Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทอม ไรท์ (Tom Wright) ผู้ก่อตั้งสื่ออิสระ Project Brazen และนักข่าวสืบสวนชื่อดัง เปิดประเด็นร้อนบนเวทีเสวนาของ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พูดถึงการตีแผ่ผ่านบล็อกที่ชื่อ "Whale Hunting" เกี่ยวกับเครือข่ายธุรกิจของ "เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์" (Benjamin Mauerberger) หรือ “เบน สมิธ” ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในกัมพูชา การเมืองไทย ตลาดทุนไทย และตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ยิ่งไปกว่านั้น ยังเปิดเผยหลักฐานที่เคยเป็นข่าวในไทยก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องการขอสัญชาติไทย และข้อตกลงด้านเทคโนโลยีกับหน่วยงานรัฐในไทย

ทั้งนี้ ชื่อของ เบน สมิธ  และยิม เลียก ผู้บริหาร BIC Group ปรากฏเป็น 2 ใน 43 รายชื่อแบล็กลิสต์ ตามร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ ชรีฟ เจฟเฟอร์สัน สส.รีพลับลิกันเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐ เพื่อตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกัน จากนั้นชื่อนี้ยังปรากฏในการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม สส.จากพรรคประชาชน ระหว่างการแถลงนโยบายของอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา 

‘พาสปอร์ตผี’ ขบวนการปลอมเลข 13 หลัก 

ทอม ไรท์ เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข่าวไม่นานมานี้ว่า เบนจามินได้ใช้หนังสือเดินทางไทยเดินทางเข้าประเทศเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน ซึ่งข้อมูลนี้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าได้ปฏิเสธคำขอสัญชาติไทยของเบนจามินไปแล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เบนจามินได้หนังสือเดินทางดังกล่าวมาด้วยวิธีการใด

อย่างไรก็ดี ขบวนการปลอมแปลงหนังสือเดินทางนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในไทย และมักมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิด โดยจะลักลอบ "เพิ่มชื่อ" บุคคลต่างด้าวเข้าไปในทะเบียนบ้านเพื่อให้ระบบสร้างเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักขึ้นมา จากนั้นบุคคลดังกล่าวจะนำเลขนี้ไปทำหนังสือเดินทางจนได้ "เล่มจริง" ที่มีชิปถูกต้อง เมื่อได้เล่มแล้ว เจ้าหน้าที่จะ "ลบชื่อ" ออกจากระบบทันทีเพื่อทำลายหลักฐาน ทำให้การตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก

คดีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น ตำรวจเคยบุกจับกุมปลัดอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่และกาญจนบุรี ที่ลักลอบขายบัตรประชาชนให้กลุ่มคนต่างด้าวด้วยวิธีการเพิ่มชื่อในระบบแลกกับเงินสินบนหลักแสนบาท นอกจากนี้ยังมีคดีของ ‘เสี่ยว เสี่ยวปอ’ นายทุนจีนเทาที่ถูกดีเอสไอจับกุมหลังพบว่าสวมบัตรประชาชนคนไทยเพื่อทำธุรกิจและซื้อที่ดิน โดยใช้วิธีจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านร้าง 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่านายเบนจามินใช้วิธีการนี้จริงหรือไม่ แต่ข้อมูลเรื่องหนังสือเดินทางถือเป็นความผิดปกติที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งตรวจสอบและชี้แจงต่อสาธารณะ

MOU ดีอีลงนาม เสี่ยงทุนเทาร่วมกำกับนโยบายประเทศ

ทอม ไรท์ กล่าวถึงประเด็นที่น่ากังวลหลังพบข้อมูลว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกองทุน "Prime Opportunity Fund VCC" จากสิงคโปร์ในปี 2567 ซึ่งเบื้องหน้าดูเหมือนเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกลไกที่อาจสร้างช่องทางให้เครือข่ายทุนสีเทาแทรกซึมเข้าถึงนโยบายรัฐได้

กองทุน Prime Opportunity Fund VCC ใช้โครงสร้างกฎหมายสิงคโปร์ที่ "ปกปิดรายชื่อผู้ถือหุ้น" ทำให้ไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของทุนตัวจริง เขาพบหลักฐานที่ชี้ว่าเครือข่ายของ เบนจามิน อยู่เบื้องหลังกองทุนนี้ โดย MOU ฉบับนี้ปูทางให้จัดตั้งโครงการ Thailand International Digital Business & Finance Centre หรือ TIDC ที่ให้สิทธิ์เอกชนจัดตั้งพื้นที่ทดลอง หรือ แซนด์บอกซ์ เพื่อทดสอบนวัตกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเอกชนมีสิทธิ์เข้าไปร่วมร่างกฎระเบียบ ซึ่งเปรียบเหมือนการให้ผู้เล่นลงมาเขียนกติกาเอง

โครงการยังมอบสิทธิ์ให้เอกชนนำบุคลากรต่างชาติ (Expat) เข้ามาทำงานในไทยได้ถึง 500 อัตรา โดยจะได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งอาจเป็น "ใบเบิกทาง" ให้เครือข่ายธุรกิจสีเทาขนทีมงานเข้ามาฟอกตัวและตั้งฐานที่มั่นในไทย หากรัฐบาลไม่เร่งตรวจสอบ MOU นี้และวางกลไกให้รัดกุม ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ร้ายแรงที่เปิดทางให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งรกรากในไทยได้อย่างถาวร

หลังจากที่ ทอม ไรท์ เปิดเผยข้อมูลออกไป ล่าสุดรัฐบาลมีคำสั่งเร่งด่วนให้กระทรวงดีอีตรวจสอบข้อเท็จจริง ของ MOU ฉบับนี้ โดยขีดเส้นตายให้ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของกองทุน Prime Opportunity Fund VCC เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าใครคือผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจสีเทาของเบนจามินตามข้อกล่าวหาหรือไม่

รัฐบาลยืนยันว่า หากพบความไม่โปร่งใสหรือการแอบแฝงของกลุ่มทุนผิดกฎหมาย จะยกเลิก MOU และเพิกถอนโครงการ TIDC รวมถึงสิทธิ์นำเข้าบุคลากรต่างชาติทันที เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ย้อนมหากาพย์ทุนต้องสงสัยข้ามชาติ 

เรื่องราวการเปิดโปงเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติ เริ่มต้นจากนักข่าวชื่อดังได้แกะรอย เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์  นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ผู้ซึ่งถือสัญชาติกัมพูชา และทำหน้าที่เป็นตัวกลางจัดหาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้กับนักการเมืองระดับผู้นำ 

รายงานระบุว่า เบนจามินทำธุรกรรมซื้อขายเครื่องบินหรูให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของไทย และมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ยิม เลียก ประธานกลุ่มธุรกิจ B.I.C. Group ลูกชายรองนายกฯ กัมพูชา ถือเป็นเครือข่ายชนชั้นนำที่ใกล้ชิดตระกูลฮุน เซน ข้อมูลจากธุรกรรมต่างๆ กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้นักข่าวเริ่มขุดคุ้ยถึงแหล่งที่มาของเงินทุน จนนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่มีโครงสร้างโยงใยไปถึงกลุ่มธุรกิจสีเทา แรงสั่นสะเทือนจากการเปิดโปงยังขยายไปถึงผู้นำในระดับรัฐมนตรี จน วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตัดสินใจลาออกหลังรับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน โดยปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆ กับ B.I.C.Group แต่ลาออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและปกป้องภาพลักษณ์ของรัฐบาลปัจจุบัน 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจาก บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ตกเป็นข่าวกรณีมีข้อสงสัยว่ากลุ่มทุนนี้อาจเข้ามามีส่วนพัวพันจนทำให้ผู้บริหารของทางบริษัทต้องออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้รายงานข่าวยังระบุถึงประเด็นที่เครือข่ายทุนน่าสงสัยได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สามารถครอบงำกิจการและใช้บริษัทเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองและกำลังรอการชี้แจง 

เส้นทางเงินเทาจาก ‘ลองเบย์’ สู่ทุนไทย

ทอม ไรท์ ระบุเบาะแสสำคัญว่า ต้นตอของเงินทุนสีเทานั้นมาจากธุรกิจในโครงการ "ลองเบย์" (Long Bay) หรือคนไทยรู้จักในชื่อดาราสาคร บนพื้นที่สัมปทานของรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งกบดานขนาดใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ข้อมูลยังชี้ว่า เบนจามินมีบทบาทอยู่เบื้องหลังการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ "บีไอซี แบงก์" (B.I.C. Bank) โดยใช้สถาบันการเงินแห่งนี้เป็นช่องทางปล่อยเงินกู้และฟอกเงินให้ธุรกิจผิดกฎหมาย 

เครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ใช้วิธีการฟอกเงินที่แยบยล เริ่มจากการขนเงินสดข้ามพรมแดนหรือโอนผ่านธนาคารตัวแทน แล้วนำไปพักไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ผ่านบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments หรือ CAI (ซึ่งมีแคทลียา บีเวอร์ ภรรยาของเมาเออร์เบอร์เกอร์ เป็นผู้จัดการกองทุน) ก่อนจะส่งเงินกลับเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบของเงินลงทุนต่างชาติเพื่อกว้านซื้อสินทรัพย์ ทั้งหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์หรู นอกจากนี้กลุ่มทุนลึกลับนี้ยังกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในเหมืองขุดบิตคอยน์ที่ประเทศลาว เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มาของเงินได้ลำบากยิ่งขึ้น

รายงานสืบสวนของ ทอม ไรท์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มทุนข้ามชาติ ได้แก่ CAI, ชาร์เตอร์ด กรุ๊ป (Chartered Group), เอเพ็กซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ (Apex Equity Venture) และ อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด (Alpha Chartered) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่เพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยบริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายและมีกระแสเงินสดหมุนเวียนมากผิดปกติ ซึ่งต่อมาได้กว้านซื้อหุ้นของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จนส่งผลให้ อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอเนอร์จี ก้าวขึ้นมามีสัดส่วนการถือหุ้นในบางจากสูงถึง 20%

เส้นทางการเงินและโครงสร้างการถือหุ้นของเครือข่ายนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงินทุนที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนในกัมพูชา และอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชนในหลายประเทศ แล้วนำมาแปรสภาพให้เป็นสินทรัพย์ถูกกฎหมายในตลาดหุ้นไทย

หากข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นจริง ประเทศไทยจะถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานปฏิบัติการฟอกเงินข้ามชาติได้ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงควรทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ก.ล.ต. ที่ควรตรวจสอบความผิดปกติของที่มาเจ้าของหุ้นตัวจริง 20% ตรวจสอบบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องว่าเป็นนักลงทุนสถาบันตัวจริงหรือไม่ กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องทบทวนและชี้แจงถึงข้อตกลง MOU พร้อมออกแบบกลไกกำกับดูแลใหม่ ป.ป.ง. และดีเอสไอควรเดินหน้าเปิดคดีพิเศษเกี่ยวกับแหล่งเงินผิดปกติและเส้นทางฟอกเงินข้ามชาติ กระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบว่าเบนจามิน เข้าประเทศไทยด้วยสถานะใด ขณะที่ภาคเอกชนที่ถูกพาดพิง ควรร่วมปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยด้วยการให้ข้อมูลเชิงรุกและแสดงความโปร่งใสต่อสาธารณะ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง