Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์นักโทษการเมืองยุค 6 ตุลาฯ, คสช และม็อบราษฎร 63 สะท้อนความต่างบริบทการเมืองและมรดกคณะรัฐประหารยุค 'สงัด' ที่ส่งผลต่อม.112 ที่ทำให้ทั้งโทษสูงขึ้นและแก้ไม่ได้ 'ธงชัย' ชี้ปัญหาที่กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ที่ส่งทอดมาร้อยกว่าปีและเป็นกฎหมายความมั่นคงในปัจจุบันกลายเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ที่ลดทอนความสำคัญของรัฐธรรมนูญจากสภา

เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.2569) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” กิจกรรมเปิดแคมเปญยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นคำสั่งที่เข้าไปแก้กฎหมายหลายฉบับของไทย และหนึ่งในนั้นคือการเพิ่มโทษจำคุกของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ให้มีโทษสูงสุด 7 ปี โดยไม่มีกำหนดโทษขั้นต่ำมาเป็นมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี และสูงสุด 15 ปี

บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw อธิบายถึงสถานะทางกฎหมายของประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหาร โดยเธอย้อนไปว่าคณะรัฐประหารแต่ละชุดจะมีการออกประกาศคำสั่งมาและแต่ละชุดก็จะมีการตั้งชื่อที่ไม่เหมือนกัน อธิบายเรื่องการออกประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ออกมาในทุกเรื่องมาใช้เป็นกฎหมาย

ไทยรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้งโดย 4 ครั้งแรก คณะรัฐประหารยังไม่ได้ออกประกาศคำสั่งอะไรมา จนกระทั่งมีการรัฐประหารพ.ศ. 2490 ที่เมื่อรัฐประหารแล้วยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาและบังคับใช้ในช่วงรัชกาลที่ 8 และเมื่อรัชกาลที่ 8 สวรรคต และการรัฐประหารเมื่อปี 2490 จึงถือเป็นจุดที่ทำให้เห็นลักษณะการฉีกรัฐธรรมนูญถาวรทิ้งและประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวหลังการรัฐประหารเป็นครั้งแรกแต่ตอนนั้นคณะรัฐประหารก็ยังไม่ได้ออกประกาศหรือคำสั่งอะไรตามมายังคงใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่

จนกระทั่งการรัฐประหารครั้งที่ 5 ที่จอมพล ป.พิบูลสงครามรัฐประหารยึดอำนาจตัวเองในปี 2494 ที่มีการออกประกาศคณะรัฐประหารมา 7 ฉบับ ที่ออกมาข้อห้ามต่างๆ มาเพื่อห้ามประชาชนทำอะไรไม่ได้บ้างแต่จำนวนยังน้อยอยู่ยังไม่มีความชัดเจนนัก จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารในปี 2500 ที่ออกประกาศคำสั่งต่างๆ ออกมาใช้อำนาจเต็มที่รวมทั้งหมด 58 ฉบับและมีบางฉบับที่เข้าไปแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไปด้วย

บุณยนุชกล่าวถึงสถานะทางกฎหมายของประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารเล่านี้ที่ผ่านมา สามารถมีสถานะเป็นกฎหมายได้เนื่องจากในเวลานั้นเคยมีคนยื่นขอให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัย ต่อมาศาลฎีกาก็ออกคำวินิจฉัยมาให้การรับรองและให้ความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารโดยมีคำพิพากษา 2 ฉบับฉบับที่ 46 ในปี 2496 ที่บอกว่าคณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จแล้วในการบริหารประเทศจึงมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายตามระบบการปฏิวัติ ซึ่งหมายความว่าคนเพียงไม่กี่คนในคณะรัฐประหารมีอำนาจในการออกกฎหมายได้เท่ากับสภาผู้แทนราษฎร

ต่อมายังมีคำพิพากษาฉบับที่ 2 หัวหน้าคณะปฏิวัติมีอำนาจปกครองประกาศคำสั่งที่ออกมาบังคับใช้ย่อมเป็นกฎหมายหลังจากมีคำพิพากษานี้ จากเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้เริ่มเห็นรูปแบบการออกประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติ และเห็นได้จากยุคจอมพลถนอม กิตติขจรที่ออกประกาศและคำสั่งจำนวนมากถึง 364 ฉบับ และยังมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวร่วมด้วย รวมถึงตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นมาพิจารณาออกกฎหมายตามมาอีก

เมื่อเกิดการรัฐประหาร 6 ต.ค.2519 คณะรัฐประหารในเวลานั้นออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมาทั้งหมด 47 ฉบับ และฉบับที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์เพื่อยกเลิกครั้งนี้คือประกาศฉบับที่ 41 ที่ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ. 2499 จำนวน 12 มาตรารวมถึงการแก้ไขบทลงโทษของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย อย่างไรก็ตามเหลือแต่เพียงมาตรา 112 เท่านั้นที่อัตราโทษคงเดิมมาตลอด 50 ปีตั้งแต่การแก้ไขครั้งนั้นเนื่องจากมาตราอื่นๆ เคยมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมาแก้ไขไปบ้างแล้ว 

บุณยนุชกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง เพราะตามกระบวนการจำเป็นจะต้องออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมายกเลิก และการเข้าชื่อเพื่อยกเลิกประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารนี้สุดท้ายแล้วก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ที่ผ่านมาสภายังเคยออกกฎหมายมายกเลิกคำสั่งประกาศของคณะรัฐประหารอย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาก่อนแล้ว 

คดีในศาลทหารยุค คสช.

สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยคดีมาตรา 112 ในศาลทหารเชียงรายและเคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำเชียงรายระหว่างต่อสู้คดี เล่าประสบการณ์ตอนที่เคยโดนดำเนินคดีในช่วงรัฐบาลทหาร คสช. ว่า ตอนนั้นทหารเข้ามาที่บ้านหลังจากเขาออกไปต่อต้านการรัฐประหาร และถูกนำตัวไปขังในค่ายทหารถึง 2 รอบ จนมาถึงวันหนึ่งทหารก็บอกว่าเขาไม่หยุดใช่ไหม

สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์

จนวันหนึ่งทหารก็เข้ามาค้นบ้านยึดข้าวของไป แต่ตอนนั้นเขายังรู้เพียงว่าเป็นคดีมาตรา 112 โดยที่ไม่มีหลักฐานหรืออะไรทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่มีหมายมาแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าการกระทำความผิดคืออะไร จนวันหนึ่งถึงเห็นหลักฐานว่าเป็นภาพของในหลวงองค์ปัจจุบันขณะที่ยังเป็นมกุฏราชกุมารใส่ชุดคร็อปท็อปที่มีข้อความประกอบว่า “ทรงเท่มากพะยะค่ะ” ซึ่งไม่ใช่โพสต์ของเขา แต่เขาก็สงสัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นความผิดได้อย่างไรซึ่งเขาก็มองว่าเป็นเพียงคำชมหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายคดีนี้ศาลก็ยกฟ้องไป  

เขาย้อนกลับไปเล่าถึงช่วงที่ยังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีว่า หลังได้ประกันตัวชั้นสอบสวน เวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน ทางตำรวจก็บอกว่าจะออกหมายจับ แต่เขาก็สงสัยว่าทำไมต้องออกเพราะไปรายงานตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งทางตำรวจก็แจ้งกับเขาว่าเป็นความต้องการของฝ่ายทหารและทางตำรวจก็โต้แย้งไปแล้วว่าเป็นหมายเรียกก็ได้และเขาก็ให้ความร่วมมือดีอยู่แล้ว แต่ทางฝ่ายทหารก็ถามกลับตำรวจว่าจะช่วยทำไม

สราวุธมองเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายทหารต้องการจะเล่นงานเขาโดยเฉพาะและกระบวนการจับกุมก็เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ทหารกำลังครองอำนาจอยู่ ซึ่งการต้องเดินเข้าคุกในเวลานั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกห่อเหี่ยวมาก คนในเรือนจำทั้งผู้คุมทั้งผู้ต้องขังด้วยกันเมื่อรู้ว่าเขาเข้ามาด้วยคดีอะไรแล้วก็ดูตึงเครียด จนมีครั้งหนึ่งเคยมีกรณีที่ผู้คุมที่เพิ่งเมากลับมาจะเรียกเขาไปทำร้าย แต่ก็รอดมาเพราะมีคนเข้ามาช่วยกันเขาออกไปก่อนที่เกิดเหตุ 

สราวุธเล่าถึงประสบการณ์ขึ้นศาลทหารว่า ตอนนั้นเขาต้องเจอกับตุลาการศาลทหารที่บนบัลลังก์ศาลมีตุลาการผู้ช่วยที่ทำหน้าที่บันทึกการสืบพยานเท่านั้นที่เป็นตุลาการที่จบกฎหมายมา ส่วนอีกคนก็เป็นนายทหารที่แต่งเครื่องแบบมาเต็มยศพร้อมกับกระบี่มาถามความโดยที่ไม่ได้ทราบกระบวนการขั้นตอนจนตอนนั้นอานนท์ นำภาซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับเขาต้องคอยชี้แจงขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้กับตุลาการ ซึ่งก็สร้างความกังวลให้กับเขาที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเช่นนี้ อีกทั้งกระบวนการสืบพยานก็เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก จนบางครั้งก็มีความคิดอยากจะสารภาพเพื่อให้คดีจบเพราะยิ่งสู้กระบวนการก็ยิ่งนาน แม้ว่าจะได้ประกันตัวออกมาแต่ก็ยังถูกกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยเช่นห้ามโพสต์ให้คนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็นที่ถูกตีความว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ได้

จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรือ อั๋ว เล่าถึงการตกเป็นจำเลยในคดีมาตรา 112 ยุคม็อบราษฎร 2563 ว่าจากการไปพูดบนเวทียื่นรายชื่อ 200,000 คนเพื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่หน้ารัฐสภาที่มีการปราศรัยประเด็นต่างๆ ในตอนนั้นบนเวทีมีการพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์รวมถึงอัตราโทษของมาตรา 112 ด้วย  

ส่วนตัวเธอเองปราศรัยประเด็นงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าอยากเห็นการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมและนำงบประมาณนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดเพราะว่าตอนนั้นโควิด-19 กำลังระบาดอยูด้วย ซึ่งเธอเห็นว่างบประมาณของสถาบันฯ สูงมากแล้วก็ยังมีไปซ่อนอยู่ตามกระทรวงต่างในรูปของงบเทิดพระเกียรติ เธอมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศมันเดินไปได้ยาก หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่จะทำอะไรขึ้นมาก็ไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุน

จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์

หลังการปราศรัยครั้งนั้นวันหนึ่งก็มีหมายเรียกมาให้ไปรายงานตัวที่ สน.บางโพ ซึ่งเธอก็เดินทางไปรายงานตัวตามกระบวนการ แต่ปรากฏว่าเธอถูกอายัดหนังสือเดินทางด้วย ซึ่งตอนนั้นเธอเรียนอยู่ประมาณปี 3 ในมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันคดีนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดแล้วก็ยังต้องไปศาลไปรายงานตัวอยู่  

จุฑาทิพย์แสดงความเห็นว่า อัตราโทษของมาตรา 112 นั้นสูงมากและไม่ได้สัดส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ และยิ่งตอกย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ได้ยุติธรรมกับคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง 

เธอบอกว่านอกจากเรื่องโทษจำคุกที่มากถึง 3 - 15 ปีแล้ว ตอนที่ถูกดำเนินคดี การที่วันแรกที่ต้องไปรายงานตัวยังคงมีเพื่อนๆ ที่ถูกดำเนินคดีไปด้วยกันแต่ยิ่งนานวันไปเพื่อนก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ บางคนตัดสินใจลี้ภัยก็รู้สึกเศร้าแม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่พวกเขาต้องตัดสินเช่นนั้นเพราะการถูกดำเนินคดีเช่นนี้ก็เป็นการตัดอนาคตของพวกเขาที่ต้องเลือกใช้ชีวิตที่ปลอดภัยในประเทศที่มีเสรีภาพ เพราะนอกจากโทษทางกฎหมายที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของคนที่ถูกดำเนินคดีแล้วความยาวนานในกระบวนการที่มันส่งแล้วเรื่องระยะเวลาในการดำเนินคดีที่มานานมาก

อีกทั้งจุฑาทิพย์ยังมองเห็นอีกปัญหาว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง แต่คดีตามมาตรา 112 ก็ยังถูกยกเว้นมาตลอดแต่ละฝ่ายปัดกันไปมาทำให้ดูเหมือนมีการแบ่งแยกคนที่ถูกดำเนินคดีการเมืองอื่นๆ ได้นิรโทษกรรมส่วนคนที่โดนคดีมาตรา 112 ก็อยู่ไป จึงเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นอนาคต ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่ต้องพยายามผลักดันกันต่อไปไม่ใช่ว่ามาตรา 112 ถูกตัดไม่ได้รับการนิรโทษกรรมแล้วจะต้องหยุดไป 

ทั้งนี้ประเด็นเรื่องโทษขั้นต่ำ 3 ปี เธอมองว่าเป็นเรื่องยากต่อการตัดสินใจเพราะเมื่อเจอผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ของศาลก็จะเข้ามาคุยชักจูงให้รู้สึกว่ายอมรับสารภาพก็ได้คดีจะได้จบเร็วๆ เพื่อที่หลังจากนั้นจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ แต่ว่าบางทีคนที่เลือกเช่นนั้นก็จะต้องกลับมาคุยกันกับเพื่อนร่วมคดีเพื่อจะแยกคดีไปเพื่อที่จะได้ให้การรับสารภาพ ซึ่งตัวเธอเองอาจจะรู้สึกว่าอายุยังไม่มากก็ยังอยากมีอนาคต แต่เห็นว่าจะต้องเข้าเรือนจำก็ทำงานกับความคิดหนักประมาณหนึ่ง จึงต้องพยายามอยู่กับปัจจุบันแล้วก็พยายามหาทางเปลี่ยนแปลงดีกว่า

คดี 6 ตุลาฯ มีพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์เป็นกลไกปราบปรามหลัก

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน อดีตผู้นำนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6 ต.ค. 2519  มองว่าตัวเองคงไม่สามารถเป็นตัวแทนพูดในฐานะที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ได้เหมือนคนที่ร่วมแสดงละครแขวนคอเช่น อภินันท์ บัวหภักดี เพราะเขาถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาอื่นอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ และเป็นข้อหาที่ทำให้พวกเขาต้องไปขึ้นศาลทหาร ไม่ใช่มาตรา 112

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นการดำเนินคดีกับจำเลยจากเหตุการณ์ 6 ต.ค.การสืบพยานไม่ได้คืบหน้าไปมากนักก่อนที่จะมีการนิรโทษกรรมในปี 2521 การสืบพยานตอนนั้นยังอยู่แค่ประวัติของจำเลย มีทหารหน่วยไหนตำรวจหน่วยไหนในเหตุการณ์บ้าง ยังสืบไปไม่ถึงส่วนที่จะเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 หรือเนื้อหาของละครดังกล่าวเลย 

ธงชัยเล่าถึงประสบการณ์การขึ้นศาลทหารในยุคนั้นว่า พวกเขาที่ต้องขึ้นศาลทหารกันเป็นเพราะผู้พิพากษาหลักจะเป็นทหารแล้วก็มีผู้พิพากษาที่ตำแหน่งรองลงมาทำหน้าที่จดบันทึกที่รู้กฎหมาย โดยผู้พิพากษาที่เป็นหัวหน้าองค์คณะไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งเขามองว่าด้วยเหตุนนี้ศาลทหารไม่ควรถูกเอามาใช้ในการพิจารณาคดีนอกจากเรื่อวินัยทางทหารเท่านั้น และกระบวนการก็ล่าช้ามากเวลาผ่านไป 1 ปีแล้วก็ยังสืบพยานไปได้ไม่กี่คน 

ธงชัยอธิบายว่าด้วยความล่าช้าของกระบวนการเช่นนี้ได้สร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เพราะหากต้องการให้เรื่องจบเร็วแบบที่ภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการต้องการให้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยคดี 6 ตุลาฯ เพื่อให้จำเลยเหล่านี้มาขอพระราชทานอภัยโทษก็เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ตัดพยานในคดีออกให้หมดแต่ก็จะทำให้ศาลมีคำพิพากษาไม่ได้ด้วยเช่น  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การเมืองสำคัญต่อการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ

ธงชัยมองว่าการเมืองเบื้องหลังและความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำในเวลานั้นส่งผลต่อการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ อย่างมาก และไม่รู้จะต้องจัดการอย่างไรกับคดีนี้ดี พล.อ.เกรียงศักดิ์จึงต้องหักกับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้นิรโทษกรรมแต่ต้องการให้ศาลพิพากษาคดีก่อนแล้วให้จำเลยไปขอพระราชทานอภัยโทษด้วย 

เขาเล่าว่า การพิจารณาออกกฎหมายนิรโทษกรรมในเวลานั้นมีการถกเถียงกันมากถึงขนาดมีการ walk out ไปจนถึงไม่เข้าร่วมประชุมสภากัน เช่น ทมยันตี เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรการโหวตก็จะต้องแพ้ให้กับฝ่ายพล.อ.เกรียงศักดิ์ ที่ต้องการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ออกมา ทำให้เหลือเสียงโหวตในสภาไม่มากนัก 

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทางพล.อ.เกรียงศักดิ์ต้องพูดอย่างประนีประนอมมากว่าตนไม่ใช่คนที่มีพระคุณในการตัดสินใจนี้ แต่เป็นพระมหากรุณาธิคุณทั้งหมดที่ทำให้เกิดการนิรโทษกรรม ซึ่งการพูดของพล.อ.เกรียงศักดิ์ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับบรรดาจำเลยในคดี แต่กำลังสื่อสารกับคนข้างบน

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

“เรื่องนี้เหมือนสมัยประยุทธ์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทีไรมีข้อมูลมากมายที่ถูกเอามาอภิปราย ประยุทธ์ตอบ 2 คำ หนึ่งคือ ข้าพเจ้าจงรักภักดี  สองคือบ้านเมืองสงบราบคาบ เขาไม่ได้ตอบสภา เขาไม่ได้ตอบพวกเรา เขารับผิดชอบต่อใครบางคนที่อยู่เหนือเขา (accountable to somebody up their) วิธีการแบบนี้เราใช้มองว่าเกรียวงศักดิ์พูดแบบนั้นเพราะอะไร” 

ธงชัยเล่าต่อไปว่า เวลานั้นสุธรรม แสงประทุม ซึ่งถูกดำเนินคดีร่วมกับพวกเขาเคยพูดเอาไว้ หลังพล.อ.เกรียงศักดิ์แถลงข่าวว่าการนิรโทษกรรมครั้งนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณและพวกเขาเป็นฝ่ายที่กระทำความผิด สุธรรมในเวลานั้นพูดในสิ่งที่เขารู้สึกชื่นชมมากคือการพูดยืนยันว่า “พวกเราบริสุทธิ์” สวนกลับความพยายามที่จะตอกย้ำจำเลยคดี 6 ตุลาฯ เป็นผู้กระทำความผิด

โทษสูงยิ่งส่งผลต่อการตัดสินในสารภาพ-ลี้ภัย

เขากล่าวต่อในประเด็นอัตราโทษจำคุกของมาตรา 112 ที่สูงถึง 3-15 ปีว่า หากเหลือแต่โทษสูงสุด 7 ปี เหมือนเดิมก็อาจจะทำให้ศาลตัดสินใจไม่ให้ประกันตัวโดยอ้างว่าเป็นคดีโทษสูงได้ยากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่เขาพบจากการเคยศึกษาสอบถามกับผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 เมื่อช่วงปี 2559 การทีอัตราโทษจำคุก 3 - 15 ปีเมื่อต้องพิจารณาร่วมกับจำนวนกรรมที่ศาลจะตัดสินโทษและต้องเจอกับทั้งศาล อัยการ ตำรวจมาบอกว่ารับๆ ไปเถอะ ไปจนถึงทนายความก็ต้องพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับลูกความ 

ธงชัยอธิบายว่าด้วยปัจจัยเช่นนี้ ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ถูกดำเนินคดีหลายคนในเวลานั้นหากพบว่าตัวเองน่าจะถูกลงโทษไม่เกิน 3 ปีก็รีบสารภาพเพื่อตัดระยะเวลาดำเนินคดี เพราะกว่ากระบวนการพิจารณาคดีในศาลที่ค้างอยู่นานไปจนถึงเมื่อรับสารภาพแล้วโทษก็ถูกตัดไปครึ่งหนึ่งจึงมีผลมากในการคำนวนถึงแนวทางคดีของพวกเขา  

“เราว่าไม่ได้นะที่มีคนอย่างสมยศ พฤกษาเกษมสุข(อดีตผู้ต้องขัง ม.112) เขาได้รับข้อเสนอแบบนี้หลายครั้ง เขาปฏิเสธแม้กระทั่งตอนอยู่ในคุกให้ไปทำการอภัยโทษเขาก็ปฏิเสธ เราต่อว่าได้มั้ยกับคนที่ไม่ทำอย่างสมยศ ผมว่าเขาไม่ลง เราไม่ได้ติดคุกกับเขา ทุกคนมีทางออกของตัวเอง แต่จำนวน 0 3 หรือ 15 ปี นี้มันเป็นปัจจัยสำคัญในการที่เขาต้องคิดหนัก”

ธงชัยบอกว่าแม้ว่าเรื่องเล็กๆ อย่างการยกเลิกมาตรา 112 หรือแม้แต่การแก้ไขมาตรานี้ ย้ายหมวดไปไว้เป็นเรื่องการหมิ่นประมาทเหล่านี้ ตอนนี้เราต้องถอยมาขอเหลือแค่ลดโทษแล้ว แม้แต่เรื่องเล็กขนาดนี้ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่มากแก้ไขยาก แต่ถ้าแก้ไขได้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่คนถูกดำเนินคดีจะได้คำนวนได้ว่าจะสารภาพหรือจะสู้ หรือเขาจะยอมทิ้งศักดิ์ศรีแค่ไหนเพื่อเรื่องนี้ เพราะลึกๆ คนเหล่านี้ก็ไม่ได้อยากที่จะต้องยอมรับสารภาพ 

“อย่างสมยศนี่มันฆ่าตัวตายไปไม่รู้กี่ส่วนแล้วเขาถึงทำไม่ลง แล้วคุณคิดว่าหลายคนที่ทำเขาไม่รู้สึกติดตัวเหรอ เขารู้สึกนะ อันนี้มันทำร้ายกันเสียยิ่งกว่าการทำร้ายทางกายภาพ”

ธงชัยมองว่าการที่โทษหนักทำให้กลัวต้องมาคิดว่าจะใช้ชีวิตในคุกอย่างไร จะออกหรือจะอยู่ต่อในคุก ถ้าออกมาแล้วเพื่อนจะว่าอย่างไรจะมองหน้ากันติดไหมที่ไม่สู้ หรืออยู่ต่อแล้วถูกบอกว่าเป็นฮีโร่มันจะคุ้มกันหรือไม่ถ้าต้องอยู่ไปอีก 50 ปี จะคุ้มเสี่ยงหรือไม่ 

“ตอนผมโดนผมยังอายุไม่ถึง 20 เลย สักพักหนึ่งเราปรับตัวอยู่ยาวกว่า 2 ปีผมก็อยู่ได้ แต่คนมีครอบครัว ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจ เราเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ พอผมมีครอบครัวเองผมเข้าใจ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง หลายคนมีภาระมันอยากที่จะคิด” ธงชัยกล่าว

เขามองว่าเรื่องอัตราโทษเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ของมาตรา 112 นั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาก แม้ว่าจะเป็นเรื่องของคนๆ เดียวแต่ก็ยังเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน  

ธงชัยกล่าวว่าสำหรับการถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ในยุคของเขายังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเท่ากับการถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ เพราะการถูกจับกุมตาม พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์นั้นอาจถูกขยายการสอบสวนจาก 90 วันได้ถึง 1 ปีโดยที่ยังไม่ต้องส่งฟ้องต่อศาล 

ธงชัยขี้ว่า ด้วยระยะเวลากักขัง ตามพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์จึงเป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ในการกักขังพวกเขาเอาไว้ ในขณะที่ปัจจุบันมาตรา 112 เป็นกฎหมายหลักในการปราบปราม

112 คือรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษร

นอกจากนั้น ธงชัยได้ยกประเด็นที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่าไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ และวัฒนธรรมไทยหลักคิดสำคัญในรัฐธรรมนูญคือสถาบันพระมหากษัตริย์รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงลดความสำคัญลงไป 

ประเด็นนี้ธงชัยมองว่า ประเด็นที่นิธิยกมานี้ว่ารัฐธรรมนูญวัฒนธรรมไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มีเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ด้วยก็คือภาค 2 หมวด 1 ของประมวลกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยสารบัญญัติและส่วนที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และความมั่นคงในราชอาณาจักรที่ส่งต่อมาตั้งแต่ รศ.127 โดยแทบไม่มีการเปลี่นแปลงเลย ซึ่งอยู่ในมาตรา 84 มาตรา 98 มาตรา 104 ก่อนที่จะมาเป็นมาตรา 112 ในปัจจุบันที่มีสาระสำคัญไม่ต่างกันเลยคือเท่ากับกฎหมายความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นี้อยู่มาร้อยกว่าปีแล้วแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญวัฒนธรรมไทย

“รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมไม่ใช่รัฐธรรมนูญกระดาษที่ผ่านสภามาทั้งหลาย มีอยู่ในสังคมไทยตลอดเวลาไม่เคยถูกฉีกแม้แต่ครั้งเดียว นับตั้งแต่เริ่มต้นมาใน รศ.127(ค.ศ.1908) นับถึงปัจจุบัน 120 ปี”

ทั้งนี้ธงชัยได้ชี้ความต่างของมาตรา 98 และ 104 ซึ่งเดิมมีเนื้อหาใกล้เคียงกับมาตรา 112 ในปัจจุบัน โดยสาระหลักของ 2 มาตรานี้เป็นเรื่องของการดูหมิ่นและหมิ่นประมาท แต่มาตรา 112 ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันมีการเพิ่มเรื่อง “อาฆาตมาดร้าย” เข้ามา และเป็นอุปสรรคที่ทำให้ยากต่อการจะเปลี่ยนให้มาตรา 112 ไปอยู่ในกฎหมายหมวดหมิ่นประมาทและทำให้มาตรา 112 ยากที่จะหลุดออกไปจากหมวดความมั่นคง และเมื่ออยู่ในหมวดความมั่นคงทำให้ใครก็สามารถไปฟ้องใครก็ได้ เพราะถ้าอยู่นอกหมวดความมั่นคงจะทำเช่นนี้ไม่ได้เพราะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเท่านั้น

“ทั้งพยายามทำให้เห็นว่า ทำไมโทษถึงขึ้นในภาวะที่มาตรา 112 อยู่กับการหมิ่นประมาท และมีเรื่องการกบฏกำกับอยู่ด้วยในหมวดเดียวกัน โทษเฉพาะหมิ่นประมาทเองนั้นเบา เมื่อต่อมาความสำคัญของสถาบันกษัตริย์นับตั้งแต่ 2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ตัวหลักของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยจึงปรากฏเผยตัวออกมาชัดเจนขึ้นทุกที ด้วยเหตุนี้การที่โทษสูงขึ้นจึงลดลงยาก”

นอกจากนั้นธงชัยยังชี้ให้เห็นบริบททางการเมืองด้วยว่า นอกจากเหตุการณ์การเมืองระยะยาวพร้อมกับมีประวัติศาสตร์กฎหมายแบบนี้แล้ว ทุกวันนี้ชนชั้นนำไทยการผนึกกำลังกันระหว่างราชสำนักกับทหารซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2543 หรือประมาณ 20 ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยนับตั้งแต่หลังรัชกาลที่ 6 ไม่เคยเลยที่ราชสำนักกับทหารจะใกล้ชิดกันแบบนี้ ซึ่งความตึงเครียดสุดท้ายระหว่างราชสำนักกับกองทัพช่วงสุดท้ายสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2535 จนกระทั่งช่วงปี 2543 จึงเริ่มเกิดทหารพระราชาขึ้นมา 

เขามองว่าสถานการณ์ที่เป็นเช่นนี้ทำให้ไม่เกิดสภาวะเหมือนช่วงที่พล.อ.เกรียงศักดิ์ทำให้เกิดการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ซึ่งทำให้การจะนิรโทษกรรมคดีในปัจจุบันกลายเป็นงานหนักที่จะต้องเผชิญ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง