Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กองทัพภาคที่ 2 สรุปการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชาห้วงตั้งแต่วันที่ 7-10 ธ.ค. 2568 กัมพูชามีการใช้อาวุธ BM-21 จำนวน 79 ครั้ง ลูกจรวด 3,160 นัด, ใช้ปืนใหญ่ จำนวน 122 นัด และใช้โดรน ทิ้งระเบิด(FPV) ต่อ ฝ่ายเรา จำนวน 63 ครั้ง 125 ลำ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ระบุ กรณีที่กัมพูชาอาจใช้อาวุธพิสัยไกลโจมตีเข้ามาในพื้นที่สำคัญ ไทยมีสิทธิตามกฎหมายสากลในการใช้มาตรการ “ชิงโจมตีก่อน” (Preemptive Strike) เพื่อปกป้องประชาชน

 

10 ธ.ค. 2568 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และโฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงจุดยืนทางการไทย

1. ไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่ม – ไทยป้องกันตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อประชาชนอีก

2. ทุกการปฏิบัติอยู่ภายใต้ IHL และ มาตรา 51

3. พลเรือนต้องปลอดภัย คือเป้าหมายสูงสุด

4. กองทัพเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ทางเลือกแรก

5. ไทยยึดสันติภาพ แต่ไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตย

พลโท วันชนะ สวัสดี ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการชิงโจมตีก่อน (Preemptive Strike) ผ่านเฟซบุ๊กเพจ “กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters” ระบุ Preemptive Strike เท่ากับป้องกันตัว การปฏิบัติการของกองทัพอากาศไทยในสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปตามหลักได้สัดส่วนและหลักความจำเป็นทางการทหาร โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม มีความแม่นยำสูง เราใช้คำว่า Preemmptive Strike คำว่า Preemptive Strike (การโจมตีก่อนเพื่อป้องกัน) เป็นแนวคิดทางการทหารและกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ตึงเครียด

Preemptive Strike คือการโจมตีก่อน “เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าศัตรูกำลังจะโจมตีเราในทันที”ไม่ใช่การรุกรานเพื่อยึดดินแดน แต่เป็นการป้องกันตัวล่วงหน้า (Self-Defense) พูดง่ายๆ คือ“ถ้าไม่ยิงก่อน เราจะโดนยิงแน่ๆ ภายในเวลาอันใกล้”

หลักการสำคัญของ Preemptive Strike (ตามกฎหมายสากล) ต้องมี ครบ 4 เงื่อนไขหลัก จึงจะ “ชอบธรรม”:

1. ภัยคุกคามต้องชัดเจนและใกล้จะเกิดทันที (Imminent Threat) เช่น ศัตรูตั้งจรวดเล็ง ยิงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

2. ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว (Last Resort)เช่น การเจรจา การเตือน การถอย ไม่ได้ผล

3. ต้องตอบโต้ “เท่าที่จำเป็น” (Proportionality) ไม่ใช้กำลังเกินเหตุ ไม่ถล่มพลเรือน

4. เป้าหมายต้องเป็นทางทหารเท่านั้น (Military Target Only) เช่น ฐานยิงจรวด, เรดาร์, ศูนย์บัญชาการ

หากถามว่าไทยใช้ F-16 โจมตีเขมรทันทีเมื่อเห็นเป็นภัยคุกคาม แบบนี้ถือเป็น Preemptive ไหม ตอบว่าเป็น Preemptive เพราะครบ 4 เงื่อนไข 1. มีหลักฐานชัดหรือไม่ว่า อีกฝ่ายกำลังจะโจมตีทันที 2. เป้าหมายที่ถูกโจมตีเป็น ฐานทหารจริง 3. เป็นการยิงเพื่อ หยุดภัยคุกคาม ไม่ใช่ตอบโต้ล้างแค้น 4. ใช้กำลัง เท่าที่จำเป็น ไม่เกินกว่าเหตุ

ch3plus โดยวานนี้ (9 ธ.ค. 2568) พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า กรณีที่กัมพูชาอาจใช้อาวุธพิสัยไกลหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโจมตีพื้นที่สำคัญในไทย โฆษกกองทัพอากาศยืนยันว่า ไทยมีสิทธิตามกฎหมายสากลในการใช้มาตรการ “ชิงโจมตีก่อน” หรือ Preemptive Strike เพื่อปกป้องพลเรือน หากข่าวกรองยืนยันชัดเจนว่าฝ่ายตรงข้ามตั้งใจใช้อาวุธหนักโจมตีพื้นที่ที่ไม่สมควรเป็นเป้าหมาย

พร้อมย้ำว่า “หากมีการพิสูจน์ทราบว่ากัมพูชาจะใช้อาวุธหนักโจมตีในไทย ถือเป็นสิทธิชอบธรรมของไทยในการป้องกันตนเอง และกองทัพไทยจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญภัยคุกคามโดยไม่จำเป็น”

โฆษกกองทัพอากาศยังเสริมว่า แม้ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นชั้นความลับ แต่ทุกการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์เพื่อยุติปัญหาโดยสันติวิธี ขณะที่การใช้กำลังทหารถือเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่วันนี้ไทยได้มาถึงจุดที่หมดความอดทนแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้กำลังทหารเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ พร้อมยืนยันว่า “กองทัพไทยพร้อมรบอย่างเต็มศักยภาพ”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชาห้วงตั้งแต่ 7-10 ธ.ค. 2568 เวลา 15.00 น. ฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธ BM-21 จำนวน 79 ครั้ง ลูกจรวด 3,160 นัด, ใช้ปืนใหญ่ จำนวน 122 นัด และใช้โดรน ทิ้งระเบิด(FPV) ต่อ ฝ่ายเรา จำนวน 63 ครั้ง 125 ลำ

พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายกัมพูชาได้มีการปฏิบัติการโจมตีหลายครั้ง ได้แก่ การใช้อาวุธยิงสนับสนุนและการใช้ระเบิดขว้างในพื้นที่ช่องอานม้า, เนิน 677 และตลาดช่องอานม้าฝั่งไทย

พื้นที่พระวิหารฝ่ายกัมพูชาใช้เครนก่อสร้างในพื้นที่เป็นจุดตรวจการณ์ โดยมีการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ตรวจจับด้วยสัญญาณเรดาห์ ทำให้ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายทหารไทย ได้รับบาดเจ็บ และสูญเสียชีวิต ในวันนี้จึงได้ดำเนินการยิงทำลายเครนก่อสร้างดังกล่าว เพื่อทำให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางทหาร

พื้นที่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชามีใช้โดรนพลีชีพ FPV จำนวนมาก และ ชุด ชป.โดรน ฝ่ายเราถูกโดรนข้าศึกทิ้งระเบิด กำลังพลฝ่ายเราปลอดภัย ฝ่ายตรงข้ามมีการยิงปืนออกมาจากตัวประสาท ฝ่ายเราใช้พลซุ่มยิงในการยิงตอบโต้ ตามเหตุการณ์ และมีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ ประมาณ 20 นัด

นอกจากนี้ฝ่ายกัมพูชายังใช้อาวุธยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนฝ่ายไทย โดยในวันนี้ตรวจพบการยิงอาวุธจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ห่างประมาณ 500 เมตร ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้ประเมินความเสี่ยงแล้ว จึงต้องรีบแจ้งเตือนให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเจ็บเข้าที่ปลอดภัย

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง