หลังจากเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 ในคดีนักกิจกรรมทำโพลล์สำรวจความเห็นเรื่องขบวนเสด็จ 112WATCH ได้วิเคราะห์คำเบิกควมพยานของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ชี้ประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทั้งที่เป็นเพียงการแสดงออกและตั้งคำถามประเด็นสาธารณะ
112WATCH เผยแพร่รายงานการรวบรวมรายละเอียดการต่อสู้ทางกฎหมายของ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน, ณัฐนิช (สงวนนามสกุล) หรือ ใบปอ, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), บีม ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล), วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล) และเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ในคดีที่พวกเขาถูกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนโดยสงบเมื่อ 8 ก.พ. 2565 ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน โดยป้ายมีคำถามว่า "คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่" และเชิญชวนให้ผู้ผ่านไปมาสัญจรเข้าร่วมแสดงความเห็นด้วยการนำสติกเกอร์สีเขียวไปติดในช่อง "เดือดร้อน" หรือ "ไม่เดือดร้อน"
นอกจากข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และพวกเขาถูกฟ้องในข้อหาอื่นๆ ด้วยได้แก่ มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) ร่วมด้วยข้อหาลหุโทษและข้อหาอื่น ๆ เช่น ดูหมิ่นและขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด เนื่องจากศาลเห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่มีพระนามของสมาชิกราชวงศ์ และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116 แม้ว่าจะมีจำเลยบางคนที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับเงินในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานอยู่ 1 คน
112WATCH ระบุว่าในคดีนี้ฝ่ายโจทก์พยายามนำสืบว่าการทำโพลดังกล่าวมีการวางแผนล่วงหน้าและมีเจตนาทางการเมืองแอบแฝงเพื่อลดทอนพระเกียรติของสถาบันกษัตริย์ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยยืนยันว่ากิจกรรมนี้เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญเพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง (การจัดการจราจร) โดยใช้ข้อความคำถามที่เป็นกลางและไม่ได้ระบุพระนามของกษัตริย์องค์ใดโดยเฉพาะเจาะจง
การวิเคราะห์คำเบิกความและข้อต่อสู้ของฝั่งโจทก์
112WATCH ระบุว่าในการสืบพยานฝ่ายโจทก์รวม 11 นัด อัยการโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบจำนวน 19 ปาก ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มปกป้องสถาบันฯ, เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและสอบสวน, พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ และพยานผู้เชี่ยวชาญฝั่งอนุรักษนิยม โดยสรุปข้อกล่าวหาหลักได้เป็น 3 ประเด็น ดังนี้:
- เจตนาแอบแฝงและการตีความขอบเขตมาตรา 112: ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ (ผู้กล่าวหาและสมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส.) ร่วมกับพยานความเห็นทางกฎหมาย เบิกความว่า คำว่า "ขบวนเสด็จ" ในความเข้าใจของประชาชนทั่วไป ย่อมสื่อถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การตั้งคำถามเชิงสาธารณะว่าสถาบันฯ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไม่ จึงมีลักษณะเป็นการด้อยค่า เสื่อมเสียพระเกียรติ และเป็นการก้าวล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์
- ข้อกล่าวหาเรื่องการยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116): ฝ่ายโจทก์อ้างอิงโพสต์นัดหมายกิจกรรมจากเพจเฟซบุ๊ก "ทะลุวัง" และเบิกความว่า กลุ่มจำเลยจงใจเลือกพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีคนพลุกพล่าน เพิกเฉยต่อคำสั่งห้ามของห้างฯ และพยายามเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม ซึ่งพยานฝั่งตำรวจมองว่าพฤติการณ์นี้เป็นการมุ่งหมายสั่งการให้เกิดความปั่นป่วน ขัดขืนแนวกันแผงเหล็กของเจ้าหน้าที่ และสร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
- ความไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการของโพล: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญว่า โพลนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการสถิติ 6 ประการ เนื่องจากไม่มีตัวเลือกที่เป็นกลาง และมีการชี้นำอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้พยานยังระบุว่าการที่กลุ่มผู้ชุมนุมสวมเสื้อหรือชูป้ายข้อความว่า "compromise mode" (ซึ่งล้อเลียนบทพระราชทานสัมภาษณ์ของรัชกาลที่ 10 แก่สื่อต่างชาติที่ว่าประเทศไทยคือ Land of compromise) ถือเป็นการแสดงออกที่มีเจตนาล้อเลียน เสียดสี และจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเลือกตอบของผู้ร่วมทำโพล
วิเคราะห์คำเบิกความและข้อต่อสู้ของฝั่งจำเลย
ในการสืบพยานฝ่ายจำเลยรวม 4 นัด จำเลยทั้ง 7 คน พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวอิสระ และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา ได้ขึ้นแถลงข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของรัฐ:
- การคุกคามทางเพศและการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ: ตะวัน, ใบปอ และพยานฝั่งสื่ออิสระ (วรัณยาและวรเวช) ยืนยันตรงกันว่า กิจกรรมเริ่มแรกในห้างสรรพสินค้าเป็นไปโดยสงบ จนกระทั่งกลุ่มนักกิจกรรมเดินออกมาบนทางเท้าและถูกสกัดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบซึ่งไม่ยอมแสดงตัวหรือติดป้ายชื่อ เหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นเนื่องจากมีตำรวจนอกเครื่องแบบชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามากอดรัดตัวตะวันจากด้านหลังในลักษณะอุ้มจนตัวลอย และมือของเจ้าหน้าที่ได้ไปโดนบริเวณหน้าอกของเธอ มวลชนรอบข้างจึงเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่เข้าข่ายล่วงละเมิดทางเพศต่อนักกิจกรรมหญิง ชายเสื้อขาวคนดังกล่าวพยายามวิ่งหนีขึ้นรถแท็กซี่ แต่นักข่าวและประชาชนได้ช่วยกันสกัดรถไว้เพื่อกดดันให้แสดงตัว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่นายนั้นยอมลงมาโชว์บัตรข้าราชการและกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ
- ภารกิจจราจรเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่คำสั่งจากสถาบันฯ: ฝ่ายจำเลยได้นำสืบโดยอ้างอิงแนวทางปฏิบัติและหนังสือสั่งการการจัดขบวนเสด็จของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง ร.ต.อ.นิยม รัดคีวี ตำรวจจราจร สน.ปทุมวัน พยานโจทก์ ได้ยอมรับในช่วงตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การจัดการจราจรและปิดถนนเวลามีขบวนเสด็จเป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้สั่งการ และจำเลยยังมีหลักฐานว่าในอดีต รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชกระแสรับสั่งและหนังสือส่งถึงกระทรวงมหาดไทย ให้จัดการจราจรโดยคำนึงถึงและส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนให้น้อยที่สุด
- ความหมายทางพจนานุกรมของคำว่า "เสด็จ": กุลศิรินทร์ นาคไพจิตร พยานจากราชบัณฑิตยสภา เบิกความตอบทนายความจำเลยว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า "เสด็จ" เป็นได้ทั้งคำกริยาที่แปลว่า "ไป" และเป็นคำนามที่ใช้เรียกเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งราชวงศ์, พระสังฆราช หรือแม้กระทั่งกษัตริย์ต่างประเทศ จึงไม่ได้เป็นคำที่จำกัดสิทธิ์เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ไทย และยอมรับว่าบนป้ายโพลไม่มีข้อความหรือรูปภาพใดที่ระบุถึงระบุพระนามโดยตรง
- เสรีภาพทางวิชาการและการไม่เข้าข่ายความผิดอาญา: ศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญว่า กิจกรรมดังกล่าวขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 ทั้ง 3 ส่วน คือ ไม่ใช่การดูหมิ่น (ไม่ได้ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์), ไม่ใช่การหมิ่นประมาท (ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ร้าย) และไม่ใช่การแสดงความอาฆาตมาดร้าย (ไม่มีการขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายในอนาคต) ขณะที่ข้อหามาตรา 116 คดีนี้ก็ขาดองค์ประกอบภายในเนื่องจากจำเลยไม่มี "เจตนาพิเศษ" ที่จะก่อความปั่นป่วนหรือล้มล้างรัฐบาล การทำโพลสำรวจความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะจึงเป็นการแสดงออกที่สุจริต ซึ่งได้รับสิทธิการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณี
ความสูญเสียและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในคดีนี้
คดีนี้นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงวิกฤตสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองในประเทศไทยอย่างรุนแรง:
- ในปี 2565 ใบปอ และ "บุ้ง" เนติพร ถูกศาลสั่งเพิกถอนประกันตัวในคดีนี้ จนนำไปสู่การประท้วงด้วยการ อดอาหารยาวนานถึง 64 วัน ภายในทัณฑสถานหญิงกลาง ก่อนจะได้รับสิทธิปล่อยตัวชั่วคราวในเวลาต่อมา
- ในปี 2566 ตะวัน และ "แบม" อรวรรณ ได้ตัดสินใจถอนประกันตัวเองและประกาศ อดอาหารและน้ำประท้วงเป็นเวลา 53 วัน เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้แก่ผู้ต้องขังคดีการเมืองคนอื่น ๆ ที่ยังคงติดคุกอยู่
- วันที่ 26 มกราคม 2567 บุ้ง เนติพร ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งเพิกถอนประกันตัวเป็นครั้งที่สอง เธอได้ตัดสินใจประท้วงด้วยการอดน้ำและอาหารอีกครั้ง จนกระทั่ง เสียชีวิตในขณะอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของรัฐเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ซึ่งกระบวนการไต่สวนการตายเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและตรวจสอบความโปร่งใสของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีกำหนดนัดไต่สวนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้
ข้อสังเกตและประเด็นเฝ้าระวังสำหรับ 112watch
คำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จะเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่าระบบตุลาการไทยจะตีความขอบเขตของเสรีภาพในการตั้งคำถามทางสังคมอย่างไร หากศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่อันตรายยิ่ง ว่าการตั้งคำถามหรือทำสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นการบริหารจัดการภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ สามารถถูกตีความให้กลายเป็นการอาชญากรรมร้ายแรงและมีความผิดเสมือนการมุ่งร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ภายใต้มาตรา 112
