Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เผยสถิติเหยื่อไฟใต้ 8 ยุคนายกฯ แพทองธาร เป้าหมายอ่อนแอพุ่งสูง 2 เท่า พลเรือน เด็ก สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ ตายมากกว่าเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ‘มารค ตามไท’ นักวิชาการด้านสันติศึกษา ชี้อย่าท้อพูดคุย ไม่เริ่มเจรจา จะแก้ปัญหาได้ยังไง 'บาบอฮุสนี' สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เผยหลักการอิสลาม ฆ่าผู้บริสุทธิ์ใช่การจีฮัดหรือ ทั้งหลักการห้ามฆ่าพระสตรี เด็ก เด็ดขาด

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 Interfaith Buddy For Peace เครือข่ายเพื่อนรักต่างศาสนาเพื่อสันติภาพ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะออนไลน์ call to ACTION #อย่าล้ำเส้นมนุษยธรรม เพื่อนรัก ร่วมรณรงค์มนุษยธรรม ยุติความรุนแรง และสันติธรรมชายแดนใต้จากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเป้าหมายอ่อนแอหลายกรณีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เขาร่วมจากหลากหลายกลุ่มทั้งนักวิชาการ นักการเมืองภาคประชาสังคมและผู้นำศาสนาทั้งพุทธและมุสลิม

โดยนายฆอซาลี อาแว จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอข้อมูลสถิติเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา หรือตั้งแต่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงกลาเดือน ส.ค. 2567 จนถึงเดือน มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลจาก Deep South Watch พบว่า มีเหตุรุนแรงทั้งหมด 415 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 83 ราย ถือเป็นการสูญเสียที่สูงเฉลี่ยเดือนละ 10 ราย

“แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและกังวลมากที่สุดถ้าแยกแยะระหว่างกลุ่มเป้าหมายอ่อนหรือ Soft target ที่ทั้งเด็ก ผู้หญิง พลเรือน ผู้บริสุทธิ์ต่างๆ มีทั้งหมด 55 ราย และเป้าหมายแข็ง หรือ Hard target ที่เป็นผู้ถืออาวุธ มีจำนวน 28 ราย ถือว่าเป้าหมายอ่อนแอมีจำนวนสูงเป็นสองเท่าของเป้าหมายแข็ง”

โดยในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา (2 - 30 มี.ค.) มีจำนวนเหตุการณ์เยอะที่สุดถึง 71 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 14 ราย จากนั้นช่วงหลังรอมฎอนตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. ที่มีเหตุครูสอนศาสนา(อุสตาซ) ถูกยิงเสียชีวิต ตามด้วยเหตุระเบิดหลังสภ.โคกเคียน เหตุกราดยิงชาวบ้านที่ อ.แว้ง เหตุยิงสามเณรที่ อ.สะบ้าย้อย และล่าสุดเหตุยิงเสียชีวิตอีก 4 ราย ที่มีเด็ก ผู้พิการและผู้สูงอายุ

ประมวล 8 ข้อเสนอร่วมจากแถลงการณ์ หยุดโจมตีพลเรือน เร่งกระบวนการสันติภาพ

นายฆอซาลี กล่าวว่าจากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้มีองค์กรต่างๆร่วมกันออกแถลงการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยมีข้อเรียกร้องที่ประมวลได้ดังนี้

1. มุ่งเรียกร้องอย่าโจมตีหรือปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายอ่อนหรือพลเรือน

2. ขอให้ยึดหลักมนุษยธรรมตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ IHL (International Humanitarian Law)

3. เรียกร้องให้มีการติดตั้งกลไกแจ้งเตือนต่างๆ ที่อาจมีการก่อเหตุเพื่อให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยง ผลกระทบโดยประชาชนทำกันเองหรือให้หน่วยงานร่วมกันทำซึ่งเป็นเรื่องใหม่

4. อยากให้สร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนของตนเอง

5. ให้เร่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขเพราะเป็นช่วงสุญญากาศที่นานที่สุดถึง 8 เดือนโดยช่วงสุญญากาศครั้งแรกเกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 นานไม่เกิน 5 เดือน

6. อยากให้ฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบทั้งด้านจิตใจและทรัพย์สิน

7. อยากให้มีการแสวงหาทางออกด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

8. อยากให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารในมุมบวกอยากให้มีความอดทนอดกลั้นและประสานความร่วมมือระหว่างพี่น้องประชาชนกับประชาชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพื้นที่ทั้งหมดนี้อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติต่อไปด้วย

'มารค ตามไท' ชี้โต๊ะพูดคุยไปต่อไม่ได้ เพราะนิยามสันติภาพต่างกัน

รศ.ดร.มารค ตามไท นักวิชาการด้านสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า การตั้งคณะพูดคุยหรือไม่มีคณะพูดคุยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ฟันธงว่าเป็นเหตุและผลกัน แต่รู้ว่าเกิดพร้อมกันเพราะข้อมูลโชว์อย่างนั้น แต่ทั้งคู่อาจเป็นผลจากสาเหตุอื่นและสาเหตุนั้นทำให้การพูดคุยสันติภาพไม่ค่อยคืบหน้ามาตลอด

รศ.ดร.มารค กล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวคิดว่า ไม่ใช่การคุยกับคนผิดคนและไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลไม่มี Political will (เจตจำนงทางการเมือง) แต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้ และผมไม่มีข้อแนะนำว่าจะแก้ยังไง คือรัฐไทยมี Political will มากเกินที่จะสร้างสันติภาพในปัตตานี แต่คนละความหมายกับสันติภาพที่คนปาตานีต้องการ แต่ใช้คำเดียวกันคือดับไฟใต้หรือสร้างสันติภาพ

รศ.ดร.มารค เผยว่า ตนเริ่มรู้สึกอย่างนี้ตอนทำวิจัยเมื่อ 5 ปีก่อนที่นึกว่ายุทธศาสตร์ลดความรุนแรงทุกคนน่าจะชอบ แต่กลายเป็นว่าไม่ชอบไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่าจะลดความรุนแรงได้แต่ไม่ชอบเพราะไม่ใช่จะลดความรุนแรงอย่างเดียว

รศ.ดร.มารค อธิบายว่าจากการคุยกับหลายหน่วยงานด้านความมั่นคงทำให้ผมเห็นว่าการดับไฟใต้ของรัฐไทยไม่ได้หมายถึงแค่ยุติความรุนแรง แต่หมายถึงคนในพื้นที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเองเจือจางลง และให้เจือจางไปเรื่อยๆ ไม่ให้ภาคภูมิใจมากเกินไป ให้ภูมิใจในอัตลักษณ์เฉพาะเป็นเทศกาลได้ เหมือนวันตรุษจีน แต่อย่าให้ภาคภูมิใจเกินไปว่าตัวตนกำหนดอนาคตได้ โดยเฉพาะหลัก RSD (สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง)

“ถ้านั่นเป็นลักษณะการไฟใต้ดับใต้ในความหมายที่ไม่มีความรุนแรงผมเข้าใจว่า รัฐไทยจะถือว่าไม่ดับ เพราะนั้นไม่ใช่สันติภาพที่ต้องการ”

รศ.ดร.มารค กล่าวด้วยว่า จะบอกว่าบีอาร์เอ็นก็ได้หรือประชาชนในพื้นที่ส่วนมากเห็นว่าสันติภาพที่ต้องการคือไม่ได้ดับแต่ความรุนแรง แต่ดับความกดดันต่างๆ ปลดปล่อยให้มีเสรีภาพในการถกเถียงในเรื่องต่างๆ รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็ได้ คือมีเสรีภาพในทางการเมืองด้วย

JCPP เป็นทิศทางการพูดคุยที่ทำให้รัฐไทยอึดอัด

รศ.ดร.มารค กล่าวว่า ทั้ง 2 อย่างนี้มันขัดกัน แล้วผมเข้าใจว่าถ้าเมื่อไหร่การพูดคุยดูเหมือนมีน้ำหนักไปทางหนึ่งอีกกลุ่มหนึ่งจะถอยหรือถอนตัว ผมเข้าใจว่า JCPP คือทิศทางการพูดคุยที่ทำให้รัฐไทยอึดอัด เพราะดูเหมือนมันกำลังจะดับไฟใต้ในลักษณะที่ตัวเองไม่ได้เรียกว่าเป็นการดับ คืออาจจะลดความรุนแรงได้ แต่มันให้เสรีภาพประชาชนคิดในเรื่องต่างๆได้

รศ.ดร.มารค อธิบายว่ามันเป็นภาพในลักษณะที่อาจจะมีอนาคตอย่างมีตัวตนต่างหากนี่คือบ้านของฉัน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่คิดเหมือนกัน แต่ก็คุยกันได้ตรงนี้ทำให้อึดอัด รัฐไม่เอา คล้ายๆ กับที่บางคนบอกว่า มันไม่ไปไหน การพูดคุยนี่เป็นอันตราย

“ผมไม่ทราบว่า นี่คือเบื้องหลังของการไม่ตั้งคณะพูดคุยหรือเปล่าเพราะมาจากความกดดันที่ว่ามันกำลังจะไปสู่การดับไฟใต้ในแบบที่เราไม่ได้ดับ ส่วนอีกฝ่ายบอกว่านี่คือความฝันของเรา ดับไฟใต้ไม่ใช่แค่ไม่มีความรุนแรง” รศ.ดร.มารค กล่าว

รศ.ดร.มารค กล่าวด้วยว่า ยิ่งมีข้อเสนอออกกฎหมายก่อการร้ายมันตีกลับไปที่นักรบปลดแอกที่จะทำให้ความรู้สึกเป็นอาณานิคมหนักมากขึ้นในคนบางกลุ่ม และปัญหาจะไปกันใหญ่จะดึงกลับมาที่จุดกึ่งกลางยากขึ้น

รศ.ดร.มารค สรุปว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ตนไม่ได้บอกว่าเป็นปัญหาระหว่างคนพุทธมุสลิมแน่นอน และไม่ใช่ปัญหากองทัพกับบีอาร์เอ็นด้วย ผมว่ามันคือความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับปาตานี มันเป็นเรื่องลึกกว่าไม่ใช่ไฟใต้เฉพาะหน้า แต่เป็นไฟใต้ที่มานานแล้วแล้วตรงนี้ที่มันกำลังชักกะเย่อกันอยู่ถ้าไม่มีเวทีพูดคุยจะหาสาเหตุและแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างไร

รศ.ดร.มารค กล่าวว่า ทำไมตนคิดว่าควรรีบเข้าคณะพูดคุยในความเห็นของผมคือเวทีนี้จริงอยู่ว่ามันอาจช่วยลดความรุนแรงเฉพาะหน้า แต่ที่สำคัญคือเป็นเวทีที่จะเริ่มศึกษา พูดคุยกันถามกันว่าทำไมไม่สามารถวาดภาพสันติภาพปาตานีให้ตรงกันได้ มีอะไรลึกๆ ของแต่ละฝ่ายที่รับกันไม่ได้ก็คุยกัน นี่เป็นเวทีคุยที่ไม่ใช่เฉพาะบนโต๊ะ ช่วงพักผ่อนระหว่างโต๊ะก็คุยได้ลึกมาก ไม่ต้องออกมาบอกใครที่ไหน แต่มันสร้างความเข้าใจได้”

“ความหวังของผม คืออยู่บนพื้นฐานที่เราเข้าใจสาเหตุได้เราจะดับอะไรเราดับที่เหตุ มนุษย์มีความสามารถ ถ้าพยายามไม่ท้อที่จะหาสาเหตุร่วมกัน มันอาจเป็นวิธีดับไฟ แต่ถ้าไม่มีคณะพูดคุยมันก็หาสาเหตุกันไม่ได้ ต่างคนต่างคิดเอาเอง ความจริงไม่มี มีแต่ความเชื่อในพื้นที่แบบนี้ แล้วมันก็จะไม่คืบหน้า” รศ.ดร.มารค กล่าว

'บาบอฮุสนี' เผยหลักการอิสลาม ฆ่าผู้บริสุทธิ์ใช่การจีฮัดหรือ

ด้านบาบอฮุสนี บินหะยีคอเนาะ ผู้รูศาสนาอิสลามจากสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ได้แสดงความเห็นกรณีการสังหารกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอว่าไม่เป็นไปตามหลักการจีฮัด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา)ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

บาบอฮุสนี กล่าวว่าบทบัญญัติของอิสลามจะเริ่มต้นด้วยเรื่องความสะอาด การปฏิบัติศาสนกิจ การค้าขาย ฯลฯ ส่วนจีฮัดเป็นเรื่องสุดท้ายที่พูดถึงซึ่งจีฮัดมีเพื่อผดุงความเป็นธรรมเมื่อมีการอธรรมเกิดขึ้นก็จะเป็นภาระของมุสลิมที่ต้องนำบัญญัติการจัฮัดมาใช้

หลักการที่สอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรม

บาบอฮุสนี กล่าวต่อไปว่า จีฮัดเป็นบทบัญญัติที่เปิดเผยชัดเจนไม่สอนแบบกระซิบหรือสะกิดสอน มีตำราที่อธิบายถึงเงื่อนไขต่างๆ ว่าอันไหนทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งกฎหมาย IHL (กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ) นั่นคือหลักการจีฮัด (เพราะมีเนื้อหาสอดคล้องกัน) ศาสนาบอกว่าคุณจะต้องรบกับนักรบด้วยกันแต่ถ้านักรบเป็นสตรีซึ่งเคยเกิดขึ้นในสมัยศาสดายังอยู่ ท่านศาสดาบอกจับเป็น อย่าฆ่านาง

“ถ้าเรารู้ถึงหลักการจีฮัดในอิสลามคุณจะรู้ว่าจีฮัดเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มาก ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาเปรียบใคร แม้ทหารสตรีก็ห้ามฆ่า แล้วนับภาษาอะไรถ้าเป็นผู้หญิงชาวบ้านที่ตาบอดนี่ไม่ใช่จีฮัดเลย” บาบอฮุสนี กล่าว

ฆ่าพระ สตรี ฆ่าเด็ก ห้ามเด็ดขาด

“เพราะฉะนั้น ถ้ามีข้อมูลข้อเท็จจริงว่า มีการฆ่าพระ มีการฆ่าสตรีมีการฆ่าเด็ก เรามุสลิมที่รู้หลักการจีฮัดจะอึ้งเลยมันใช่ฝีมือของนักรบอิสลามจริงหรือ เราต้องมีคำถามนี้เพราะเรารู้ว่าอิสลามห้ามเด็ดขาดในสิ่งเหล่านี้”

“เราต้องขอบคุณจีฮัดด้วยซ้ำ เพราะหลักการจีฮัดจะประเมินว่าการทำงานของคนกลุ่มหนึ่งนั้นถูกต้องตามหลักการอิสลามหรือไม่ ถ้าทำถูกผลตอบแทนคือสวรรค์ การตอบแทนโลกนี้ไม่มี”

ปฏิบัติเกินขอบเขตเมื่อไหร่ เป็นผู้ก่อการร้ายทันที

“เราไม่ได้เข้าข้างใคร เราพูดถึงหลักการ และถึงเวลาที่เราจะเอาคำสอนเรื่องจีฮัดขึ้นบนโต๊ะ ให้มุสลิมเรียนรู้อย่างเป็นทางการว่าอันไหนคือการจีฮัดที่อิสลามอนุมัติและไม่อนุมัติ อันไหนคือการก่อการร้ายเพื่อป้องกันไม่ให้มุสลิมใช้หลักจีฮัดโดยควบคุมไม่ได้” บาบอฮุสนี กล่าว

บาบอฮุสนี กล่าวว่า ถ้าเป็นมุสลิมคนหนึ่งก่ออาชญากรรมต่อชีวิตต่อทรัพย์สินและเกียรติยศ นั่นหมายความว่ามุสลิมคนนั้นกำลังก่อการร้าย เช่นเดียวกัน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐถ้าประทุษร้ายต่อชีวิตทรัพย์สินและเกียรติศักดิ์ของประชาชน เจ้าหน้าที่นั้นคือผู้ก่อการร้าย

“เพราะฉะนั้นเราจะพูดว่าก่อการร้ายได้เมื่อปฏิบัติต่อคนที่ไม่ใช่คู่สงคราม ถ้าคุณปฏิบัติตนเกินขอบเขตเมื่อไหร่ คุณเป็นผู้ก่อการร้ายทันที” บาบอฮุสนี กล่าวทิ้งท้าย

ชมไลฟ์สดได้ทาง
https://web.facebook.com/IHRP.BfPeace/videos/1443985609920636

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง