มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นักสิทธิมนุษยชน และเครือข่ายผู้ลี้ภัยของ “ดวง วาน ไถ” ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทย เตรียมยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ กรณีที่ไถบังคับสูญหายในไทยเมื่อปี 2566 และผลักดันกลับเวียดนาม จนเมื่อปี 2567 ศาลฮานอยตัดสินจำคุกไถเป็นเวลา 12 ปี ข้อหา "สร้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ" มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบหลักฐานที่น่าเชื่อว่าไถถูกลักพาตัวจากชาย 4 คน บริเวณถนนลำภู อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2566 กรณีถือเป็นการลักพาตัวที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของประเทศไทย และจนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนแต่อย่างใด
15 ต.ค. 2568 วันที่ 14 - 16 ต.ค. 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นักสิทธิมนุษยชน และเครือข่ายผู้ลี้ภัยของ “ดวง วาน ไถ” (Dương Văn Thái) ผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามในไทย จะเดินทางไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อยื่นเรื่องร้องเรียน ขอให้หน่วยงานรัฐไทยดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและสืบสวนสอบสวน กรณีที่ไถนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 ถูกบังคับให้สูญหายไป เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2566 ก่อนครอบครัวจะได้รับแจ้งจากทางการเวียดนามเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ว่าไถถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศเวียดนาม และถูกตั้งข้อหาว่า "สร้างโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 117 ของประเทศเวียดนาม
ต่อมาในเดือนตุลาคม 2567 ศาลฮานอยตัดสินจำคุกไถเป็นเวลา 12 ปี โดยการเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนในครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ประสานเข้าร่วมสังเกตการณ์

กรณีดังกล่าวเป็นที่น่าเชื่อว่ามีการอุ้มหายและผลักดันกลับไถ และอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดหลักการห้ามส่งกลับไปเผชิญอันตราย (Non-refoulement) อันเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และเป็นการบังคับให้บุคคลให้สูญหาย มาตรา 7 และการผลักดันบุคคลที่เชื่อว่าอาจตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกทรมานฯ มาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
สำหรับกำหนดการเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐต่างๆ มีดังนี้
วันที่ 14 ต.ค. 2568 นักสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายผู้ลี้ภัย พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจะเดินทางไปยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนบรมราชชนนี เพื่อเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อพนักงานอัยการ ตามมาตรา 29 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) เพื่อขอให้มีการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด
วันที่ 15 ต.ค. 2568 มีกำหนดการเดินทางไปยังรัฐสภา ในเวลา 11.30 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและโฆษก กมธ. การยุติธรรมฯ จะเป็นตัวแทนมารับหนังสือ และในช่วงบ่ายจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานให้ครอบครัวผู้เสียหายได้ทราบรายละเอียดของการกระทำความผิด
วันที่ 16 ต.ค. 2568 มีกำหนดการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยหรือรัฐเวียดนามต่อนายไถและ ค้นหาพยานหลักฐานทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มหายนายไถและการผลักดันกลับประเทศเวียดนามต่อไป
ดวง วาน ไถ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวเวียดนาม นักข่าวอิสระ นักเขียนบล็อก และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้มีบทบาทในการชุมนุมโดยสงบเกี่ยวกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในเวียดนาม เขามีความเกี่ยวข้องกับสมาคมผู้สื่อข่าวอิสระเวียดนาม (Independent Journalists Association of Viet Nam) และขบวนการภราดรภาพเพื่อประชาธิปไตย (Brotherhood for Democracy) ซึ่งทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของสื่อ โดยทั้งสององค์กรถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในเวียดนาม อีกทั้งนายไถยังมีบทบาทในการเปิดโปงกรณีการทุจริตและเผยแพร่รายงานวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ
จากการเคลื่อนไหวดังกล่าว นายไถเกรงว่าจะต้องเผชิญกับภัยประหัตประหารการจับกุม คุมขัง และการทรมาน จึงหลบหนีเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี 2561 ต่อมาปี 2563 เขาได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศไทยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และกำลังอยู่ในกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2566 มีพยานพบเห็น นายไถ ถูกบุคคลเพศชาย จำนวน 4 คน ควบคุมตัวไปในระหว่างที่ขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บริเวณถนนลำภู อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย โดยมีข้อมูลและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเป็นการลักพาตัว
กรณีดังกล่าวเป็นกรณีการลักพาตัวที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของประเทศไทย และจนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด