Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“To have secrets is to be on the side of power." 

มีช่วงเวลาหนึ่งที่กองทัพเมียนมามีอาการคล้ายว่าจะปราชัย ขวัญกำลังใจนักรบหดหาย ปราการถูกพังทลายด้วยอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ นักรบที่เคยทระนงตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์แผ่นดิน ต้องลนลานหนีตาย บ้างก็ขุดรูเข้าไปแอบ บ้างก็หนีมาอยู่ใต้สะพานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เหลือศักดิ์ศรีใด ๆ มีเพียงแค่การเอาชีวิตรอดเท่านั้น

แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้กองทัพเมียนมากำลังมายึดเมืองสำคัญคืนได้อีกครั้ง แน่นอนด้วยความช่วยเหลือของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรและทรงอำนาจ ที่สนับสนุนทั้งงบประมาณและเทคโนโลยี รวมถึงการกดดันกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง MNDAA TNLA และ KIA ให้ถอนกำลังออกจากเมืองสำคัญที่ยึดได้ (ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของจีน) ทำให้กองทัพเมียนมากลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง และตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังเป็นฝ่ายถือครองโมเมนตัมในการบุกยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มต่อต้าน เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งในเดือนธันวาคมปีนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาหลายคนที่มองตรงกันว่า “กองทัพเมียนมาเปราะบาง แต่จะไม่ล่มสลาย” แม้ว่าจะสูญเสียกองบัญชาการระดับภูมิภาคถึงสองแห่ง คือ ที่เมือง Lashio รัฐฉานเหนือ และเมือง Ann รัฐยะไข่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เมียนมา แต่ในท้ายที่สุด จีนก็กดดันให้ MNDAA คืนเมือง Lashio อันสะท้อนว่าจีนไม่ต้องการให้กองทัพเมียนมาล่มสลาย หรือให้กลุ่มต่อต้านที่มีสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่มีอำนาจต่อรองมากเกินไป เพราะเมียนมานั้นถือเป็นหลังบ้านของจีน การปล่อยให้ตัวแสดงที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มายุ่มย่ามหลังบ้านตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับปักกิ่งอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะเมื่อรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานของเมียนมาเป็นแหล่งอุดมด้วยแร่หายาก (Rare Earth) ที่จีนเป็นผู้นำเข้าอันดับหนึ่ง และมีส่วนสำคัญต่อการนำไปใช้เสริมสร้างขีดความสามารถและเทคโนโลยีทางทหารของจีน ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ก็แสดงความสนใจแร่หายากในเมียนมาอย่างออกนอกหน้า มีหรือที่จีนจะปล่อยให้สหรัฐฯ เข้ามาแบ่งปันทรัพยากรในสนามหลังบ้านของจีนเอง

ดังนั้น หากถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเมียนมาต่อไป ก็คงสรุปอย่างง่าย ๆ ว่ากองทัพเมียนมาจะยังคงครองอำนาจในศูนย์กลางที่เนปิดอว์ต่อไป ขณะที่กลุ่มต่อต้านจะป้องกันพื้นที่ที่ยึดมาได้จากการพยายามยึดคืนของกองทัพเมียนมา ลักษณะดังกล่าวเรียกว่า “Stalemate” หรือการคุมเชิงกัน กองทัพเมียนมามีอำนาจที่ลดลง แต่ยังเข้มแข็งและไม่ล่มสลายได้โดยง่าย คำถามจึงอยู่ที่ว่าไทยจะดำเนินความสัมพันธ์อย่างไรต่อกองทัพเมียนมา 
กลุ่มต่อต้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไทย และส่งเสริมภาพลักษณ์ของเราในสายตาโลก

ก่อนที่จะตอบคำถามว่าเราควรจัดการความสัมพันธ์กับกองทัพเมียนมาอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับผู้นำกองทัพเมียนมารุ่นที 4 (The 4th Generation) กันก่อน เพราะนายทหารรุ่นใหม่กลุ่มนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความหวังใหม่ของไม่ใช่เพียงกองทัพเมียนมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเมียนมาหลายกลุ่มด้วยเช่นกัน

รายงาน “Prospective 4th Generation Tatmadaw – Pathways to Reform or Further Regression?” ของ ISP Myanmar สถาบันคลังสมองเมียนมา เปิดเผยให้เห็นว่าผู้นำทหารเมียนมาที่ผ่านมาตั้งแต่ Ne Win (ผู้นำรุ่นที่ 1) Than Shwe (ผู้นำรุ่นที่ 2) และ Min Aung Hlaing (ผู้นำรุ่นที่ 3) ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำกองทัพเมียนมาที่มีภาพลักษณ์เผด็จการ และทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง โดยเฉพาะการวางตัวทายาททางการเมืองที่ไว้วางใจเพื่อสืบทอดอำนาจ และรับประกันว่าเมื่อผู้นำกองทัพเมียนมาลงจากตำแหน่งแล้วจะไม่เกิดการ “เช็คบิลย้อนหลัง” โดยการส่งต่ออำนาจจาก Than Shwe ไปยัง Min Aung Hlaing ค่อนข้างราบรื่น เพราะ Min Aung Hlaing น่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องผงาดขึ้นมาควบคุมกองทัพเมียนมาในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพียงแต่คงไม่คาดคิดว่าจะต้องพ่วงตำแหน่งผู้นำรัฐประหารด้วยเช่นกัน

ISP Myanmar เสนอว่าภายในกองทัพเมียนมาที่มีวัฒนธรรมการเมืองที่เข้มแข็งและจารีตประเพณียังมีกลุ่ม “นายทหารหนุ่ม” ที่ไม่พอใจกับทิศทางการบริหารกองทัพเมียนมาของ Min Aung Hlaing ในปัจจุบันและเฝ้ารอเวลาที่จะได้ปฏิรูปกองทัพเมียนมาที่มีโครงสร้างเข้าขั้น “ดึกดำบรรพ์” และเปี่ยมไปด้วยช่องทางสำหรับการทุจริตคอรัปชั่น นายทหารกลุ่มนี้จะเป็นผู้นำกองทัพเมียนมารุ่นที่ 4 ซึ่งมีแกนนำคือ Kyaw Swar Lin คนสนิทของ Min Aung Hlaing และว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาคนต่อไป

Kyaw Swar Lin สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเมียนมา รุ่นที่ 35 (DSA 35) ปัจจุบันอายุ 54 ปี ถือว่าอายุค่อนข้างน้อย แต่ก็เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลหากว่า Min Aung Hlaing ต้องการทายาทที่สามารถค้ำบัลลังก์และสืบทอดอำนาจของเขาไปได้อีกอย่างน้อย 10 ปี ทั้งนี้ หาก Kyaw Swar Lin ก้าวขึ้นสู่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะทำให้ DSA รุ่นที่ 35-40 กลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกองทัพเมียนมา โดยคาดการณ์ว่านายทหารกลุ่มนี้จะเน้นภารกิจสำคัญ 3 ประการ คือ 1) เอาตัวรอดและรักษาตำแหน่ง 2) ปฏิรูปกองทัพให้เข้มแข็งมากขึ้น และ 3) ฟื้นฟูชาตินิยมพม่าเพื่อต่อต้านกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าผู้นำกองทัพเมียนมารุ่นที่ 4 เหล่านี้จะมีจุดยืนอย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพในเมียนมา แต่สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าผู้นำกลุ่มนี้จะต้องมองว่ากอบกู้ศักดิ์ศรีของกองทัพเมียนมาที่สูญเสียพื้นที่ให้กลุ่มต่อต้านและกลุ่มชาติพันธุ์เป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องทำทันที ซึ่งอาจจะทำให้การสู้รบในเมียนมารุนแรงจนกระทบชายแดนไทย ยังไม่นับชาวเมียนมาที่อพยพหนีภัยเข้ามาในไทยทั้งช่องทางถูกและผิดกฎหมาย

ทางเลือกของรัฐบาลไทยคงมีไม่มากนัก นอกจากจะต้องเสริมสร้างอำนาจต่อรองของไทยต่อเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่เมียนมาผลัดเปลี่ยนผู้นำทางทหาร ไทยต้องเน้นย้ำจุดยืนว่าเราไม่สนับสนุนความรุนแรงต่อประชาชนทุกรูปแบบ และกองทัพเมียนมาจะต้องยุติการโจมตีทางอากาศที่ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมากโดยทันที เพราะหากเรายังใช้ความเกรงอกเกรงใจแบบเดิม ก็คงไม่ได้ผล เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ในรัฐฉานที่อยู่ใต้การควบคุมของว้า เพราะดูแค่การที่กองทัพเมียนมาประกาศปิดด่านชายแดนเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก็สะท้อนได้แล้วว่ากองทัพเมียนมาไม่เคยเกรงใจไทยเลย ถึงเวลาที่เราจะต้องใช้พลังอำนาจของชาติให้เกิดประโยชน์ หากจีนใช้กลยุทธ์ Carrot and Stick ได้ ทำไมเราจะใช้ไม่ได้เหมือนกัน? 

 

ภาพปก: พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่ายเจรจาเรื่องการสร้างสันติภาพกับเจ้ายอดศึกผู้นำกลุ่มสภาเพื่อการต่อสู้รัฐฉาน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง