Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คดี ม.112 ‘อุดม’ จำคุก 10 ปี ศาลตีความรวม ร.9 

28 พ.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนโพสต์แจ้งข่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ทนายความได้รับแจ้งว่า “อุดม” อดีตคนงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจังหวัดปราจีนบุรีวัย 37 ปี และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกนำตัวไปที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกา โดยไม่มีทนายความหรือญาติเดินทางไปด้วย ก่อนทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้วนั้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุต่อไปว่า จากการติดตามคำพิพากษาต่อมา พบว่าศาลฎีกาได้แก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จากลงโทษจำคุก 4 ปี เป็นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความผิดในอีกสามโพสต์ข้อความที่ถูกกล่าวหาตามที่อัยการยื่นฎีกามา แม้ก่อนหน้านั้นในสามข้อความดังกล่าว ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม โดยตีความมาตรา 112 ให้คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

โฆษณา - Advertising

ศาลฎีกาตีความ ม.112 คุ้มครองอดีตกษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลที่ 9 แก้ให้ลงโทษอีก 3 กระทง

สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา ลงวันที่ 11 ก.ย. 2568 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุโดยสรุปว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อความและภาพในเอกสารแนบท้ายหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ

ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับโพสต์ข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แยกต่างหากจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองและป้องปรามมิให้มีการละเมิดต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงขององค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ให้ความสำคัญ และมีบทบัญญติให้คุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน

การตีความเพื่อบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่นอกจากจะปกป้องคุ้มครองพระเกียรติยศและชื่อเสียงองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ยังมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และป้องปรามมิให้มีการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติด้วย

ประกอบกับมาตรา 112 มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งคงครองราชย์อยู่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้นแม้การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะได้กระทำต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายอดีตพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชกาลที่ 9 ย่อมมีผลกระทบต่อพระเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่โดยตรง

โฆษณา - Advertising

อีกทั้งหากตีความว่าบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังคงครองราชย์อยู่เท่านั้น ก็จะเป็นการชี้ช่องให้เกิดการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท อันเป็นผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้อย่างไม่มีสิ้นสุด และแม้ว่ารัชกาลที่ 9 จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ประชาชนชาวไทยตลอดจนชาวต่างชาติ ยังคงเคารพรักเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรในด้านต่าง ๆ ทั้งในบทบาทหน้าที่ของพระประมุขตามรัฐธรรมนูญ และบทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์นักพัฒนาจนพระเกียรติคุณเห็นได้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจและความรู้สึกของประชาชนที่ยังจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่าน จนอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้

จากนั้น ศาลฏีกาได้พิจารณาข้อความตามที่โจทก์ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาทีละข้อความ โดยข้อความเกี่ยวกับการสอนให้อยู่อย่างพอเพียง แม้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลใด แต่มีพยานโจทก์ตีความว่าสื่อความหมายถึงรัชกาลที่ 9 ศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นข้อความที่เปรียบเทียบประชดประชัน เป็นการดูหมิ่น ด่าทอ สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

ส่วนข้อความที่มีการเปรียบเทียบเรื่อง 4,000 โครงการ กับกรณีดาราที่นำแผงโซลาร์เซลล์นำไฟฟ้าไปติดตั้งให้ประชาชน แม้มิได้มีการระบุชื่อบุคคลหรือโครงการใด ๆ  แต่ศาลรับฟังพยานโจทก์ว่าตีความได้ว่าสื่อถึงโครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ข้อความเป็นไปในเชิงด้อยค่าประชดประชัน จึงเห็นว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทรัชกาลที่ 9 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

และข้อความที่เป็นการแชร์โพสต์จากเพจ “KTUK-คนไทยยูเค” เกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพพระราชทาน ซึ่งปรากฏภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 ศาลเห็นข้อความประชดประชัน ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นแล้ว จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112

โฆษณา - Advertising

ส่วนข้อความที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และเกี่ยวกับการประหารชีวิตสามจำเลยในคดีถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 รวมสองข้อความ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อความมีลักษณะเป็นการเหน็บแหนมประชดประชัน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการประชดประชันผู้ใด กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ในส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อความ 2 กระทงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษนั้น ศาลฎีกาพิจารณา ข้อความที่มีภาพเปรียบเทียบรัชกาลที่ 10 กับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เห็นว่าเป็นการเหน็บแหนม ด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี อันเป็นการหมิ่นประมาทแล้ว ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112

ส่วนข้อความที่มีการแชร์โพสต์ข่าวเรื่องการโปรดเกล้าพระราชทานยศทหาร “พลตรีหญิงสุทัตตาภักดิ์ บริรักษ์” โดยมีพระกษัตริย์เป็นผู้ลงปรมาภิไธย ศาลเห็นว่าข้อความที่คอมเมนต์จากการแชร์ข่าว เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ เป็นการหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สาม ครบองค์ประกอบตามมาตรา 112 แล้ว จึงยกฎีกาของจำเลยทั้งสองกระทง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ตามฟ้องในอีก 3 กระทง ด้วย ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว คงจำคุก 10 ปี

โฆษณา - Advertising

องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ สัมพันธ์ บุนนาค, จักรี พงษธา, สุทธิ จันทรสุทธิ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising