เหตุสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ผู้พูดฝ่ายขวาจัดเจ้าขององค์กร เทิร์นนิงพอยต์ ยูเอสเอ นำมาซึ่งข้อโต้แย้งหลายประการในสังคมและการเมืองสหรัฐฯ แต่การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าเคิร์กไม่ใช่แค่เหยื่อที่บริสุทธิ์ แต่ตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้ยุยงความรุนแรงและสนับสนุนอาวุธปืนด้วย นอกจากนี้ยังมีความน่ากังขาของฝ่ายขวาอเมริกันที่นำความตายของเขามาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามและแม้กระทั่งอ้างลิดรอนเสรีภาพสื่อ
ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวอเมริกัน | ภาพจาก : Gage Skidmore (CC BY-SA 4.0)
ในวันที่ 10 กันยายน 2568 นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด ชาร์ลี เคิร์ก ถูกสังหารโดยถูกยิงจากระยะไกลขณะที่เขากำลังพูดอยู่ที่อีเวนต์ของ TPUSA มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ การเสียชีวิตของเขานำมาซึ่งข้อถกเถียงมากมาย และแม้กระทั่งตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้ที่สร้างข้อถกเถียงมากมายเช่นกัน
ทันทีที่สิ้นเสียงปืนสังหารเคิร์ก กลุ่มฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมก็พร้อมชี้นิ้วโยนความผิดทุกอย่างให้กับฝ่ายซ้าย หรือแม้กระทั่งกล่าวหากลุ่มคนชายขอบที่เคิร์กมักจะกล่าวโจมตีด้วยวาทะสร้างความเกลียดชัง เช่นกล่าวหาคนข้ามเพศอย่างผิดๆ ที่สื่อบางแห่งก็เล่นตามแล้วบางส่วนก็มากลับลำทีหลัง [1] แต่เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากจับผู้ต้องสงสัยอย่าง ไทเลอร์ โรบินสัน ได้ สื่อก็เริ่มเล็งเห็นว่าการระบุถึงอุดมการณ์ของผู้ต้องสงสัยที่สังหารเคิร์กนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด [2]
แต่ไม่ว่าผู้ต้องสงสัยนี้จะมีแรงจูงใจใดๆ หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือการพยายามอ้างใช้ความตายของเคิร์กมาเป็นเครื่องมือในการเล่นงานการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือแม้กระทั่งกลุ่มคนชายขอบ เช่น ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างใช้เหตุการณ์นี้กล่าวโจมตี "พวกซ้ายสุดโต่ง" หลังเกิดเหตุไม่นาน [2] ทั้งที่ในตอนนั้นยังไม่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ หรือเรื่องที่สื่อบางแห่งรายงานแบบกล่าวหาคนชายขอบอย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ [1]
ต้องไม่ลืมว่า ชาร์ลี เคิร์ก "ไม่ใช่ฮีโร่" เราเคารพต่อชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องเชิดชู
เวลาที่คนไทยพูดถึงประเด็นของชาร์ลี เคิร์ก ก็มักจะขาดความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องการเมืองของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ที่มีการเมืองเรื่องอัตลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก จึงมองแค่ว่า "ไม่มีใครควรตายเพราะความเชื่อทางการเมือง" ซึ่งในทางหลักการแล้วก็เป็นคำพูดที่ถูกต้อง แต่การละเลยบริบทก็กลายเป็นการทำให้เคิร์กเป็นแค่เหยื่อที่น่าสงสาร หรือแม้กระทั่งเป็น "ฮีโร่" ของ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ทั้งๆ ที่เคิร์กก็เป็นผู้ใช้วาจาปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งเป็นต้นเหตุของความรุนแรงเช่นเดียวกัน
ชาร์ลี เคิร์ก เป็นฝ่ายขวาจัดผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ ชื่อ "เทิร์นนิง พอยต์ ยูเอสเอ" (TPUSA) เมื่อปี 2555 และตัวเขาเองก็เป็นผู้อำนวยการบริหารขององค์กรนี้ เขามักจะวางตัวว่าเป็น "นักดีเบต" ของฝ่ายขวา และ พยายามผลักดันขบวนการ MAGA ของพรรครีพับลิกัน รวมถึงสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์นิยมของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายด้าน เช่น ต่อต้านการทำแท้ง, ต่อต้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ, วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายสิทธิพลเมือง, เหยียดเชื้อชาติสีผิว ต่อต้านผู้อพยพ และวิจารณ์นักสู้ด้านสิทธิพลเมืองอย่าง มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์, รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจผิดเรื่อง COVID-19
เคิร์กยังเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งนักศึกษาขึ้นรถบัสไปที่การประท้วง 6 มกราคม 2564 ที่ประท้วงต่อต้านชัยชนะในการเลือกตั้งของ โจ ไบเดน จนมีการก่อเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ กลายเป็นเหตุจลาจลและมีความรุนแรงตามมา
เจมี สตีม นักข่าวและนักพูดที่มีผลงานลงในสื่อหลายแห่งของสหรัฐฯ เตือนไว้ว่า เราต้องระวังไม่ทำให้คนแบบเคิร์กกลายเป็น "ฮีโร่" [4] โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์หนึ่งของ 911 ที่กลุ่มชาวอเมริกันบนเครื่องบิน ยูไนเต็ดไฟล์ท 93 ช่วยกันบุกเข้าไปในห้องนักบินที่ถูกยึดโดยผู้ก่อการร้ายแล้วเบนเครื่องบินที่กำลังตกไม่ให้พุ่งชนอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ แต่ไปตกในทุ่งร้างของเพนซิลเวเนียแทน
สตีมระบุว่า ผู้กล้าบนยูไนเต็ตไฟล์ท 93 ต่างหากที่ควรได้รับการยกย่องให้เป็น "ฮีโร่" ของชาวอเมริกัน และในวันที่ 11 กันยายน ควรจะเป็นวันที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 รายในเหตุการณ์ 911 แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมหันเหความสนใจมาที่การเสียชีวิตของชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะด่าทอผู้หญิงผิวดำและใช้วาทะในแบบที่ไม่น่าจะออกสื่อได้ แล้วก็มีการพยายามยกให้เขาเสมือนเป็น "ผู้พลีชีพ" นำความตายของเขามาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
วาทะของเคิร์ก ที่ส่งเสริมความรุนแรง
เคิร์ก เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดที่พูดในสิ่งที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในหลายประเด็น แต่ในหลายเรื่องก็ถึงขั้นเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงต่อกลุ่มอัตลักษณ์ เช่น ความรุนแรงต่อชาวยิว หรือแม้กระทั่งละเลยปัญหาความรุนแรงอย่างเช่นการสนับสนุนอาวุธปืนโดยอ้างว่ามันก็อาจจะมีผู้เสียชีวิตกันบ้าง ไปจนถึงเรื่องที่อาจจะส่งผลต่อนโยบายความอยู่รอดในอนาคตของมนุษยชาติ เช่นการปฏิเสธวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน
อย่างแรกเลยคือ เคิร์ก เป็นคนที่พยายามจะดึงดูดกลุ่มชาวคริสต์อนุรักษ์นิยมที่กำลังกลัวเรื่องที่สหรัฐฯ เริ่มมีการยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทำให้เขาวิพากษ์วิจารณ์สิทธิความหลากหลายทางเพศ แล้วก็วิจารณ์หลักการเรื่องการแยกรัฐกับศาสนาออกจากกันด้วย [3] เคิร์กยังส่งเสริมให้นักศึกษาและพ่อแม่รายงานต่อศาสตราจารย์เมื่อพบเห็นว่ามีใครที่ยอมรับสิทธิความหลากหลายทางเพศ เขาถึงขั้นก่อตั้ง TPUSA Faith เพื่อรวบรวมกลุ่มศาสนามาร่วมกันต่อต้านสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น "ความ woke" ซึ่งก็คือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม
ประเด็นต่อมาคือเรื่องอาวุธปืน เคิร์ก เป็นคนที่สนับสนุนเรื่องอาวุธปืนอย่างมาก โดยที่เขาเคยพูดไว้ในอีเวนต์ TPUSA Faith ปี 2566 ว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตเพราะอาวุธปืนในสังคมที่มีคนใช้อาวุธปืน โดยที่เคิร์กมองว่าการที่มีคนตายเพราะอาวุธปืนบ้างนั้นมันเป็นราคาที่ต้องจ่ายให้กับสิทธิที่จะมีอาวุธปืนตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ว่าด้วย สิทธิในการครอบครองอาวุธปิน
นอกจากนี้ เคิร์กยังเป็นคนที่มีมุมมองเหยียดเชื้อชาติสีผิว เหยียดชาวยิว และต่อต้านสิทธิพลเมืองด้วย เขาเคยวิจารณ์กฎหมายสิทธิพลเมืองอเมริกัน 1964 ว่าเป็นพลังทำลายล้าง มีการด่าว่า มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ นักสิทธิพลเมืองที่มีชื่อเสียงมาก เป็นคนที่ "แย่" เพราะทำให้สังคมเมริกันยึดติดกับเชื้อชาติสีผิว อีกทั้งยังใช้วาทะแบบเหยียดผิวในการต่อต้านโครงการความหลากหลาย DEI แล้วก็ยังเคยใช้คำว่า "สวะ" เรียก จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่ถูกตำรวจสังหารจนเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวด้านความเป็นธรรมทางเชื้อชาติสีผิวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฟลอยด์
เคิร์กยังถูกวิจารณ์แม้กระทั่งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนในเรื่องที่เขาเหยียดชาวยิว และมีแนวคิดแบบทฤษฎีสมคบคิดหลุดโลกว่าชาวยิวพยายามนำผู้อพยพที่ไม่ใช่คนขาวเข้ามาในสหรัฐฯ เพื่อมาแทนที่ชาวอเมริกันผิวขาว วาทะของเคิร์กส่งผลสืบเนื่อง กลายเป็นแรงจูงใจให้มีคนใช้อาวุธปืนไปกราดยิงสุเหร่าชาวยิวที่พิตต์เบิร์กในปี 2561 นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แนวทางแบบฝ่ายขวาจัดส่งผลให้เกิดความรุนแรงอย่างแท้จริงที่นอกเหนือจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
อีกเรื่องหนึ่งที่ เคิร์ก สร้างข้อโต้แย้งคือกรณีโลกร้อน เขาเป็นคนที่ปฏิเสธว่าวิกฤตภูมิอากาศหรือโลกร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องจริงและไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ อีกทั้งยังอ้างว่าวิกฤตภุมิอากาศเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ถึงแม้ว่าจะเคยมีผลโพลออกมาว่าแม้แต่กลุุ่มเยาวชนอนุรักษ์นิยมเองก็มองเรื่องโลกร้อนเป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็ตาม [3]
สำหรับในเรื่องเกี่ยวกับ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" นั้นมีจุดที่สลับซับซ้อน และชวนให้ทำความเข้าใจมากกว่าไปกว่าแค่ความคิดที่ว่า "พูดอะไรก็ได้"
อ้าง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่กลับข่มขู่คุกคามนักวิชาการ?
ตัวของเคิร์กเองประกาศตนว่าเป็น "ผู้สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อ้างใช้ "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ในรูปแบบที่ลิดรอนเสรีภาพของคนอื่น ไปจนถึงขั้นคุกคามคนอื่น เช่น การที่เขาขู่ว่าจะฟ้องร้องมหาวิทยาลัยที่ไม่ยอมให้เขาเข้าไปจัดเวที ทั้งๆ ที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นผู้จัดหาเวทีพูดให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสมอไปและพวกเขามีสิทธิปฏิเสธได้
อีกทั้งยังมีผู้วิจารณ์เคิร์กว่าเขาเป็นคน "มือถือสากปากถือศีล" ในเรื่องที่เทศนาเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแต่กลับให้องค์กรของเขาคือ TPUSA ทำ "บัญชีรายชื่อหมายหัวนักวิชาการ" โดยทำการหมายหัวนักวิชาการต่างๆ ที่นักศึกษามองว่าเป็นฝ่ายซ้าย[3] อีกทั้งยังมีการคุกมคามนักวิชาการเหล่านี้ด้วย
หนึ่งในเหยื่อที่ถูกเคิร์กคุกคามคือ สเตซี แพตตัน นักพูดและนักวิชาการสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเธอเคยถูกคุกคามโดยเคิร์กและผู้สนับสนุนเคิร์กมาเป็นแรมปี หลังจากที่เธอถูกบรรจุไว้ใน "บัญชีรายชื่อหมายหัวนักวิชาการ" ของ TPUSA เมื่อปี 2567 ซึ่งเธอได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการ MAGA ที่สนับสนุนทรัมป์ [5]
แพตตัน เล่าว่ามีกลุ่มคนกระหน่ำส่งอีเมลหรือวอยซ์เมลให้เธอซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นชายผิวขาว พวกเขาพ่นคำพรุสวาทต่างๆ นานาผ่านทางโทรศัพท์ด้วยถ้อยคำเหยียดเพศและมีน้ำเสียงในเชิงข่มขู่คุกคาม นอกจากนี้ยังรุมกดดันสำนักอธิการบดีมหาวิทยาลัยให้ไล่เธอออก มีการฟลัดคำร้องมากในระดับที่ทำให้ยามมหาวิทยาลัยต้องคุ้มกันเธอเพราะเกรงว่ากลุ่มนักเลงคีย์บอร์ดจะมาทำร้ายเธอจริงๆ
"บัญชีหมายหัวของเคิร์กได้สร้างความหวาดกลัวต่อคณาจารย์จำนวนมากทั่วประเทศ ... ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง, คนผิวดำ, ผู้มีความหลากหลายทางเพศ, ใครก็ตามที่ท้าทายแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่ ท้าทายวัฒนธรรมอาวุธปืน หรือท้าทายแนวคิดชาตินิยมคริสเตียน พวกเขาจะตกเป็นเป้าหมายการคุกคามแบบมีการที่ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ" แพตตันกล่าว
"นั่นคือวัฒนธรรมความรุนแรงที่ ชาร์ลี เคิร์ก สร้างขึ้น เขาทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ เขารักษาวัฒนธรรมความรุนแรงนี้ไว้ ใช้มันหาเงินเข้ากระเป๋า แล้วก็ใช้โจมตีใครก็ตามที่กล้าท้าทายการโกหกจากขบวนการของเขา" แพตตันกล่าว
แพตตันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เตือนว่าไม่ควรจะทำให้ภาพลักษณ์ของเคิร์กกลายเป็น "นักดีเบตผู้มีอารยะ" เพราะสิ่งเคิร์กกระทำ เป็นการกระตุ้นความรุนแรงทั้งต่อกลุ่มคนชายขอบและกับผู้ที่เห็นต่างจากเขา และเป็นผู้ผลักดัน "นโยบายที่ทำให้ชีวิตผู้คนสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด"
ฝ่ายขวายกย่องผู้คายเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" แต่กลับรังแกคนเห็นต่าง-ปิดกั้นสื่อ?
ไม่เพียงแค่แพตตันเท่านั้นที่เผชิญการคุกคาม กลุ่มฝ่ายขวาต่างก็พยายามใช้วิธีการ Doxxing หรือ แฉที่อยู่กับข้อมูลส่วนตัวของ นักวิชาการ, ครูอาจารย์, ข้าราชการ และคนอื่นๆ ที่พูดคุยกันในประเด็นการตายของเคิร์กในแบบที่พวกเขาไม่ชอบใจ จนเป็นเหตุให้มีคนอย่างน้อย 15 ราย ถูกไล่ออกหรือถูกสั่งพักงานเพราะเรื่องนี้
โดยที่หนึ่งในตัวการส่งเสริมการคุกคามคนเห็นต่างกรณีเคิร์กคือ ชายา ไรชิก ผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายชื่อช่อง "Libs of TikTok" เธอได้เผยแพร่รูปถ่ายและสถานที่ทำงานของคนที่แสดงความคิดเห็นต่อการตายของเคิร์กในแบบที่แสดงความเสียใจไม่มากพอในความคิดเห็นของพวกเขา
หนึ่งในคนที่เผชิญการคุกคามแบบถูกแฉที่อยู่คืออาจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ที่เขียนสตอรีในไอจีของตัวเองว่า "ฉันไม่สามารถแสดงความเห็นใจต่อคนๆ นี้ได้จริงๆ ผู้คนอาจจะอ้างว่า 'เขามีครอบครัวนะ มีลูกมีเมียนะ' แต่พวกเขาเคยเห็นใจเด็กคนอื่นๆ กับครอบครัวที่สูญเสียให้กับเหตุการณ์กราดยิงมากกว่า 258 แห่งตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันบ้างไหม" [6]
ไม่ใช่แค่ครูอาจารย์เท่านั้นที่เผชิญการลิดรอนเสรีภาพในการที่จะไม่รู้สึกเสียใจต่อการตายของคนที่ปลุกปั้นความเกลียดชังและสนับสนุนอาวุธปืนอย่างเคิร์ก การลิดรอนเสรีภาพกรณีนี้ลามมาถึงสื่อโทรทัศน์แล้ว
จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์รอบดึก Jimmy Kimmel Live! ก็ถูกถอดผังรายการจากการออกอากาศในช่อง ABC หลังจากที่เขาพูดถึงกรณีเคิร์ก โดยก่อนหน้าที่เขาจะถูกสั่งถอดผังได้มีการกดดันจากหน่วยงานรัฐบาลกลางภายใต้รัฐบาลทรัมป์
คิมเมลไม่ได้แสดงความไม่เคารพต่อเคิร์กหรือต่อเหตุการณ์สังหารที่เกิดขึ้นเลย สิ่งที่เขาพูดเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และขบวนการ MAGA ของทรัมป์ ที่ "เอาเป็นเอาตาย" เหลือเกินในการพยายามอ้างใช้การตายของเคิร์กเพื่อมา "สร้างคะแนนทางการเมือง" ให้ตัวเอง โดยที่หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ก็กดดันช่องโทรทัศน์ ABC จนทำให้คิมเมลถูกถอดผังรายการ [7]
เรื่องนี้นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนทำงานสื่อรายอื่นๆ เช่น สตีเฟน โคลเบิร์ต พิธีกรรายการ The Late Show ของช่อง CBS ผู้ที่เคยเผชิญเรื่องแบบเดียวกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อนจากการถูกสั่งพักรายการเพราะแรงกดดันจากทรัมป์ เขาพูดเปิดรายการเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ ผ่านมาว่า "พวกเราทุกคนคือ จิมมี คิมเมล" ซึ่งเป็นวลีที่สื่อถึงว่าทุกคนอาจจะมีโอกาสถูกข่มเหงแบบเดียวกับคิมเมลได้
โคลเบิร์ต ยังพูดต่อไปว่าสิ่งที่กระทำต่อคิมเมลนั้นนับเป็น "การเซนเซอร์อย่างเห็นได้ชัด" รวมถึงเตือนว่า "กับจอมเผด็จการเช่นนี้ คุณไม่สามารถขยับเขยื้อนอะไรได้เลย แล้วถ้าหาก ABC คิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ระบอบพึงพอใจได้ล่ะก็ พวกเขาก็ไร้เดียงสาอย่างสุดกู่"
เซธ เมเยอร์ จากรายการ Late Night with Seth Meyers ของช่อง NBC ถึงขั้นบอกว่าสหรัฐฯ "กำลังตกต่ำลงอย่างรวดเร็วไปสู่ระบอบเผด็จการกดขี่" และบอกว่ารัฐบาลทรัมป์ "กำลังจ้องปราบปรามเสรีภาพสื่อ" [7]
"ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ"
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่จะรู้สึกเห็นใจผู้ประสบความสูญเสียอย่างเคิร์กรวมถึงครอบครัวของเคิร์ก ไม่ว่าเคิร์กจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม แต่ก็มีข้อสังเกตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งการคุกคามคนที่เห็นต่างกับเคิร์ก หรือแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตของเขาแบบที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่ชอบใจ รวมถึงการอ้างใช้การเสียชีวิตของเขาเป็นเครื่องมือในการลิดรอนเสรีภาพ ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ยกย่องเคิร์กในเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ทั้งหมดนี้ มันได้สะท้อนให้เห็นถึง ความลำเอียง การเลือกปฏิบัติ และแม้กระทั่งความย้อนแย้งในตนเอง
ทำไมคนที่มีอภิสิทธิมากกว่าถึงสมควรได้รับความเห็นใจมากกว่า? ในขณะที่คนชายขอบถึงไม่เคยได้รับความเห็นใจแบบนี้บ้าง? ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงซึ่งเป็นผลพวงจากการโหมกระพือความเกลียดชังโดยสื่อฝ่ายขวาและพวกนักพูด "นักดีเบต" ฝ่ายขวา
คริสโตเฟอร์ โรดส์ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ระบุว่า การถกเถียงเรื่องการตายของเคิร์กทำให้เขาเริ่มเข้าใจวลีที่ว่า "ความเห็นใจแบบเลือกปฏิบัติ" มากขึ้น
โรดส์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ทรัมป์กล่าวอ้างถึง "ความรุนแรงจากฝ่ายซ้ายสุดโต่ง" หลังจากที่เกิดเหตุเกี่ยวกับเคิร์กนั้น เขาไม่ได้พูดถึงความรุนแรงจากพวกฝ่ายขวา MAGA เลย ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเกิดเหตุฝ่ายขวายิงนักการเมืองพรรดเดโมแครตสองรายจนเสียชีวิตในปีเดียวกันเมื่อหลายเดือนก่อน มีฝ่ายขวาที่วางเพลิงเผาบ้านของผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครตพร้อมครอบครัวที่อยู่ในบ้าน รวมถึงมีการให้อภัยโทษคนที่โจมตีตำรวจตอนที่ฝ่ายผู้สนับสนุนทรัมป์บุกก่อจลาจลรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่ง โรดส์บอกว่าเป็นความ "สองมาตรฐานอย่างเห็นแก่ตัว" [10]
เรียบเรียงจาก
[1] On Charlie Kirk and How the Media Helped Perpetuate a Trans Boogeyman
[2] Why understanding the Charlie Kirk shooting suspect may be harder than we thought
[3] Where Charlie Kirk Stood on Key Political Issues
[4] Stiehm: Charlie Kirk is no hero
[5] Journalist put on Charlie Kirk’s ‘hit list’ speaks out about vile abuse: ‘He normalised violence'
[6] Far-right groups dox online critics after Charlie Kirk’s death
[7] How Stephen Colbert and Other Late-Night Hosts Responded to Jimmy Kimmel’s Suspension
[8] What Jimmy Kimmel said about Charlie Kirk shooting that got his late-night show axed
[9] How Stephen Colbert and Other Late-Night Hosts Responded to Jimmy Kimmel’s Suspension
[10] Charlie Kirk and the danger of selective empathy
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Charlie_Kirk
