Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สวท.ปัตตานี สัมภาษณ์ 'ฆอซาลี อาแว' นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ชี้ 'พื้นที่สาธารณะปลอดภัย' ต้องถูกกำหนดร่วมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมย้ำโต๊ะพูดคุยสันติภาพมีผลต่อการลดเหตุรุนแรงอย่างชัดเจน


ฆอซาลี อาแว นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ | ภาพจาก: สวท.ปัตตานี

สวท.ปัตตานี รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ดำเนินยาวนานกว่า 20 ปีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็น “พื้นที่สาธารณะปลอดภัย” กลับถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในห้วงที่เหตุการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มกลับมาถี่ขึ้น นักวิชาการและนักกิจกรรมในพื้นที่ต่างเห็นพ้องกันว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงการดำเนินกลไกการพูดคุยสันติภาพอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ฆอซาลี อาแว นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ผู้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่มามากกว่าสิบปี อธิบายว่า “พื้นที่สาธารณะปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่เป็นหลักการพื้นฐานที่ยึดโยงกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักศาสนา และข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เขาระบุว่า “พื้นที่ที่ไม่ควรถูกโจมตี” ครอบคลุมทุกศาสนสถาน โรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด รวมถึงพื้นที่ชุมชนอื่นๆ ที่มีประชาชนอยู่อาศัยหรือสัญจร นอกจากพื้นที่แล้ว ยังต้องกำหนด “ช่วงเวลา” ที่ต้องปลอดภัยด้วย เช่น เดือนรอมฏอน หรือวันสำคัญทางศาสนาในทุกศาสนิก ขณะเดียวกัน กลุ่มบุคคลเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ คนพิการ พระสงฆ์ อิหม่าม หรือบิหลั่น ต้องได้รับการปกป้องตามหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

กว่า 20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 ราย โดย 70% เป็น “กลุ่มเป้าหมายอ่อน” หรือพลเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการคุ้มครองประชาชนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน ฆอซาลีชี้ว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันจากกลุ่มภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่มพาว (PAOW) ที่นำโดยผู้หญิงในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เกิดกลไกคุ้มครองที่เป็นทางการและมีผลบังคับใช้จริง

เหตุรุนแรงสัมพันธ์กับการเปิด–ปิดโต๊ะพูดคุย

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของฆอซาลี คือความเชื่อมโยงระหว่างจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงกับการมีหรือไม่มี “คณะพูดคุยสันติสุข” ที่ทำงานอย่างเป็นทางการ เขาอ้างข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ โดยแบ่งตามช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา

ช่วงรัฐบาลนายกเศรษฐา (ก.ย.66 – ส.ค.67) ที่มีคณะพูดคุยสันติสุข เกิดเหตุ 571 ครั้ง เสียชีวิต 112 ราย

ช่วงรัฐบาลนายกแพทองธาร (ก.ย.67 – ส.ค.68) ที่การขับเคลื่อนโต๊ะพูดคุยยังไม่ชัดเจน เกิดเหตุเพิ่มเป็น 624 ครั้ง เสียชีวิต 123 ราย เพิ่มขึ้นราว 7–8%

ฆอซาลีชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “เมื่อมีการพูดคุย เหตุการณ์ลดลงอย่างมีนัยยะ” แต่เมื่อกลไกชะลอหรือไร้ความชัดเจน เหตุรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น เขาเน้นว่า “การไม่มีคณะพูดคุย” อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ช่วงปี 67–68 ร้อนแรงขึ้น

ผลกระทบของเหตุรุนแรงต่อพลเรือน

แม้รูปแบบการโจมตีในช่วงหลังจะมี “ความจำเพาะเป้าหมาย” มากขึ้น เช่น การโจมตีด่านหรือสถานีตำรวจ แต่การใช้ระเบิดหรืออาวุธร้ายแรงยังมีโอกาสกระทบประชาชนเสมอ ฆอซาลีอธิบายว่า การโจมตีลักษณะนี้สร้างผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อประชาชนในวงกว้าง และในบางกรณียังถูกมองว่า “ผิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” เพราะกระทบกลุ่มเปราะบางโดยตรง

เขายกตัวอย่างว่า หากเหตุโจมตีเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีชาวพุทธเป็นเป้าหมาย ผลกระทบทางสังคมมักขยายเป็นวงกว้าง โดยแม้ชาวมุสลิมจำนวนมากก็รู้สึกไม่เห็นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ความรู้สึกของประชาชนต่อสถานการณ์รวมถึงต่อฝ่ายที่ก่อเหตุเปลี่ยนไปอย่างมาก

ต้องกำหนดพื้นที่ปลอดภัยร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ฆอซาลีเสนอว่า หากต้องการสร้าง “พื้นที่สาธารณะปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ต้องเริ่มจากการกำหนดร่วมกันโดยคู่ขัดแย้ง ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง เพราะทั้งสองฝ่าย “ถืออาวุธ” และมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการปะทะ ประชาชนไม่ถืออาวุธจึงไม่สามารถกำหนดพื้นที่ปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง

เขาเน้นว่า กลไกที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วย ตัวแทนคู่ขัดแย้ง, ตัวแทนภาคประชาชน, หน่วยงานรัฐ, ผู้สังเกตการณ์ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับพื้นที่หรือระดับนานาชาติ และควรมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้จริง แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีระบบรองรับ หากเกิดการละเมิด ไม่มีองค์กรกลางที่สามารถรับเรื่อง ตรวจสอบ หรือแจ้งเตือนได้อย่างเป็นทางการ ต่างจากกรณีในมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีโครงสร้างร่วมระหว่างรัฐ–กลุ่มก่อความไม่สงบ และองค์กรนานาชาติ ทำงานจนเกิดข้อตกลงสันติภาพในปี 2014

ความหวังใหม่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน

ฆอซาลีกล่าวถึงความหวังต่อการจัดตั้ง “คณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่” หลังจากได้ฟังท่าทีของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นนี้ โดยมีกลไกจากพรรคภูมิใจไทยและผู้แทนในพื้นที่เป็นตัวเชื่อม

เขามองว่า หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้เป็น “วาระแห่งชาติ” และบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนที่ฟิลิปปินส์เคยทำ จะช่วยให้กระบวนการสันติภาพมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุดตามการเปลี่ยนรัฐบาล และทำให้การจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยเป็นไปได้จริงมากขึ้น

ท้ายที่สุด ฆอซาลีเสนอว่า การสร้างพื้นที่สาธารณะปลอดภัยควรเริ่มจาก “พื้นที่เล็กๆ” เช่น ตลาดชุมชน ก่อนขยายสู่ตำบล อำเภอ และทั้งจังหวัด แต่การขยายผลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี การยอมรับร่วมจากคู่ขัดแย้ง, กลไกตรวจสอบที่โปร่งใส, การมีส่วนร่วมของประชาชน และคณะพูดคุยสันติภาพที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง

เขาทิ้งท้ายว่า “อยากเห็นการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร และให้สาธารณชนรับรู้ร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และสร้างความหวังต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ได้จริง”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง