อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 “เบนจา อะปัญ” ระบุ การปราศรัยในม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง เมื่อปี 2564 ของเบนจาไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ เพียงแต่แสดงความคิดเห็นผิดหวังต่อการบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คดีนี้ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ จากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาเบนจา โดยเบนจายังเหลือคดี ม.112 อีก 6 คดีที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี
16 ต.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน วานนี้ 15 ต.ค. 2568 พนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ “เบนจา อะปัญ” ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และข้อหา “ยุยงปลุกปลั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ในม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง
สำหรับคำวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องใน ม.112 สรุปได้ว่า “คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”
ส่วนในข้อหา ม.116 เป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ทั้งนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในข้อหา ม.112 ทั้งหมด 8 คดี กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง เหลืออีก 6 คดี ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีหนึ่งสิ้นสุดแล้วเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อ
คดีนี้มีเหตุจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้า ได้จัดกิจกรรม “ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง” หรือ #ม็อบ3กันยา64 ที่แยกราชประสงค์ คู่ขนานไปพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร และยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1. ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่ง 2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
หลังการชุมนุมตำรวจ สน.ลุมพินี ได้ออกหมายเรียกดำเนินคดีผู้ปราศรัยและผู้ชุมนุมรวม 16 คน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 โดยเบนจาเข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2564
ต่อมาเกือบสองปี เบนจาและเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ ได้ถูกพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในข้อหาตามมาตรา 112 โดยพบว่าในส่วนนี้มี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มสมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา
เกียรติชัยรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 ส่วนเบนจาเดินทางเข้ามารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566
หนังสือแจ้งข้อกล่าวหาบรรยายพฤติการณ์โดยระบุข้อความถอดเทปคำปราศรัยของเบนจาโดยละเอียด รวม 2 หน้าครึ่งของกระดาษ A4 มีใจความสรุปกล่าวถึง ความหวังและความฝันของตนที่จะเห็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากการเป็นนายกฯ จากการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอยากเห็นประชาธิปไตยเบ่งบาน คนทุกคนเท่าเทียมกันและไม่มีใครเหนือกว่าใคร และกล่าวย้ำถึงอำนาจที่แท้จริงว่าเป็นของประชาชนทุกคน มิใช่ สส., สว., นายทุน, ขุนศึก หรือศักดินาแต่อย่างใด และกล่าวถึงความเกี่ยวโยงของนายทุน ขุนศึก และศักดินา ที่คอยค้ำจุนกันและกัน โดยมีข้อความบางตอนที่กล่าวถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ด้านเบนจาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้ส่งสำนวนคดีนี้ของเบนจาไปยังอัยการเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2567 ส่วนเกียรติชัยยังไม่ได้ส่งตัวเนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้
อัยการมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องคดี 112 ระบุเป็นการแสดงความคิดเห็นถึงที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่เพียงพอว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ
จนเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 พนักงานอัยการได้แจ้งว่ามีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี สำหรับหนังสือสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ลงวันที่ 5 ส.ค. 2568 ระบุใจความโดยสรุปว่า
ในคดีนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ยุยงปลุกปั่นฯ ตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3), ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 และ 216, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 385 (โดยหลายข้อหาไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อเบนจา)
ในชั้นตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหามาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 116 (1), (2) และ (3), มาตรา 215, มาตรา 216 และมาตรา 385 ไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เพื่อพิจารณา
ต่อมา อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 (1), (2) และ (3) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องในฐานความผิดตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3) คำสั่งไม่ฟ้องในฐานความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันเด็ดขาด สำหรับความผิดตามมาตรา 112 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง จึงต้องเสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด
จนอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112 ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มาตรา 215, มาตรา 216 และมาตรา 385 ที่เหลืออยู่นั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่พิจารณาดำเนินคดีของพนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปให้สำนักงานอัยการ ซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับคำวินิจฉัยที่พนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาในฐานความผิดตามมาตรา 112 นั้น เห็นว่า ข้อความที่ขึ้นปราศรัยเกือบทั้งหมดเป็นการปราศรัยถึงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย ซึ่งมีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี การไล่รัฐบาลเผด็จการ อยากมีรัฐบาลใหม่มาควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 ให้กลับมาอยู่ปกติ พลิกฟื้นฟูเศรษฐกิจ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปทุกสถาบัน คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และกล่าวถึงนายทุน ขุนศึก ศักดินา ที่ค้ำจุนรัฐบาล ซึ่งหมายถึงชนชั้นของข้าราชการ ระบบราชการ การบริหารและการปกครองของฝ่ายบริหารที่สนับสนุนการกระทำของรัฐบาล และเป็นการกล่าวถึงการเข้ามาทำงานของรัฐบาลในขณะนั้นว่าเป็นการเข้ามาโดยการรัฐประหาร การบริหารจัดการวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ มีคนติดเชื้อโควิด -19 จำนวนมาก
แม้ผู้ต้องหาจะกล่าวถึงกษัตริย์ในทำนองที่เข้าใจได้ว่า ทำไมปล่อยให้มีการรัฐประหารและการให้กำลังใจการทำงานของคณะรัฐมนตรีที่เข้ามาจากการรัฐประหาร แต่เป็นการมุ่งเน้นไปที่การเข้ามาและการทำงานของรัฐบาล ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ออกไปเท่านั้น คำปราศรัยเป็นการกล่าวในเชิงตั้งคำถาม และเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112
ส่วนความผิดตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3) พิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าไม่ถูกต้องอย่างไร การจัดชุมนุมอยู่ในสถานที่เดียวไม่ได้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่สงบ ไม่ปรากฏว่าการชุมนุมมีการข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลใด ย่อมเป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เป็นการแสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ต่อมาเมื่อมีการแสดงดนตรี และหลังจากนั้นก็เลิกการชุมนุมแยกย้ายกลับบ้าน การกระทำของผู้ต้องหาจึงยังไม่มีความผิดในข้อหานี้ พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องมาตรา 116
สำหรับคำวินิจฉัยดังกล่าวมี ยุวดี เยี่ยงยุกดิ์สากล อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เป็นผู้สรุปข้อเท็จจริงและคำสั่ง
ทั้งนี้จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เท่าที่ทราบข้อมูล คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ในยุคหลังปี 2563 ซึ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหา แล้วต่อมาสิ้นสุดลงโดยอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี แต่แนวโน้มส่วนใหญ่ อัยการยังมีคำสั่งฟ้องคดีเป็นหลัก
