กองทัพเรือแจงกรณีสื่อกัมพูชารายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชา ที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นั้นเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ย้ำการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชา ที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นั้น
กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่า เป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่า กำลังพลทุกนายของฝ่ายไทย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ
กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวง ที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น
ทางการกัมพูชาและองค์กรภาคประชาสังคมกำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ด้าน สื่อกัมพูชารายงานว่า ทางการกัมพูชาและองค์กรภาคประชาสังคมกำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน หลังมีข้อกล่าวหาว่าทหารไทยได้รุมโทรมแรงงานหญิงชาวกัมพูชาอายุ 18 ปี นักกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ต่างเรียกร้องความยุติธรรมและการรับผิดชอบ พวกเขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องแรงงานข้ามชาติกลุ่มเปราะบางจากความรุนแรง
ทางการกัมพูชากำลังสอบสวนข้อกล่าวหาอย่างแข็งขัน ข้อกล่าวหานี้ระบุว่าทหารไทยในเครื่องแบบสีดำได้ล่วงละเมิดทางเพศแรงงานหญิงรายนี้ เหตุเกิดขณะเธอพยายามเดินทางกลับบ้านผ่านช่องทางชายแดนในอำเภอกำเรียง (Kamrieng) จังหวัดพระตะบอง (Battambang) การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมคำให้การจากผู้รอดชีวิตและพยาน
กระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพ (Ministry of Labor and Vocational Training) รายงานเรื่องนี้ ระบุว่ากลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาที่ถูกโจมตีมี 13 คน โดยมีแรงงานหญิง 1 คน ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ กระทรวงฯ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้มีการทารุณกรรมทางร่างกายอย่างรุนแรง ทั้งการถูกซ้อม เตะ ตีด้วยพานท้ายปืน การข่มขู่ และการกรรโชกทรัพย์ และลงเอยด้วยการล่วงละเมิดทางเพศแรงงานหญิง 1 คน ผู้ก่อเหตุคือทหารไทยรวม 7 นาย
กระทรวงฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดการสอบสวนโดยทันที การสอบสวนต้องโปร่งใสและครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้เหยื่อได้รับความยุติธรรม และเพื่อปกป้องแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาทุกคนในไทยจากอันตรายต่อไป
ทางการกัมพูชากำลังประสานงานกับกระทรวงและสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดหาความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และให้การสนับสนุนทางการแพทย์และจิตใจ ผ่านศูนย์ทรัพยากรสำหรับแรงงานข้ามชาติ กระทรวงฯ ยังได้เรียกร้องไปยังองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ องค์กรที่ถูกเรียกร้องมีทั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization - ILO) องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration - IOM) องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the UN High Commissioner for Human Rights - OHCHR) เพื่อขอให้องค์กรเหล่านี้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้การสนับสนุน
นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้แรงงานข้ามชาติในไทยเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ
ในแถลงการณ์อีกฉบับ แก้ว เรมี (Keo Remy) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee - CHRC) ได้ประณามการโจมตีนี้อย่างรุนแรง เขาระบุว่าความรุนแรงทางเพศเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นอาชญากรรมอุกฉกรรจ์ที่ต้องไม่ลอยนวล เรมี กล่าวว่า CHRC เรียกร้องอย่างเร่งด่วนให้ทางการไทยนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องมั่นใจว่าเหยื่อจะได้รับความยุติธรรมและการเยียวยาที่เหมาะสม
เขายังเรียกร้องให้ประชาคมโลกเรียกร้องความรับผิดชอบจากประเทศไทย พร้อมเตือนรัฐบาลไทยถึงพันธกรณีภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรมี ตั้งข้อสังเกตว่าแรงงานกัมพูชาในไทยยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการข่มขู่และการละเมิด เขายังเตือนว่าการล่าช้าในการดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ จะทำลายชื่อเสียงของไทยในเวทีโลก และจะเป็นสัญญาณว่าผู้ก่อเหตุได้รับการคุ้มครองจากการรับผิดชอบ
การเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากการออกแถลงการณ์ร่วม แถลงการณ์ดังกล่าวมาจากองค์กรภาคประชาสังคม สหภาพแรงงาน และสมาคมกว่า 200 แห่ง ซึ่งได้ประณามการล่วงละเมิดทางเพศครั้งนี้ กลุ่มเหล่านี้เรียกร้องให้หน่วยงานระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเปิดการสอบสวนที่เป็นอิสระ เพื่อเปิดเผยความจริงและสร้างความยุติธรรม แถลงการณ์นี้เน้นย้ำความกังวลเรื่องการลอยนวลพ้นผิด และเรื่องการละเลยสิทธิสตรีจากกลุ่มทหารชุดดำ กลุ่มองค์กรระบุว่า การกระทำเช่นนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความปลอดภัยและสิทธิของแรงงานหญิงชาวกัมพูชา รวมถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เปราะบางอื่นๆ ด้วย
ทบ.โต้กัมพูชา ปมศพทหารชายแดน-เชลยศึก ย้ำไทยปฏิบัติตามหลักสากล แต่กัมพูชายังบิดเบือนข้อมูล
18 พฤศจิกายน 2568 NBT Connext รายงานว่า ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงประเด็นบิดเบือนจากสื่อของกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อกองทัพบก ดังนี้
1. กรณีศพทหารบริเวณชายแดน : โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ศพทหารที่ตกค้างในบริเวณพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นศพของทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตในห้วงการปะทะกัน เมื่อ ก.ค.68 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ปล่อยทิ้งไว้ในพื้นที่การรบ จนเกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นกระทบต่อชุมชนของทั้งสองฝั่ง โดยฝ่ายทหารไทยได้พยายามท้วงติงเพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชามาจัดเก็บ เพื่อนำศพไปดำเนินการตามประเพณีให้เหมาะสม
แต่กัมพูชากลับไม่ดำเนินการ และเป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้นำอาวุโสของประเทศกลับเมินเฉยต่อศพดังกล่าว ไม่เคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นทหารที่เสียสละเพื่อประเทศตน แต่กลับสนใจและมุ่งหวังเพียงแต่สร้างข่าวหรือข้อมูลบิดเบือนนำเสนอต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีหลักฐานและภาพปรากฏในพื้นที่จริงให้ได้พิสูจน์ทราบโดยชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนกำลังทหารไทยที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะช่วง ก.ค.68 นั้น รวมทั้งสิ้น 16 นาย ซึ่งกองทัพบกไทยได้ตระหนักและระลึกถึงวีรกรรมของกำลังพลผู้กล้า ดำเนินการส่งกลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ พร้อมจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ และดูแลครอบครัวผู้เสียสละตามระเบียบของทางราชการอย่างเหมาะสม ซึ่งไม่ได้ถูกละเลยการเหลียวแลอย่างที่ประธานวุฒิสภากัมพูชาอ้างถึง
2. กรณีเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย : ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยควบคุมทหารกัมพูชาที่ยอมจำนนทั้งหมด 20 นาย และได้ส่งกลับ 2 นาย ที่มีอาการบาดเจ็บและมีอาการทางจิตเวช ปัจจุบันคงเหลือ 18 นาย ซึ่งไทยได้ดูแลตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม ภายใต้การสังเกตการณ์ของ ICRC อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กัมพูชาทราบดีว่าการปล่อยเชลยศึกนั้น จะกระทำได้เมื่อสถานการณ์ความเป็นปรปักษ์สิ้นสุดลง แต่ขณะนี้พบว่ากัมพูชายังคงสร้างสถานการณ์ ลักลอบวางทุ่นระเบิด และเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง และกรณีเชลยศึกที่ถูกปล่อยตัวไป แต่ภายหลังกลับถูกนำไปยกย่องในสื่อว่า ได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดนอีกครั้งนั้น
โฆษกกองทัพบกระบุว่า ทหารรายดังกล่าวมีอาการทางจิตเวชจากความเครียดระหว่างการสู้รบ ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้ป่วย ฝ่ายไทยจึงส่งกลับเพื่อให้ไปเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา แต่กัมพูชาในฐานะรัฐต้นสังกัด กลับนำบุคคลดังกล่าวกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การสู้รบ โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ และละเมิดหลักมนุษยธรรมสากล จึงขอเรียกร้องให้องค์กรมนุษยธรรมในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันพิจารณาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อเรื่องนี้
3. ข้อกล่าวหาใหม่ต่อทหารพรานไทย : กรณีสื่อกัมพูชาอ้างว่า “ทหารพรานไทยทำร้ายและข่มขืนหญิงชาวกัมพูชาในพื้นที่สวายเจก“ นั้น กองทัพบกได้ประสานข้อมูลกับกองทัพเรือ และหน่วยงานในพื้นที่แล้ว พบว่าไม่เป็นความจริง โดยเป็นการสร้างข่าวเท็จบิดเบือน เพื่อต้องการจะใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไม่ดี เพื่อหวังจะทำลายภาพลักษณ์ของไทย โดยขอย้ำว่าการปฏิบัติของฝ่ายไทย จะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลอย่างเคร่งครัด
โฆษกกองทัพบก กล่าวต่อว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชา มักจะใช้วิธีการที่สกปรก ด้วยการสร้างเรื่องเท็จลวงโลก ตนเชื่อว่าคงมีเฉพาะคนในประเทศกัมพูชาเท่านั้นที่อาจจะเชื่อ เพราะในประเทศกัมพูชาเหมือนถูกบังคับให้เข้าถึงเนื้อหาข่าวสารต่างๆ ได้ในลักษณะแบบทางเดียวเป็นหลัก จากฝั่งผู้มีอำนาจ และเชื่อว่าในสังคมโลกคงใช้วิจารณญาณอย่างเพียงพอ คงมองออกในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อข่าวสารเท็จตามที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้พยายามยัดเยียดให้ไทยแต่อย่างใด”
