใช้เงินตัวเองซื้อประทัดไล่ช้าง กลางคืนออกเดินลาดตระเวนก็ใช้เงินกลุ่ม ไม่มีเงินช่วยเหลือจากรัฐเลย ?
เขากำลังผลักดันให้คณะกรรมการกระจายอำนาจกำหนดงบประมาณ เงินอุดหนุนทั่วไปซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นสามารถทำแผน 3-5 ปีสำหรับใช้จ่ายเรื่องเหล่านี้ แล้วภายในภายในเดือนหน้า ผมจะเข้าไปคุยกับกรรมาธิการ วุฒิสภา เพื่อที่จะช่วยกันผลักให้เกิดเกิดงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป อันนี้ อบต.สามารถที่จะจัดจ้างอาสาสมัครได้เลย จากเดิมอาสาสมัครไม่มีงบประมาณใช่ไหม ก็เอาอาสาสมัครเหล่านี้เข้ามาเป็นบุคลากรของท้องถิ่นได้เลย แล้วก็เตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ รถยนต์ โดรนให้พร้อม
จะทำให้ช้างสามารถอยู่ต่อในสังคมของเราได้นี่ มันเป็นยังไง ?
ปัญหาของกลุ่มช้างเลี้ยงเอง ในอนาคตข้างหน้า ประชากรช้างของเขาจะอยู่ที่จำนวนไม่ถึง 100 ตัว เขาก็ต้องการพันธุกรรมใหม่ เพราะตอนนี้มันอยู่ในภาวะสายเลือดชิดแล้ว ช้างที่เป็นพ่อพันธุ์มีไม่ถึง 50 ตัวแล้ว มันมีความต้องการรักษาสายพันธุ์ แล้วด้วยระบบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เรามีธนาคารน้ำเชื้อที่เกษตรกำแพงแสน เรามีระบบรีดจัดเก็บน้ำเชื้อ เราก็เปลี่ยนเข็มไปสู่การอนุรักษ์แบบที่มนุษย์ควบคุมได้ ป่าก็ควบคุมได้โดยมนุษย์โดยประชาชนเข้ามาจัดการร่วมกัน
ผมไม่ได้มองแบบโลกสวย พยายามมองแบบเป็นกลาง ทำให้ชุมชนอยู่ได้ แล้วช้างมันก็อยู่ได้ ซึ่งต้องมีการจัดการ แล้วการเคลื่อนย้ายเพื่อแลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างกลุ่มช้างมันควรจะเกิดขึ้น ช้างมันก็รู้ตัวมันเองว่าเมื่อผสมกันในกลุ่มมันเกิดภาวะเลือดชิดอยู่แล้ว ทีนี้มันก็พยายามที่จะแสวงหาที่ใหม่ เจอกลุ่มใหม่
เมื่อป่ามันลดลง ป่าไม่เพียงพอแล้ว พื้นที่ป่าไม่ได้เชื่อมโยงกันเหมือนอย่างกลุ่มป่า กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาวในพื้นที่ขอนแก่น เลย เพชรบูรณ์ เป็นหนึ่งกลุ่ม ขณะเดียวกันช้างที่มันควรจะแลกเปลี่ยนพันธุกรรมกับกลุ่มกลุ่มภูพาน ซึ่งก็คือภูวัวในจังหวัดบึงกาฬ มันข้ามไปหากันไม่ได้ นึกออกใช่ไหม กลุ่มช้างที่ภูพานก็เลยใช้วิธีข้ามแม่น้ำโขงไปหาช้างในฝั่งลาว ช้างมันพยายามที่จะไปหากัน
อีกแนวทางหนึ่งก็คือ การสร้าง คอริดอร์ หมายความว่าเมื่อคุณต้องการอนุรักษ์ช้าง คุณก็ต้องมีแนวทางในการจัดการพื้นที่คอริดอร์พวกนี้ให้ได้ โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมยังไง จะชดเชยเยียวยาให้เขาอย่างไรเมื่อช้างจะเดินผ่าน
ในต่างประเทศอย่างในประเทศแอฟริกาเขาใช้กลไกเหล่านี้ ในอินเดียก็ใช้กลไกนี้ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ามันเกิดประโยชน์ในการทำคอริดอร์ที่จะเชื่อมโยงช้างระหว่างกลุ่มป่า
คอริดอร์ก็เหมือนทางเชื่อมให้ช้างข้ามระหว่างป่าสู่ป่าใช่ไหม ?
คอริดอร์หมายถึง ช้างมันจะต้องเดินผ่านพื้นที่ชุมชน เดินผ่านพื้นที่เกษตรกรรม จึงต้องทำให้มันเกิดเส้นทางนี้ให้ได้ แล้วก็ทำบัฟเฟอร์โซน แล้วให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจแล้วก็บริหารจัดการพื้นที่ร่วม
“คอริดอร์สำหรับช้างป่า” (wildlife corridor for elephants) คือ เส้นทางหรือพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างป่าหรือแหล่งที่อยู่อาศัยหลักของช้างป่า ที่ถูกแบ่งแยกด้วยถนน ทางหลวง พื้นที่เกษตรกรรม หรือชุมชนมนุษย์
แนวคิดนี้มีเป้าหมายหลักคือ
• ให้ช้างสามารถอพยพ เคลื่อนย้าย หากิน หรือหาคู่ผสมพันธุ์ ได้ตามธรรมชาติ
• ลดความขัดแย้งคน-ช้าง เช่น การบุกไร่ชาวบ้านหรือการถูกรถชน
• รักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ของประชากรช้างแต่ละกลุ่ม ซึ่งอาจถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ป่าที่แยกขาด
ลักษณะของคอริดอร์ช้างป่า
• อาจเป็น แนวป่าธรรมชาติ ที่อนุรักษ์ไว้เพื่อเชื่อมป่าหลัก
• อาจเป็น พื้นที่ฟื้นฟูป่า/ป่าชุมชน ที่ออกแบบให้ช้างใช้เดินทาง
• ในบางกรณี ใช้ ทางลอด/สะพานเชื่อม (wildlife overpass/underpass) บนถนนทางหลวงที่ตัดผ่านถิ่นอาศัยของช้าง
เราจะมีความหวังกับกรรมาธิการสภาฯ ได้แค่ไหน?
กรรมาธิการพึ่งหมดวาระเดือนที่แล้ว มันเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ตอนแรกขอแค่ 90 วัน ทำไปทำมาอยู่ 360 วันเลย ปัญหามันซับซ้อนและแรงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อ ข้อเสนอกรรมาธิการในการแก้ไขปัญหาก็ยังไม่ได้เข้าสภาใหญ่ เสถียรภาพรัฐบาลก็เป็นแบบรี้ น่าจะไม่รอด แล้วเรื่องที่เราตั้งไว้แม่งก็ตกหมด
กรรมาธิการชุดที่แล้ว พอประยุทธ์ยุบสภาปุ๊บ รายงานก็ขึ้นหิ้งเรียบร้อย แล้วก็ต้องมาตั้งใหม่ ต้องมานั่งลุ้นอีกว่าสิ้นปีนี้จะเป็นอย่างไร การทำงานมันไม่ต่อเนื่อง ไปไม่ถึงไหน ล้วพอไอ้เราหมดหมดวาระ ก็ไม่มีใครที่จะไปจี้ให้หน่วยงานรัฐทำ ก็เรียบร้อยเลยเพราะระบบระบบโครงสร้างมันเป็นแบบนี้
คุณคิดยังไง เวลามีคนตายเพราะช้างป่าแล้วมีคนเข้าไปสมน้ำหน้า บอกว่าคนบุกรุกพื้นที่ป่า พื้นที่ของช้าง อะไรประมาณนี้
เรื่องคนรุกที่ป่า มันเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐ มันสร้างสร้างมายาภาพให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว ตัวนโยบายของรัฐเอง ที่เป็นปัญหา หลังสนธิสัญญาบาวริ่ง รัฐ
เปิดสัมปทานป่าไม้ ป่ามันเรียบมานานแล้ว ส่งไม้ออกไปต่างประเทศ

กรณีป่าตะวันออก ผมศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2398 หลังสนธิสัญญาบาวริ่ง ป่าชลบุรี ป่าระยองไล่ไปถึงจันทบุรี เรียบหมด บริษัทไม้กระยาเลยศรีราชาของพระยาสุรศักดิ์มนตรี มันมีแม้กระทั่งรถไฟลากไม้ออกจากป่าไปไปที่โรงเลื่อยที่เกาะลอย ศรีราชา จนป่ามันกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม
จากนั้นเป็นยุคสงครามสงครามอินโดจีน สงครามเวียดนาม ก็มีตัดถนนจากสัตตหีบ ขึ้นไปโคราชเส้น 304 อืม เส้นที่ผ่าป่าลงพญาเย็นเขาใหญ่ มันเป็นถนนขนยุทธภัณฑ์ขึ้นไป แล้วคนจากอีสานก็หลั่งไหลมาตามถนนเส้นนี้ มาเป็นมาเป็นลูกจ้างบริษัททำไม้ หลังจากนั้นปักหลักทำกินในบริษัทที่ได้สัมปทานตัดไม้ออกหมดแล้ว ต่อมาปี 2518 รัฐก็ออก พ.ร.บ. การปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แจกเอกสารสิทธิ สปก.ให้กับเกษตรกรที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ ถ้าจะถามว่าใครรุกที่ป่า ก็ต้องบอกว่ารัฐรุกที่ป่า รุกที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
