Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มาตรการบังคับใช้กฎหมายขยายจากการจับกุมผู้ปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์ ไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มทุนและผู้บริหารที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ในเดือนตุลาคม 2568 สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรและดำเนินคดีกับ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ประธานกลุ่ม Prince Group จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การฟอกเงิน และการบังคับใช้แรงงาน ต่อมาใน 12 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยส่งตัว เฉอ เจ้อเจียง (She Zhijiang) ประธานกลุ่มบริษัทยาไท่ ผู้พัฒนาเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน หลังถูกควบคุมตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 และถัดมาช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ทางการกัมพูชาจะจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน [1], [2]

ในเวลาไล่เลี่ยกัน กองทัพเมียนมาส่งรถแบ็กโฮเข้ารื้อถอนเคเคปาร์คและอาคารบางส่วนในชเวก๊กโก่ ขณะที่ไทย จีน และเมียนมาร่วมปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียวดี มีการเผยแพร่ภาพการรื้อถอนอาคาร การยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และการส่งตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับประเทศกว่าพันคน จนหลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการปราบปรามอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพของ "ปฏิบัติการครั้งใหญ่" กลับมีคำถามสำคัญว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าหรือไม่ และการปราบปรามครั้งนี้สามารถทำลายโครงสร้างของอุตสาหกรรมได้จริงเพียงใด

ภาพ ตำรวจส่งตัว เฉอ เจ้อเจียง กลับไปดำเนินคดีที่จีน เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2569 ที่มา: มติชนออนไลน์

กองทัพพม่าเผยแพร่ภาพระหว่างตรวจค้นอาคารแห่งหนึ่งที่เคเคปาร์ค และยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink โดยเริ่มปฏิบัติการเมื่อ 19 ตุลาคม 2568 ที่มา: Mizzima

เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากเงินที่มาจากการหลอกลวงทางออนไลน์ ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย–พม่า ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก พื้นที่ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีเหยื่อจากการค้ามนุษย์หลายพันคนถูกกักขังอยู่ (ภาพ: คาเล็บ ควินลีย์/แฟ้มภาพ)

ชายสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียง ในอาคารที่ปิดล็อกทางเข้าออกและคุ้มกันแน่หนาภายในกลุ่มอาคาร “KK Park 1” ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ภาพถ่ายช่วงต้นปี 2568 (ภาพ: ซอ แดเนียล/Myanmar Now)

ภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองสแกมเมอร์เคเคปาร์ค ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (ภาพ: GoogleEarth)

Myanmar News Agency ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลทหารพม่า เผยแพร่ภาพทางอากาศ หมู่ตึกในเคเคปาร์คที่บางส่วนถูกทำลาย ภาพเผยแพร่เมื่อ 10 มกราคม 2569 ที่มา: Myanmar News Agency

รู้ข้อมูลก่อนถูกบุก?

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 กองทัพพม่าบุก เคเคปาร์ค อย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของ 'ศูนย์หลอกลวง' (Scam Compound) หลายแห่งได้รับแจ้งล่วงหน้า กองกำลังกะเหรี่ยงพิทักษ์ชายแดน (BGF/KNA) และกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีใจเมตตา (DKBA) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้มาโดยตลอด ได้นำตัวหัวหน้าและผู้บริหารออกจากพื้นที่ก่อนที่รถแบ็กโฮจะเข้ามา ส่วน 'แรงงานสแกมเมอร์' ระดับล่างถูกปล่อยให้หาทางออกเอง [3]

แรงงานชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งเล่าให้สำนักข่าว AP ฟังว่าตนและเพื่อนร่วมงานอีก 20 คนกระโดดข้ามรั้วหนีออกมาได้ แต่แรงงานชาวเอธิโอเปียในทีมเดียวกันอีก 5 คนยังอยู่ที่เดิม "พวกเขาอยากไปบริษัทอื่น" เขากล่าว พร้อมระบุว่าได้ยินเจ้านายชาวจีนพูดถึงแผนย้ายไปยังกัมพูชา แหล่งข่าวขอไม่เปิดเผยชื่อเพราะเกรงกลัวอันตราย

แรงงานที่หนีออกจากเคเคปาร์ค กระจายตัวไปยังศูนย์หลอกลวงในพื้นที่ใกล้เคียงที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ ทั้งตงเหมยปาร์ค (Dongmei Park), ฮวนหยาปาร์ค (Huanya Park), โพลีปาร์ค (Poly Park) และ ชุนดาปาร์ค (Shunda Park) ในแถบบ้านแม่ท่อทะเล (Mae Htaw Tha Lay), อินจินเมียง (In Kyin Myaing) และบ้านมินเล็ตปัน (Min Let Pan) รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อย่าง วังข่า (Wankha), แทปง (Thaepone) และเมืองเมียวดี (Myawaddy) ตลอดจนพื้นที่ภายใต้การควบคุมของ DKBA เช่น ช่องแคบ (Kyauk Khet), วาเลย์ (Waw Lay) และพญาตองซู หรือด่านเจดีย์สามองค์ (Payathonzu)

แรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์อีกรายเปิดเผยว่าศูนย์หลอกลวงที่เธอทำงานให้ย้ายคนหลายสิบคน พร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเราเตอร์ไวไฟทั้งหมดไปยังฮวนหยาปาร์คที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเปิดดำเนินการหลอกลวงชายชราชาวอเมริกันผ่านการเทรดทองคำ 

รัฐบาลทหารพม่าประกาศว่าการรื้อถอนเคเคปาร์คเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยอ้างว่าได้ทำลายอาคารทั้งหมดและจับกุมผู้ต้องหาหลายพันคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกลับให้ภาพที่ต่างออกไป

ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก Center for Information Resilience (CIR) องค์กรไม่แสวงหากำไรในลอนดอนที่ติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยให้เห็นว่าจากการรื้อถอนระลอกแรกซึ่งรัฐบาลพม่าอ้างว่าเสร็จสิ้นแล้ว มีเพียง 31 อาคารเท่านั้นที่ถูกทำลายจนราบ ขณะที่อีกอย่างน้อย 78 อาคารได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน โดยส่วนใหญ่ถูกรื้อด้วยเครื่องจักรหนักซึ่งมักทิ้งหลังคา เพดาน และโครงสร้างชั้นต่าง ๆ ไว้ให้สมบูรณ์

กาย ฟัสฟุส (Guy Fusfus) จาก Myanmar Witness ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ Center for Information Resilience ให้สัมภาษณ์กับ AP โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมว่า อาคารจำนวนมากในพื้นที่ยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ และระบุว่า "อาจมีเจตนาที่จะสร้างและนำอาคารเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่"

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก C4ADS ซึ่งทำการตรวจสอบและเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ที่ตั้งอาคารสแกมเมอร์อย่างน้อย 21 แห่งในอำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี อย่างต่อเนื่อง พบว่า ในจำนวนนี้มีถึง 14 แห่ง รวมถึงเคเคปาร์ค เอง ที่ปรากฏสัญญาณของการก่อสร้างใหม่หรือการขยายตัวเพิ่มเติมนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาคาร สิ่งปลูกสร้างใหม่ หรือการปรับปรุงโครงสร้างเดิมในพื้นที่ [4]

ส่วนข้อมูลของ Myanmar News Agency ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาลทหารพม่า ระบุว่าจนถึงเดือนมกราคม 2569 ทางการรายงานว่ารื้ออาคารผิดกฎหมายในเคเคปาร์คจำนวน 635 หลัง ขณะที่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2569 ยังมีการรื้อถอนอาคารในชเวก๊กโก่ ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 77 หลัง ซึ่งรื้อไปแล้ว 64 หลัง และเหลืออีก 13 หลัง แสดงให้เห็นว่าการจัดระเบียบทั้งสองพื้นที่ดำเนินเป็นคนละระยะและมีขนาดของปฏิบัติการแตกต่างกัน [5], [6]

ภาพลวงตาของการปราบปราม

ข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของสภาผู้แทนราษฎรไทยเมื่อปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งพม่า คือกลยุทธ์ "ย้ายฐานหนีการจับกุม" ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายค่าย กลุ่มแก๊งจะสลายตัวและโยกย้ายไปตั้งฐานใหม่ในพื้นที่ที่กฎหมายเข้าไม่ถึง ก่อนเริ่มสรรหาแรงงานและเดินหน้าต่อ รายงานยังชี้ว่ากลุ่มทุนจีนสีเทาซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจเหล่านี้ได้ขยายฐานออกไปยังเมืองใหม่ตามแนวชายแดน อาทิ เล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน พม่า บ่อเต็น ในลาว และท่าเส้น-ทมอดา ในกัมพูชา โดยใช้ไทยเป็นทั้งทางผ่านและแหล่งระดมทรัพยากร และสรุปว่าหากปราศจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ก็คงเป็นแค่การไล่ล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เจสัน ทาวเวอร์ (Jason Tower) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Global Initiative Against Transnational Organized Crime (GI-TOC) ระบุว่าปฏิบัติการปราบปรามที่เคเคปาร์ค เป็นเพียงวิธีที่ผู้นำกองทัพพม่าบรรเทาแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่ยังคงเปิดรับกิจกรรมอาชญากรรมที่ทำรายได้มหาศาลต่อไป "ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจริงๆ ที่จะปราบปราม" เขากล่าว [7]

3 ทิศทางหลังการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ในพม่า

ในรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนชิ้นนี้ ผู้สื่อข่าวใช้เวลาตลอดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ติดตามกลุ่มสนทนาบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) จำนวน 33 กลุ่ม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มสนทนาลักษณะเดียวกันที่ยังเปิดใช้งานอยู่ โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มหางานข้ามแดน กลุ่มชุมชนคนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มประกาศรับสมัครงานภาษาพม่า กลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนในพื้นที่เมืองเมียวดี กลุ่มซื้อขายสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ตลอดจนกลุ่มที่มีการซื้อขายบัญชี ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา แบ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า 9 กลุ่ม ชายแดนไทย-ลาว 1 กลุ่ม และชายแดนไทย-กัมพูชา 23 กลุ่ม

จากการสังเกตการณ์ ผู้สื่อข่าวพบว่า กลุ่มสนทนาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ประกาศรับสมัครงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น "ระบบนิเวศออนไลน์" (online ecosystem) ของผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน มีการประกาศซื้อขายและแลกเปลี่ยนบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การหาที่พัก ร้านอาหาร บริการพาข้ามแดน รถรับส่ง การแลกเปลี่ยนเงินสดและคริปโทเคอร์เรนซี การซื้อขายโทรศัพท์ บัญชีโซเชียลมีเดีย และอุปกรณ์ไอที ตลอดจนการสอบถามร้านค้าและบริการในพื้นที่เมียวดี ท่าขี้เหล็ก และปอยเปต ควบคู่ไปกับการซื้อขายบัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนบุคคล และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเทา ทำให้กลุ่มสนทนาเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนบริการ และการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายผู้ใช้ในพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงช่องทางประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวยังพบว่า แม้จะมีปฏิบัติการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในเคเคปาร์ค ชเวก๊กโก่ และพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่กลุ่มสนทนาเหล่านี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประกาศรับสมัครงาน การซื้อขายบัญชีธนาคารและบัญชีโซเชียลมีเดีย การซื้อขายข้อมูลลูกค้า การแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี การให้บริการข้ามแดน ตลอดจนการซื้อขายสินค้าและบริการสำหรับผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดน

ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แม้ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่บางแห่งจะถูกทลาย แต่เครือข่ายเหล่านี้ได้ยุติลงจริง หรือเพียงปรับตัว กระจายตัว และย้ายฐานไปยังพื้นที่อื่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มสนทนาออนไลน์ ประกาศรับสมัครงาน การประมวลสถานการณ์ข่าว และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เห็นรูปแบบการปรับตัวของเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างน้อย 3 ทิศทางหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ ได้แก่ ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี ทิศทางที่ 2 ไปสู่ส่วนอื่น ๆ ในพม่า และทิศทางที่ 3 ข้ามพรมแดนออกนอกพม่า

ทิศทางที่ 1 ปรับตัว-ยืดหยุ่น-กระจัดกระจาย อยู่ในจังหวัดเมียวดี

ดังข้อมูลที่กล่าวไปในข้างต้น ผู้บริหารระดับบอสของแก๊งสแกมเมอร์ในเคเคปาร์ค ได้กระจายตัวไปยัง บ้านวังข่า (Wankha), แทปง (Thaepone), ชเวก๊กโก่ (Shwe Kokko) และในตัวเมืองเมียวดี ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลัง BGF รวมถึง บ้านช่องแคบ (Kyauk Khet) และบ้านวาเลย์ (Waw Lay) ในเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ DKBA และกองทัพพม่า

The Irrawaddy และ ISP Myanmar รายงานตรงกันว่าผู้เชี่ยวชาญบรรยายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นระยะ "กลายพันธุ์และอัพเกรด" โดยเปลี่ยนรูปแบบจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่รวมศูนย์ไปเป็นหน่วยย่อยที่กระจัดกระจาย [8][9] รายงานของ GI-TOC ที่ศึกษาปฏิบัติการศูนย์หลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเมินว่าอุตสาหกรรมนี้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปรับตัวสูง และเคลื่อนย้ายได้ง่าย โดยแม้จะถูกปราบปรามในหลายพื้นที่ ศูนย์เหล่านี้ก็มักเพียงปิดดำเนินการชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปยังสถานที่ที่ถูกจับตาน้อยกว่าหรือมีขนาดเล็กลง หรือเปลี่ยนไปดำเนินการในเขตอำนาจรัฐอื่น ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะจุดไม่อาจหยุดยั้งวงจรนี้ได้ [10]

The Irrawaddy รายงานว่า ชิงสงปาร์ค (Qingsong Park) หรือรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าไทหัวการ์เดน (Thai Hoa Garden) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเคเคปาร์ค เพียง 5 กิโลเมตร ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาด้านหลังย่านศูนย์หลอกลวงเดิม กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้การปกป้องของกองกำลัง BGF ผู้ที่ได้เข้าไปถ่ายภาพจากภายในตั้งฉายาสถานที่นี้ว่า "KK Park 2.0" [11]

AP รายงานว่าแรงงานชาวแอฟริกาจากเคเคปาร์ค กว่า 200 คน ย้ายเข้าไปอยู่ในศูนย์หลอกลวงอพอลโล (Apollo) ที่อยู่ใกล้เคียง ตามคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่นั่น ศูนย์หลอกลวงขนาด 100 เอเคอร์ใกล้หมู่บ้านแม่ท่อทะเล (Mae Htaw Thalay) ยังคงดำเนินการตามปกติ และมีศูนย์หลอกลวงจีนอีกอย่างน้อยประมาณ 10 แห่งระหว่างเมียวดีกับแม่ท่อทะเล ที่รับผู้หลบหนีจากเคเคปาร์ค มาพักและทำงานต่อ 

แรงงานอีกรายซึ่งอ้างว่าเจ้านายไม่ยอมปล่อยตัวแม้จะจ่ายค่าไถ่แล้ว เล่าให้ AP ฟังว่าคนงาน เคเคปาร์ค ที่มาพักที่เฮงเช็งปาร์ค 4 (Hengsheng Park 4) อยู่ได้สักสัปดาห์ก็ย้ายต่อ และได้ยินว่าส่วนใหญ่ไปยังกัมพูชา มอริเชียส และทวีปแอฟริกา เขายังเปิดเผยด้วยว่าบริษัทของตนยังคงใช้อุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink โดยอุปกรณ์ 3 ชิ้นหยุดทำงานหลัง SpaceX ประกาศตัดการเชื่อมต่อ แต่ชิ้นที่ 4 ยังคงใช้งานได้ [12]

สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ว่ากองกำลัง BGF กำลังเร่งก่อสร้างศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่บริเวณเชิงเขาดอนะ จังหวัดเมียวดี ห่างจากชเวก๊กโก่ราว 20 กิโลเมตร โดยพบว่ามีการขนย้ายชาวจีนและชาวต่างชาติเข้าไปอยู่และดำเนินกิจกรรมฉ้อโกงหลอกลวงแล้ว ผ่านความร่วมมือของกองกำลังทหารพม่าในการอำนวยความสะดวก [13]

แหล่งข่าวที่เป็นแรงงานชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบ ว่า นายทุนชาวจีนรายสำคัญและหัวหน้าเครือข่ายจากทั้งสองพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือและขนย้ายไปยังหมู่บ้านติ๊ดกะเต่ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานแห่งใหม่ มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมระบบน้ำ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ถนน และที่พัก แม้โครงสร้างพื้นฐานหลายส่วนยังไม่แล้วเสร็จ แต่จำนวนผู้คนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีหลายพันคน และสถานบริการต่าง ๆ ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้ว [14]

แคมเปญสื่อภาวนาส่งกำลังใจ “เฉอเจ้อเจียง” ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่

อนึ่งในระหว่างที่ไทยจับกุม เฉอ เจ้อเจียง หรือแส จิ้นเจียง (She Zhijiang) ประธานกลุ่มบริษัทยาไท่ ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ตามหมายจับตำรวจสากลคดีเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 จนกระทั่งส่งกลับไปดำเนินคดีต่อที่จีนในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นั้น

ผู้สื่อข่าวพบเนื้อหาข่าวสารเกี่ยวกับ เฉอ เจ้อเจียง และเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เช่น พบรายงานข่าว “ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนรวมตัวอวยพรให้ นาย She Zhijiang ในพิธีบุญใหญ่ที่ Shwe Kokko YATAI” ในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2567 (https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000075770) และไทยพับลิคมีเดีย 16 สิงหาคม 2567 (https://www.thaipublicmedia.com/2024/08/Shwe-Kokko-YATAI-holds-a-grand-merit-making-event.html) โดยในไทยพับลิคมีเดียมีการแนบลิ้งวิดีโอมาจาก YouTube ช่อง 大美亚太 (มหัศจรรย์ยาไท่) ซึ่งเป็นช่อง YouTube ที่เผยแพร่เนื้อหาจากเมืองใหม่ชเวก๊กโก่

หลังจากนั้นพบข่าวเนื้อหาใกล้เคียงกันในสื่ออื่นๆ เช่น อมรินทร์ทีวี วันที่ 23 สิงหาคม 2567 (https://www.amarintv.com/prnews/news/229413) ข่าวสด วันที่ 17 กันยายน 2567 https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_9418789

ข่าวที่เผยแพร่มีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญใกล้เคียงกัน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 ที่เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ยาไท่ ได้จัดพิธีบุญยิ่งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน รวมถึงพระสงฆ์ 43 รูป พร้อมตัวแทนจากหลายภาคส่วนทั้งทหาร นักธุรกิจ คณะครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป “มาร่วมสวดมนต์และอธิษฐานเพื่อส่งกำลังใจและขอพรให้นายแส เจ้อเจียง (She Zhijiang) ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้”

“ในงานมีการจัดตั้งกำแพงสีแดงยาว 50 เมตร เพื่อให้ประชาชนได้เขียนคำอวยพรถึงนายแส เจ้อเจียง ให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและกลับมาสานต่อการพัฒนาเมือง Shwe Kokko YATAI อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เมืองนี้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ถนนที่เคยเต็มไปด้วยโคลนถูกปรับปรุงให้สว่างไสวขึ้น กระท่อมที่เคยมีอยู่ก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารใหม่ ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการลงทุนและความมุ่งมั่นของนายแส เจ้อเจียง”

“Shwe Kokko Asia Pacific City (ชเวโก๊กโก่ เอเชียแปซิฟิก ซิตี้) ได้รับการยกระดับเป็นจังหวัดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่ห่างจาก KK Park หลายสิบกิโลเมตร และไม่มีความเกี่ยวข้องกันตามที่เป็นข่าว เมืองนี้เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครันและการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย ทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว”

“การพัฒนาเมือง Shwe Kokko Asia Pacific ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่สร้างความภูมิใจและความตื่นเต้นให้กับชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาและพื้นที่ใกล้เคียง เมืองใหม่นี้โดดเด่นด้วยอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ซึ่งเป็นผลจากความทุ่มเทของนายแส เจ้อเจียง นอกจากนี้ การก่อสร้างในเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวในท้องถิ่น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมากว่า 80,000 คนมีความมั่นคงและดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” รายงานข่าวระบุ

พาดหัว “ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนร่วมส่งกำลังใจถึง 'แส เจ้อเจียง' ในงานบุญใหญ่เมืองชเวโก๊กโก่” เผยแพร่ในข่าวประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์อมรินทร์ทีวี 23 สิงหาคม 2567

ข่าวขอพรส่งแรงบันดาลใจถึงนายเฉอ เจ้อเจียง ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ เผยแพร่ใน YouTube ช่อง Nation Online เมื่อ 22 สิงหาคม 2567

นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่สกู๊ปข่าววิดีโอเนื้อหาใกล้เคียงกันใน  YouTube ช่อง Nation Online (ช่อง Nation 22) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 https://youtu.be/VJUF-rfQk_w?si=1YK77hy3bnvxuzLJ YouTube ช่อง Asia Morning 28 สิงหาคม 2567 https://www.youtube.com/watch?v=YTCzwTfKjUUและมีการสำเนาวิดีโอข่าวที่เผยแพร่ใน JKN ช่อง 18 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน https://www.youtube.com/watch?v=Tzb1Uk1hJAQอย่างไรก็ตาม ภายหลังช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สื่อข่าวไม่พบการเผยแพร่ข่าวกิจกรรมหรือข่าวประชาสัมพันธ์ในลักษณะการส่งกำลังใจแก่เฉอ เจ้อเจียง ผ่านสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ที่ทำการติดตามอีก

เทเลแกรมเมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ฯ โพสต์เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 เผยแพร่ข่าวและภาพกิจกรรมส่งกำลังใจให้เฉอ เจ้อเจียง ที่มา: Telegram 缅甸克伦邦省水沟谷市亚太城

จากการตรวจสอบเทเลแกรมกลุ่ม 缅甸克伦邦省水沟谷市亚太城 (เมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า) (https://t.me/yatai8) ซึ่งเผยแพร่ข่าวสาร กิจกรรม และประกาศของโครงการยาไท่ เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ มีผู้ติดตามประมาณ  1,267 คน พบว่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 มีการเผยแพร่ข่าวและภาพจากกิจกรรมส่งกำลังใจให้เฉอ เจ้อเจียง ผู้สื่อข่าวพบว่าเนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ทั้งภาษาจีน https://t.me/yatai8/798) และภาษาพม่า (https://t.me/yatai8/807) โดยมีสาระแบบเดียวกัน คืออธิษฐานให้เฉอ เจ้อเจียงกลับมาอย่างปลอดภัย เมืองยาไท่ ชเวก๊กโก่ มีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีมีสุข

ทั้งนี้เทเลแกรมช่องดังกล่าว ยุติการเผยแพร่เนื้อหาตั้งแต่ 10 ตุลาคม  2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการจัดระเบียบเคเคปาร์คและชเวก๊กโก่ รวมถึงก่อนการส่งตัวเฉอ เจ้อเจียงกลับประเทศจีนเพียงไม่นาน ทำให้ไม่ปรากฏการสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องดังกล่าวภายหลังปฏิบัติการกวาดล้าง

เช่นเดียวกับ ช่องเทเลแกรม “亚太文娱综合频道” (ข่าวสารวัฒนธรรมและความบันเทิงย่าไท)  (https://t.me/ytwyzh666) มีสมาชิก 1,600 ราย ซึ่งนิยามว่าเป็นช่องนำเสนอ "ชีวิตที่หลากหลายในย่าไท่" โดยเผยแพร่ข่าวสารด้านกีฬา ดนตรี การถ่ายภาพ การอ่านหนังสือ และกิจกรรมชุมชนในเมืองใหม่ย่าไท่” ก็นำเสนอความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของเมืองจนถึง 12 พฤศจิกายน 2568 และไม่มีการโพสต์เพิ่มเติมอีก

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ากลุ่มยาไท่ ชเวก๊กโก่ มีการตั้งกลุ่มใหม่ หรือใช้ช่องทางสื่อสารอื่นอีกหรือไม่ แต่กลุ่มเทเลแกรมของกลุ่มผู้ใช้ภาษาจีนบริเวณเมืองเมียวดีกลุ่มอื่นๆ ยังคงมีความเคลื่อนไหว ดังที่จะนำเสนอรายละเอียดต่อไป

เทเลแกรม “สายเทา” เมียวดียังคึกคัก หาคนไปทำเพิ่ม แม้มีการถล่มตึก

จากกลุ่มเทเลแกรมทั้งหมด 33 กลุ่ม ผู้สื่อข่าวเลือกกลุ่มสนทนาในแอปพลิเคชันเทเลแกรม 3 กลุ่ม ซึ่งถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจตามแนวชายแดนไทย-พม่า และมีกลุ่มธุรกิจสีเทา และเครือข่ายสแกมเมอร์ใช้สื่อสารด้วย ประกอบด้วย กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นกลุ่มพูดคุยภาษาไทย ของคนไทยที่ทำงานอยู่ในฝั่งพม่าทั้งเมียวดี และท่าขี้เหล็ก และมีสมาชิกประมาณ 600 ราย กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) เป็นกลุ่มที่พูดคุยเป็นพม่า เกี่ยวกับการทำงานในฝั่งเมียวดีและพื้นที่อื่นของพม่า มีสมาชิกประมาณ 5,200 ราย และ กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ) นิยามตัวเองว่า “ดรามายาไท่” เป็นกลุ่มที่พูดคุยภาษาจีน เกี่ยวกับการทำงานในฝั่งเมียวดีและพื้นที่รอบๆ มีสมาชิกประมาณ 5,000 ราย

ประกาศรับสมัคร "แอดมินหุ้น" ซึ่งถูกสงสัยว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ)

ในกลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพพม่าเริ่มจัดระเบียบและรื้อถอนอาคารที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในพื้นที่เคเคปาร์ค ทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี พบว่ากลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นกลุ่มของคนไทยที่ทำงานในฝั่งพม่า ยังคงมีการโพสต์ประกาศรับสมัครงานอย่างต่อเนื่อง โดยหลายประกาศมีลักษณะชักชวนให้แรงงานย้ายไปทำงานในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ตัวอย่างตำแหน่งที่เปิดรับ ได้แก่ แอดมินหุ้น แอดมินตอบแชท แอดไลน์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ฝ่ายบัญชีฝาก-ถอน และงานยิงโฆษณาหาลูกค้า พร้อมเสนอเงินเดือน ที่พัก อาหาร ค่าเดินทาง และระบุว่าสามารถรับผู้ที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้

แม้ประกาศบางส่วนจะใช้คำว่า “แอดมินหุ้น” หรือ “ลงทุนออนไลน์” แต่ลักษณะของงานกลับไม่ได้สอดคล้องกับการเป็นโบรกเกอร์หลักทรัพย์ตามระบบตลาดทุนทั่วไป เนื่องจากไม่มีการระบุใบอนุญาต คุณสมบัติด้านการลงทุน หรือสังกัดบริษัทหลักทรัพย์ แต่เน้นการตอบแชทผ่านไลน์ การดูแลลูกค้า และมีค่าคอมมิชชันตาม “ยอด” ควบคู่กับสวัสดิการด้านที่พักและอาหารในพื้นที่ปอยเปต ลักษณะดังกล่าวจึงมีความสอดคล้องกับงานแอดมินในแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์หรือเครือข่ายหลอกลงทุน มากกว่าการทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ถูกกฎหมาย

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้จะมีการปราบปรามในพื้นที่เมียวดี แต่ยังคงมีความพยายามสรรหาแรงงานจากเครือข่ายคนไทยในฝั่งพม่าให้ย้ายไปทำงานในปอยเปต ขณะเดียวกันยังพบประกาศซื้อขายบัญชีโซเชียลมีเดีย บัญชีสำหรับยิงโฆษณา และบริการจัดหาบัญชีบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสนับสนุนทางดิจิทัลสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ การสร้างตัวตนปลอม หรือกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์รูปแบบต่างๆ แม้ว่าจากประกาศเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถยืนยันการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้โดยตรงก็ตาม

เช่นเดียวกับ ประกาศรับสมัคร "บุคคลสแกนหน้า" ในกลุ่มสนทนา A และนายหน้าจัดหาบุคคลเพื่อเข้ารับการยืนยันตัวตนกับบัญชีธนาคารและบัญชีทรูมันนี หลายแห่ง โดยกำหนดให้ผู้สมัครมีบัญชีธนาคารหลายประเภท ปรับวงเงินให้ทำธุรกรรมได้สูงสุด และเข้าพักในสถานที่ของบริษัทเป็นเวลา 3-7 วัน ลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการจัดหาบัญชีม้าและการยืนยันตัวตน (KYC) ให้กับบัญชีทางการเงิน ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สินดิจิทัลในเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ได้

ประกาศรับสมัคร "ผู้ช่วยซื้อ USDT บน Binance" ซึ่งถูกสงสัยว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “บัญชีม้าคริปโต” ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ)

ในช่วง 30 มีนาคม 2569 ในกลุ่มสนทนา A พบประกาศรับสมัคร "ผู้ช่วยซื้อ USDT บน Binance" ซึ่งให้ผู้สมัครใช้บัญชี Binance และบัญชีธนาคารส่วนตัวซื้อและโอน USDT ตามคำสั่ง โดยมีค่าตอบแทนเป็นรายรอบ ลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ "บัญชีม้าคริปโต" (crypto mule) หรือการจัดหาบุคคลเพื่อทำหน้าที่เคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นวิธีการที่พบในเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และการฟอกเงินข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในประกาศเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะผิดกฎหมายหรือเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมโดยตรง

ประกาศรับสมัคร “แอดมินฟีลแฟน” ซึ่งเป็นงานรูปแบบโรแมนซ์สแกม ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ)

ในช่วง 31 มีนาคม กลุ่มสนทนา A ยังคงมีลงประกาศรับสมัคร “แอดมินฟีลแฟน” หรือแอดมินสร้างความสัมพันธ์ (relationship-building operator) เพื่อไปทำงานในพื้นที่ใกล้กับกาสิโนแห่งหนึ่งในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยประกาศระบุว่ามีเงินเดือนประจำ ค่าคอมมิชชันตามยอด ที่พักและอาหารฟรี รวมถึงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือหนังสือเดินทาง

ลักษณะงานที่ปรากฏในประกาศดังกล่าวมีความสอดคล้องกับรูปแบบการหลอกลวงแบบสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก หรือ “โรแมนซ์สแกม” (romance scam) หรือ “งานเชือดหมู” (pig-butchering scam) ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้ปฏิบัติงานจะใช้การพูดคุยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเป้าหมาย ก่อนชักชวนให้ลงทุนหรือโอนเงิน และเป็นรูปแบบที่เคยถูกตรวจพบอย่างกว้างขวางในแหล่งปฏิบัติการสแกมเมอร์ในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง

บทสนทนาสอบถามการเข้าไปทำงานในฝั่งเมียวดี ช่วงมิถุนายน 2569 ที่มา: กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ)

ล่าสุดในกลุ่มสนทนา A ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ยังคงมีการสอบถามการเข้าไปทำงานในฝั่งเมียวดีปลอดภัยหรือไม่ ออฟฟิศตั้งอยู่บนภูเขาหรือการซื้อขายสินค้า มีการเตือนกันด้วยว่าระวังมิจฉาชีพจะให้โอนเงินก่อนได้รับสินค้า เป็นต้น

ในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นมา จนถึง 27 มิถุนายน การประกาศรับสมัครงานในกลุ่มยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกาศรับสมัครส่วนใหญ่ต้องการพนักงานตำแหน่งแอดมิน การตอบแชตลูกค้า การดูแลระบบฝาก-ถอน และงานการตลาดออนไลน์ ทั้งในพื้นที่เมียวดี ท่าขี้เหล็ก รวมถึงมีประกาศที่ระบุว่างานอยู่ในประเทศปากีสถาน หลายประกาศใช้ข้อความคล้ายกัน เช่น บริษัทออกค่าเดินทางและวีซ่า ที่พักและอาหารฟรี ไม่ยึดหนังสือเดินทาง ไม่กักขัง และสามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งสะท้อนว่าผู้รับสมัครพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้สมัครงาน หลังมีข่าวการหลอกลวง และบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์

นอกจากการรับสมัครแรงงานแล้ว ผู้สื่อข่าวยังพบตลาดซื้อขายบริการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจออนไลน์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายบัญชี Facebook, TikTok, Telegram และ LINE การขายบัญชีสำหรับยิงโฆษณา การรับปั๊มยอดผู้ติดตาม ยอดวิว และยอดไลก์ การติดตั้งบอท Telegram รวมถึงการจำหน่ายโทรศัพท์และอุปกรณ์ไอที ประกาศหลายชิ้นระบุว่าพร้อมสอนการใช้งานหรือให้ทดลองสินค้าก่อนชำระเงิน สะท้อนว่ากลุ่มสนทนาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่หางาน แต่ยังเป็นตลาดซื้อขายเครื่องมือดิจิทัลที่รองรับธุรกิจที่ดำเนินงานในพื้นที่ออนไลน์อีกด้วย

อีกประเด็นที่พบอย่างต่อเนื่องคือการซื้อขายและเช่าบัญชีธนาคาร ผู้สื่อข่าวพบทั้งประกาศรับซื้อบัญชี รับเช่าบัญชี รับนายหน้าหาเจ้าของบัญชี รวมถึงประกาศรับทั้งบัญชีบุคคลและบัญชีนิติบุคคล หลายประกาศระบุว่ารับเฉพาะบัญชีที่มีวงเงินตามเงื่อนไข พร้อมรับพัสดุทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเดินทาง ขณะที่บางรายเสนอเช่าชุดบัญชีธนาคาร พร้อมโทรศัพท์ ซิม บัตร ATM และแอปพลิเคชันธนาคารที่ติดตั้งพร้อมใช้งาน รวมถึงการลงทะเบียน NDID หรือผ่านการยืนยันตัวตนกับธนาคารแล้วเสร็จ แม้จากประกาศเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถยืนยันการนำบัญชีเหล่านี้ไปใช้ในกิจกรรมใด แต่ข้อมูลสะท้อนว่าในฝั่งเมียวดี ยังมีตลาดจัดหาบัญชีธนาคารที่ดำเนินอยู่ควบคู่กับการรับสมัครแรงงานและบริการออนไลน์อื่นอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวยังพบการเสนอขายฐานข้อมูลลูกค้าและข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ขายแบ่งประเภทข้อมูล เช่น รายชื่อลูกค้าทั่วไป รายชื่อลูกค้ารายใหญ่ และรายชื่อผู้ที่เคยถูกหลอก พร้อมเอกสารประกอบและสำเนาบัตรประชาชน บางประกาศระบุว่าสามารถทดลองข้อมูลก่อนซื้อและสอนวิธีใช้งานให้ฟรี ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าฐานข้อมูลลูกค้าและข้อมูลส่วนบุคคลถูกซื้อขายในฐานะสินค้า และมีการนำกลับมาเสนอขายต่อในตลาดออนไลน์

ขณะเดียวกัน บทสนทนาในกลุ่มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องประกาศสมัครงานหรือการซื้อขายบัญชีธนาคาร หรือบริการดิจิทัล แต่ยังพบการสอบถามร้านอาหาร ร้านขายโทรศัพท์ ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ร้านขายพอต ร้านน้ำกระท่อม การหาคนส่งอาหารไปยังอาคารในเมืองเมียวดี การสอบถามร้านค้าในท่าขี้เหล็ก รวมถึงบริการพาข้ามแดนและรถรับส่งระหว่างชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย สะท้อนว่ากลุ่มเทเลแกรม ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับผู้ที่ทำงานหรือเดินทางในพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเป็นช่องทางประกาศรับสมัครงาน

ตัวอย่างประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสนทนา B ซึ่งสื่อสารด้วยภาษาพม่า ระบุว่าตำแหน่งงาน Find Chat ทำงานในชเวก๊กโก่ ที่มา: กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ)

ตัวอย่างประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสนทนา B ระบุว่าเป็นตำแหน่ง “US Chatting” ทำงานในชเวก๊กโก่ ที่มา: กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ)

ส่วนกลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) เป็นกลุ่มสนทนาภาษาพม่าที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่เมียวดีและพื้นที่อื่นของพม่า จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าวพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการสนทนาหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิก หากแต่เป็นการโพสต์ประกาศรับสมัครงานซ้ำ ๆ จากผู้ประกาศหลายราย โดยบางประกาศถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำในวันถัดไป และแทบไม่พบการโต้ตอบระหว่างสมาชิกในกลุ่ม

ประกาศรับสมัครงานจำนวนมากระบุพื้นที่ทำงานใน "SKK" หรือชเวก๊กโก่ พร้อมเปิดรับตำแหน่งที่ใช้คำเรียกเฉพาะ เช่น “Find Chat, Finding, M1, M2, Reception, Killer” และ “Find Chat Second Leader” ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากประกาศรับสมัครงานด้านการตลาดออนไลน์หรือบริการลูกค้าทั่วไป

ตัวอย่างเช่น ประกาศหนึ่งระบุว่าเป็นการเปิด "สำนักงานใหม่" รับสมัครตำแหน่ง Find Chat เงินเดือน 20,000-35,000 บาท พร้อมค่าคอมมิชชัน 1-16% และกำหนดตัวชี้วัดผลงานเป็นการ "เปิดบัญชี" และยอดเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าหน้าที่หลักคือการ "Daily Chat" ขณะที่ตำแหน่ง Find Chat Second Leader ได้รับเงินเดือน 25,000-50,000 บาท พร้อมโบนัสตามผลงานของทีม และกำหนดเวลาทำงานเป็นกะกลางคืนตั้งแต่ 23.30-11.30 น.

อีกประกาศหนึ่งรับสมัครตำแหน่ง "US Chatting" ทำงานในพื้นที่ชเวก๊กโก่ เสนอเงินเดือนพื้นฐาน 40,000 บาท เบี้ยขยัน 2,000 บาท และค่าคอมมิชชัน 4-12% พร้อมกำหนดเป้าหมายการทำงานเป็นยอดเงินดอลลาร์สหรัฐต่อบัญชี โดยระบุว่าหน้าที่คือการสนทนากับลูกค้าผ่านแชทรายวัน และไม่ต้องรับผิดชอบขั้นตอนการโอนเงิน ขณะที่ประกาศอีกหลายฉบับแบ่งการทำงานตาม "แพลตฟอร์ม" หรือประเทศเป้าหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เม็กซิโก เปรู และโคลอมเบีย พร้อมกำหนดเวลาทำงานช่วงกลางคืน ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลากลางวันของประเทศเป้าหมายในทวีปอเมริกา

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังพบว่าประกาศหลายฉบับใช้คำศัพท์เฉพาะที่ปรากฏซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น Finding, Find Chat, M1, M2, Reception, Killer รวมถึง First Deposit และ Second Deposit โดยบางประกาศแบ่งหน้าที่ตามขั้นตอนของการทำงานอย่างชัดเจน เช่น M2 รับผิดชอบเฉพาะ "First Deposit" ขณะที่อีกตำแหน่งรับผิดชอบ "Second Deposit" และ "Third Deposit" พร้อมจ่ายค่าคอมมิชชันตามยอด Deposit หรือยอดเงินฝากที่ใช้เป็นตัวชี้วัดผลงานของพนักงาน

นอกจากนี้ยังมีอีกประกาศหนึ่งในกลุ่มสนทนา Bเป็นการรับสมัครงานในพื้นที่ชเวก๊กโก่ และเมียวดี โดยเปิดรับหลายตำแหน่ง Model ได้แก่ Model, Chinese Real, Chinese AI และ Chatting ตำแหน่ง Chatting เสนอเงินเดือนพื้นฐาน 40,000 บาท เบี้ยขยัน 2,000 บาท และค่าคอมมิชชัน 5-15% พร้อมกำหนดโบนัสเพิ่มเติมหากทำยอดได้ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐภายในหนึ่งเดือน ประกาศยังระบุว่าผู้ปฏิบัติงานสามารถออกนอกที่พักได้หลังเลิกงาน หยุดทุกวันอาทิตย์ ไม่มีสัญญาจ้างหรือค่าปรับ และผู้ประกาศซึ่งอ้างว่าทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ระบุว่าพร้อมรับรองความปลอดภัยของผู้สมัคร

ส่วนตำแหน่ง Model, Chinese Real และ Chinese AI เสนอเงินเดือนสูงถึง 80,000-150,000 บาท อย่างไรก็ตาม ประกาศไม่ได้อธิบายรายละเอียดหน้าที่หรือความรับผิดชอบของตำแหน่งเหล่านี้ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างไรจากข้อความประกาศเพียงอย่างเดียว

เมื่อพิจารณาประกาศรับสมัครงานหลายฉบับในกลุ่มสนทนา Bร่วมกัน พบว่าการแบ่งตำแหน่งไม่ได้เป็นไปตามโครงสร้างของธุรกิจทั่วไป เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด หรือฝ่ายบริการลูกค้า หากแต่แบ่งตามตลาดเป้าหมายในต่างประเทศและแบ่งตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน ตั้งแต่การค้นหาเป้าหมาย (Finding) การสนทนา (Find Chat/Chatting) ไปจนถึงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการฝากเงิน (Deposit) รูปแบบการรับสมัครดังกล่าวแตกต่างจากการรับสมัครงานการตลาดออนไลน์ทั่วไป และมีลักษณะสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ที่เคยมีการเปิดเผยในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า อย่างไรก็ตาม จากประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริษัทหรือผู้ประกาศแต่ละรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญ รายงานจากสื่อระบุสแกมเมอร์หวนกลับเมียวดี

ด้าน ชวัลวิทย์ ใจกาศ อดีตเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก ผู้ติดตามประเด็นอาชญากรรมข้ามพรมแดน ให้ข้อมูลกับประชาไทว่า หลังการปราบปรามเคเคปาร์ค แต่ก็ยังพบการดำเนินงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดีและใกล้เคียง เช่นที่บ้านผาลู ตรงข้ามบ้านแม่โกนเกน ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งนี้ทั้งก่อนหน้าและการปราบปรามเคเคปาร์ค พบมีการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ และมีการขยายตัวต่อเนื่องในบริเวณใกล้เคียงนี้ ซึ่งรวมถึงบ้านมินเล็ตปัน ที่กลุ่ม KNU เข้ามายึดครองก็พบความเคลื่อนไหวของขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ด้วย

อีกหลักฐานที่ยืนยันว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ยังคงดำเนินการในแถบจังหวัดเมียวดีอย่างต่อเนื่อง คือปฏิบัติการบุกตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ในพื้นที่ท่าข้ามขนส่งสินค้าชายแดน ต.แม่ตาว อ.แม่สอด โดยเครือข่ายทรูตรวจพบความผิดปกติของการใช้อินเทอร์เน็ตจากผู้ใช้บริการ 2 รายที่จดทะเบียนในสถานที่เดียวกัน ซึ่งมีปริมาณการใช้งานพุ่งสูงตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกัน เจ้าหน้าที่พบว่าอาคารดังกล่าวถูกดัดแปลงให้เป็นจุดรับ-ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งสัญญาณข้ามแม่น้ำเมยเข้าสู่ฝั่งพม่า โดยใช้บริษัทท่าขนส่งสินค้าบังหน้า กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่าแม้จะมีการทลายเคเคปาร์ค ไปแล้ว โครงสร้างพื้นฐานที่หนุนเลี้ยงแก๊งสแกมเมอร์ในแถบชายแดนแม่สอด-เมียวดี ยังคงทำงานอยู่ [15]

The Irrawaddy รายงานเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 ว่าปฏิบัติการหลอกลวงกำลังหวนคืนสู่โครงการ "เมืองใหม่" ชเวก๊กโก่ ทางเหนือของเมืองเมียวดี ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกะเหรี่ยง BGF/KNA ที่นำโดยพันเอกซอ ชิตตู โดยแทนที่จะเปิดดำเนินการอย่างโจ่งแจ้งในเมืองใหม่ของจีนแบบเดิม เครือข่ายได้ปรับตัวด้วยการเช่าโรงแรม เกสต์เฮาส์ และบ้านพักขนาดใหญ่ กระจายแรงงานเป็นกลุ่มย่อยที่สังเกตได้ยากขึ้น การกลับมาเริ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และประกาศรับสมัครงานที่หยุดไปในเดือนมกราคมก็เริ่มท่วมโซเชียลมีเดียอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2569 [16]

ขณะที่กว่า 5 เดือนหลังคำมั่นว่าจะกวาดล้าง รัฐบาลทหารพม่ารื้อถอนอาคารในชเวก๊กโก่ไปเพียง 3 หลังเท่านั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเคเคปาร์คที่อ้างว่าทำลายทั้งหมด ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่อธิบายว่าเป็นเพราะชเวก๊กโก่อยู่ไกลจากเขตของกลุ่มต่อต้าน รัฐบาลทหารจึงไม่กังวลว่าหลักฐานจะรั่วไหล และจะรื้อถอนต่อเมื่อถูกแรงกดดันจากภายนอกเท่านั้น นักวิเคราะห์มองว่าการปราบปรามเหล่านี้เป็นเพียงการสร้างภาพ ขณะที่เครือข่ายสแกมเมอร์เพียงย้ายออกไปไกลจากชายแดนหรือแตกตัวเป็นหน่วยย่อยในย่านที่อยู่อาศัย [17]

ที่น่าสังเกตคือ ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ซอชิตตู่ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง BGF/KNA ที่ควบคุมแหล่งสแกมเมอร์ชเวก๊กโก่ ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาน "คณะกรรมการสันติภาพ" ในรัฐกะเหรี่ยงที่จัดตั้งโดยรัฐบาลทหาร สะท้อนความย้อนแย้งของสถานการณ์ที่ผู้คุมเครือข่ายหลอกลวงรายสำคัญกลับได้รับบทบาทในกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการ [18]

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 สื่อมวลชนผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่ายืนยันว่า พบโซนใหม่ในเมืองชเวก๊กโก่บริเวณใกล้พื้นที่อิทธิพลของซอ ชิตตู่ กลับมาเปิดดำเนินการอย่างคึกคัก โดยยามค่ำคืนยังมีแสงไฟส่องสว่างทั่วพื้นที่ สวนทางกับข่าวก่อนหน้าที่ว่าพื้นที่ซบเซาลงจากการขาดแคลนไฟฟ้าและการถูกปราบปราม ภาพดังกล่าวยืนยันว่าธุรกิจหลอกลวงในชเวก๊กโก่ยังคงดำเนินต่อเนื่องภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังในพื้นที่ ตอกย้ำว่าการปราบปรามที่ผ่านมาไม่ได้แตะโครงสร้างที่แท้จริงของเครือข่าย และตราบใดที่ผู้คุมพื้นที่ยังเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มเดิม การกวาดล้างก็เป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวก่อนที่เครือข่ายจะหวนกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง [19]

อย่างไรก็ตาม ภาพข่าวปฏิบัติการปราบปรามก็ยังถูกหยิบมาใช้เป็นระยะ โดยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 กองทัพพม่าร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยง BGF/KNA เปิดปฏิบัติการรื้อถอนอาคารแหล่งสแกมเมอร์ในพื้นที่ชเวก๊กโก่และเคเคปาร์คอีกครั้ง หลังหยุดปฏิบัติการไปเกือบ 2 เดือน 

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ากลุ่มสแกมเมอร์บางส่วนได้ย้ายฐานเข้าไปลึกในพม่าเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนวัฏจักรเดิมที่ดำเนินมาตลอด คือเมื่อถูกกดดันในจุดหนึ่ง เครือข่ายก็เพียงโยกย้ายไปตั้งหลักในพื้นที่ที่ไกลและเข้าถึงยากกว่า ซึ่งนำไปสู่ทิศทางการกระจายตัวเข้าสู่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศที่จะกล่าวถึงต่อไป [20]

ทิศทางที่ 2 ย้ายไปพื้นที่อื่นในพม่า

GI-TOC รายงานว่า ขณะที่ศูนย์สแกมเมอร์บริเวณชายแดนจีนและไทยเผชิญการตรวจสอบระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ผู้ดำเนินการเริ่มย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกลขึ้นในรัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยง โดยอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและแผงโซลาร์เซลล์ทำให้กิจการหลอกลวงเหล่านี้สามารถย้ายออกไปปฏิบัติการได้ห่างจากชายแดนมากกว่า 100-200 กิโลเมตร [21]

เช่นเดียวกับข้อมูลจากงานวิจัยโครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2568 ที่ประเมินว่าศูนย์หลอกลวงตามแนวชายแดนได้ย้ายฐานแพร่กระจายเข้าไปอยู่ตามเมืองใหญ่ภายในประเทศ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ ตลอดจนขยับลงทางใต้ เช่น พญาตองซู (ด่านเจดีย์สามองค์) หรือเคลื่อนขึ้นเหนือไปยังเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉานตอนใต้ที่มีสภาวะร่วมกันคือกฎหมายเอื้อมไม่ถึง

แนวโน้มการปรับตัวของศูนย์สแกมเมอร์ ทั้งแบบแนวโน้มที่ 1 คือ ปรับตัวอยู่โดยรอบเมืองเมียวดี และแนวโน้มที่ 2 ที่การกระจายตัวไปสู่พื้นที่อื่นของพม่า ล้วนสอดคล้องกับข้อมูลที่พบใน กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ) เป็นกลุ่มสนทนาภาษาจีนที่ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่เมียวดีและพื้นที่อื่นของพม่า นิยามตัวเองว่า “แชทเผือกยาไท่” มีสมาชิกกลุ่มประมาณ 5,000 คน โดยแอดมินกลุ่มนิยามกลุ่มนี้ว่าเน้นเม้ามอย (吃瓜) คือมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ข่าวลือ ประสบการณ์ และเม้ามอยเกี่ยวกับชีวิตในเมืองใหม่ยาไท่ ชเวก๊กไก่ เมียวดี และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ขอความเห็นจากสมาชิก

ในกลุ่มสนทนา C เองนอกจากการตั้งประเด็นพูดคุยกัน ก็มีประกาศหางาน หรือโปรโมตเว็บพนัน เช่นวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ผู้ใช้งานรายหนึ่ง เผยแพร่โฆษณาแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ที่โปรโมตว่าเป็นเว็บเดิมพันที่รองรับการฝากถอนด้วยคริปโทเคอร์เรนซี USDT  พร้อมเสนอโปรโมชั่นหลายรูปแบบ อีกทั้งยังระบุว่าไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องยืนยันตัวตน (KYC) ไม่ต้องผูกบัตรธนาคาร และไม่มีข้อจำกัดด้าน IP พร้อมแนบช่องทางติดต่อผ่านเทเลแกรม นอกจากนี้ยังมีการโปรโมตเว็บไซต์พนันอื่นๆ อีก

นอกจากนี้ ก็มีประกาศรับสมัครพนักงานให้กับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์ โดยเปิดรับตำแหน่งฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายรับ–จ่ายเงิน และฝ่ายหาลูกค้า มีการระบุเงินเดือน และสวัสดิการ เช่น การลาพักทุก 6 เดือน การปรับเงินเดือน โบนัสวันหยุด โบนัสวันเกิด และโบนัสความภักดี นอกจากนี้ยังระบุว่าสามารถเดินทางผ่านนายหน้าได้ และตัวแทนฝั่งพม่าจะเป็นผู้จัดการเรื่องการผ่านด่าน โดยระบุว่าสถานที่ทำงานครอบคลุมหลายประเทศ ได้แก่ ดูไบ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา

“ประกาศทวงค่าโดยสาร” โพสต์เมื่อ 20 มิถุนายน 2569 หากทราบที่อยู่จะจ่าย “ค่าน้ำชา” เป็นรางวัล ที่มา: กลุ่มสนทนา C

นอกจากประกาศรับสมัครงาน กลุ่มสนทนา C ก็มีการพูดคุยในประเด็นข่าวสารอื่นๆ เช่น ในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 มีการเผยแพร่ประกาศขอให้ช่วยกันติดตามชายคนหนึ่งที่ค้างค่าโดยสารในการเดินทางในเส้นทางเมียวดี - ไจก์ดง - ด่านเจดีย์สามองค์ โดยผู้โพสต์ระบุว่าหากทราบที่อยู่ของบุคคลดังกล่าวจะมี "ค่าน้ำชา" ให้เป็นรางวัล สมาชิกในกลุ่มเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าช่วงนี้มีการตั้งรางวัลเพื่อตามหาคนลักษณะนี้มากขึ้น บางคนมองว่าคนโพสต์ควรไปแจ้งกองกำลังหรือ "หมู่บ้าน" แทนการประกาศในกลุ่ม ขณะที่บางคนแซวว่าปัญหาค่าโดยสารไม่ใช่เรื่องสำคัญเมื่อเทียบกับการหลบหนีออกจากพื้นที่ ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่าประกาศดังกล่าวไม่ใช่ประกาศทวงค่าโดยสาร แต่เป็นการทวงค่านำทางกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายคนจากศูนย์สแกมเมอร์จากแห่งหนึ่งไปยังพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง

โดยบทสนทนาอื่นๆ เรื่องการเดินทาง ที่ปรากฏในกลุ่มสนทนา C ทำให้เริ่มเห็นการเดินทางระหว่าง 3 จุด คือ เมียวดี/ยาไท่ ชเวก๊กโก่ (Myawaddy/Yatai Shwekokko) ไปยัง ไจก์ดง (Kyeikdon) และด่านเจดีย์สามองค์ หรือ พญาตองซู (Payathonzu) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเรื่องการย้ายศูนย์ปฏิบัติการสแกมเมอร์ออกจากพื้นที่รอบเมียวดี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลของสมาชิกในกลุ่มสนทนา และยังจำเป็นต้องตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติม

22 มิถุนายน 2569 มีผู้โพสต์ข่าวมีพลเรือนถูกสมาชิกกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ทำร้ายและดูหมิ่น เหตุเกิดในพื้นที่เจดีย์สามองค์ พร้อมระบุว่ามีการร้องขอให้กองกำลังกะเหรี่ยง DKBA ตรวจสอบเหตุการณ์อย่างโปร่งใสและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหากพบว่ามีความผิดจริง สมาชิกในกลุ่มจำนวนหนึ่งไม่เชื่อข่าวดังกล่าว โดยตอบสั้น ๆ ว่า "ไม่เชื่อ" หรือถามว่า "ใช้กฎหมายอะไร" (ไปเอาผิด) สะท้อนทัศนคติที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ที่กองกำลังชาติพันธุ์ควบคุม

ในวันเดียวกัน มีผู้โพสต์ประกาศเตือนเกี่ยวกับหญิงพม่าคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่า หญิงคนนี้ทำงานได้ไม่ถึงเดือนก็หลบหนีออกจากกิจการแห่งหนึ่งในเขตชเวโก๊กโก่ พร้อมนำใบอนุญาตพักอาศัยและทรัพย์สินของเจ้าของร้านติดตัวไปด้วย ผู้โพสต์ขอให้บริษัทอื่นอย่ารับเข้าทำงานและช่วยแจ้งเบาะแสหากพบตัว สมาชิกในกลุ่มหลายคนใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความไว้ใจคนทำงาน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า "อย่าสงสารคนอื่นมากเกินไป" และ "คนสมัยนี้ใช้ความใจดีของคนอื่นเป็นโอกาส"

23 มิถุนายน 2569 แอดมินของช่อง เผยแพร่ข่าวว่ามีผู้พบเห็นทหารเข้าตรวจค้นบ้านเรือนในเมียวดี ทำให้สมาชิกในกลุ่มพยายามวิเคราะห์สาเหตุ บางคนเชื่อว่าเป็นการตรวจสอบผู้ทำงานสแกมเมอร์จากบ้าน หรือผู้ไม่มีใบอนุญาตพักอาศัย ขณะที่อีกหลายคนมองว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอและไม่ควรตื่นตระหนก นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยต่อถึงข่าวรัฐบาลพม่ายกเลิกซิมการ์ดที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์จำนวนมาก สมาชิกหลายคนตั้งข้อสงสัยว่ามาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้ได้จริงเพียงใด เพราะในพื้นที่ยังสามารถใช้งานซิมการ์ดได้ตามปกติ

ในกลุ่มสนทนา C เมื่อ 24 มิถุนายน 2569 มีการโพสต์เล่าเรื่องที่มีผู้ถูกกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งในเมียวดีควบคุมตัว หากต้องการกลับเข้าไปทำงานในเขตยาไท่ ชเวก๊กโก่ ต้องวางเงินค้ำประกัน 150,000 บาท ที่มา: กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ)

เช่น ช่วงหัวค่ำของวันที่ 24 มิถุนายน 2569 สมาชิกในกลุ่มสนทนา C พูดคุยกันหลังมีผู้ใช้งานรายหนึ่งสอบถามว่าคู่สมรสของตนถูกกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งควบคุมตัวไว้หลายวัน และได้รับแจ้งว่าหากต้องการกลับเข้าไปทำงานในยาไท่ บริษัทจะต้องวางเงินค้ำประกัน 150,000 บาท มิฉะนั้นจะถูกส่งกลับเมียวดีภายในสามวัน

สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงเกินไป หลายคนแนะนำว่า ยอมถูกส่งกลับเมียวดีดีกว่าจ่ายเงิน 150,000 บาท บางคนระบุว่าเคยเห็นกรณีเรียกเงินสูงถึง 300,000 บาท ขณะที่อีกส่วนมองว่าควรสอบถามบริษัทหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะข้อมูลในกลุ่มอาจเป็นเพียงข่าวลือหรือเกิดขึ้นเฉพาะบางกรณี นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ถูกจับฐานลักลอบเข้าพื้นที่มักถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมตัวใกล้ด่าน ก่อนดำเนินการส่งกลับเมียวดี

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เช่นกัน มีสมาชิกกลุ่มคนหนึ่ง แสดงความคิดเห็นว่า การทำงานสแกมเมอร์ในรูปแบบเช่าบ้านหรือสถานที่ขนาดเล็กที่เมืองหมู่เจ้ (木姐/Muse) เมืองในรัฐฉานเหนือ ติดชายแดนจีน มีความเสี่ยง เพราะมีผู้ถูกจัมกุมจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามว่าเข้ามาทำงานในเขตยาไท่ ชเวก๊กโก่ เป็น “เสี่ยวทุยทุย” (小推推) ไม่ดีกว่าหรือ? ซึ่งคำว่าเสี่ยวทุยทุย เป็นคำสแลงที่ใช้เรียกพนักงานแชต หรือพนักงานระดับปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์

ครอบครัวผู้สูญหายใช้เทเลแกรมเปิดเผยพิกัดและรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในศูนย์สแกมเมอร์

ประกาศขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของผู้ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ พื้นที่รัฐฉานตอนเหนือ โพสต์เมื่อ 26 มิถุนายน 2569 ที่มา: กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ)

นอกจากการติดตามประกาศรับสมัครงานและชีวิตประจำวันของผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบเมียวดี และเมืองใหม่ยาไท่ ชเวก๊กโก่แล้ว กลุ่มสนทนา C ถูกใช้เป็นพื้นที่เผยแพร่ประกาศขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของผู้ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในพื้นที่ต่างๆ ทางตอนเหนือของพม่าด้วย

โดยในกลุ่มสนทนา C เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 มีการเผยแพร่ข้อความจากครอบครัวของชายชาวจีนรายหนึ่งชื่อ "ซินซิน" (鑫鑫) ซึ่งระบุว่าถูกคนรู้จักชื่อ "อาหลู่" (啊路) หลอกเข้าไปในศูนย์สแกมเมอร์แห่งหนึ่งในรัฐฉานตอนเหนือ ก่อนขาดการติดต่อเป็นเวลากว่า 7 วัน ครอบครัวระบุว่า ก่อนเข้าไป ซินซินได้ฝากข้อความไว้ว่า หากไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ หรือขาดการติดต่อเกิน 7 วัน ขอให้ครอบครัวเปิดเผยพิกัด รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง คดีฆาตกรรม และข้อมูลทั้งหมดของศูนย์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากสาธารณะ

ประกาศดังกล่าวเปิดเผยพิกัดของศูนย์สแกมเมอร์ 2 แห่ง โดยแห่งแรกเป็น “ศูนย์เก่า” พิกัด 21.632789, 98.644178 ซึ่งผู้โพสต์อ้างว่าตั้งอยู่กลางป่าภูเขาใกล้แม่น้ำสาละวิน มีชาวจีนถูกกักขังอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยคน ถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือ พร้อมถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ ภายในศูนย์มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ไม่เชื่อฟังหรือพยายามหลบหนี ผู้โพสต์ยังอ้างว่ามีชาวจีน 2 คนที่พยายามหลบหนีถูกเจ้าของศูนย์ ผู้จัดการ และผู้คุมสังหาร ก่อนที่ผู้ควบคุมจะย้ายผู้ถูกกักขังทั้งหมดไปยังศูนย์แห่งใหม่ที่อยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ภูเขา

ผู้โพสต์ระบุว่า ปัจจุบันซินซินถูกควบคุมตัวอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้บ้านไฮ อำเภอเกซี รัฐฉานตอนเหนือ โดยให้พิกัด 21.981381, 98.282026 พร้อมอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กองบัญชาการของกองทัพรัฐฉานเหนือบริเวณบ้านไฮ มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง และบุคคลภายนอกที่เข้าใกล้อาจถูกยิงขับไล่

นอกจากนี้ ครอบครัวยังเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของศูนย์ ได้แก่ "อาเหลียง" (啊亮) ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมศูนย์ อายุประมาณ 45 ปี เป็นชาวมณฑลกวางตุ้ง เคยเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่เมืองเล้าก์ก่ายและเมืองป็อก (勐波) ก่อนย้ายมายังพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงเปิดเผยรายชื่อผู้จัดการ นายหน้า และผู้ควบคุมศูนย์อีกหลายราย พร้อมประกาศมอบเงินรางวัล 50,000 หยวนแก่ผู้ที่สามารถให้ข้อมูลหรือภาพถ่ายของบุคคลเหล่านี้ได้

แผนที่จาก Google Maps แสดงให้เห็นกลุ่มอาคารกลางป่า โดยจุดนี้ถูกญาติของผู้ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ระบุว่าเป็น “ศูนย์เก่า” อยู่ในป่าลึกใกล้แม่น้ำสาละวิน ในพื้นที่รัฐฉาน ที่มา: Google Maps/กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ)

แผนที่จาก Google Maps แสดงให้เห็นกลุ่มอาคารกลางป่า โดยจุดนี้ถูกญาติของผู้ถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ระบุว่าเป็น “ศูนย์เก่า” อยู่ในป่าลึกใกล้แม่น้ำสาละวิน ในพื้นที่รัฐฉาน ที่มา: Google Maps/กลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ)

พบศูนย์สแกมเมอร์ขยายตัวเข้าพื้นที่ตอนในของพม่า และรัฐฉาน

นอกจากนี้รายงานข่าวจาก Workpoint Today เมื่อเดือนธันวาคม 2568 อ้างผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสแกมเมอร์กระจายตัวเข้าสู่ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และลงใต้ถึงพญาตองซู [22]ด้าน ISP-Myanmar รายงานว่าพบศูนย์แก๊งสแกมเมอร์ใหม่กว่า 75 แห่งใน 34 ตำบลทั่วพม่า โดยศูนย์หลอกลวงหลายแห่งย้ายจากแนวชายแดนไปยังตอนกลางของรัฐฉานและเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ [23]และ ASPI Strategist รายงานเพิ่มเติมว่าเมืองเหล่านี้กำลังกลายเป็นที่พักพิงใหม่ในรูปแบบที่ซ่อนเร้นกว่า อุตสาหกรรมนี้ต้องการเพียงตึกสำนักงานว่างเปล่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม ซึ่งพม่าหลังรัฐประหารมีอาคารร้างให้เลือกนับพันแห่ง [24]

กัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม (ในขณะนั้น) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวชายขอบ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าทราบข้อมูลจาก KNU แล้วว่าอาชญากรระดับบอสของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อพยพหนีไปหลบอยู่ในย่างกุ้งแล้ว [25]

นอกจากนี้ยังมีรายงานการจับกุมแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ในพื้นที่นอกเหนือจากเมืองเมียวดี และพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายเหล่านี้ได้ย้ายฐานเข้าไปในส่วนอื่น ๆ ของพม่าแล้ว อาทิเช่น

ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ทางการพม่าบุกตรวจค้นโรงแรมอินเตอร์เนชันแนล (International Hotel) ย่าน Mekhaung 2 Ward เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก จับกุมชาวต่างชาติ 393 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 297 ราย เวียดนาม 57 ราย มาเลเซีย 38 ราย และฟิลิปปินส์ 1 ราย พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ 174 เครื่อง อุปกรณ์ Starlink 9 ชิ้น และโทรศัพท์มือถือ 233 เครื่อง [26]

ช่วงเดือนเมษายน 2569 ยังพบกรณี กองกำลังพม่าสนธิกำลังบุกตรวจค้นพื้นที่บริเวณหมู่บ้านเกาซาน ห่างจากตัวเมืองต้างยาน รัฐฉานเหนือ ราว 25 กิโลเมตร พบและจับกุมผู้ต้องหาคดีแก๊งฉ้อโกงออนไลน์พร้อมอุปกรณ์ก่อเหตุจำนวนมาก และยังพบผู้ต้องหาชาวจีนเพิ่มอีก 2 รายที่ซ่อนตัวในพื้นที่ใกล้เคียง [27] ทางการพม่าบุกตรวจค้นโรงแรมเรจินา (Regina Hotel) เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก จับกุมชาวต่างชาติ 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวไทย พร้อมยึดเงินสดกว่า 6 ล้านบาทและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง [28] และเหตุการณ์ที่ตำรวจทหารพม่าประจำเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก บุกตรวจค้นจับกุมขบวนการแก๊งออนไลน์ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าภายในเขตเมือง ได้ผู้ต้องหา 126 ราย เป็นชาวจีน 125 ราย และชาวลาว 1 ราย พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink จำนวนมาก [29]

การกระจายตัวเข้าสู่รัฐฉานยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลทหารพม่ารายงานการจับกุมสแกมเมอร์ชาวจีนกว่า 110 คนในเมืองลายค่า (Laikha) เมืองปั่น (Mong Pan) และหมากหมัง (Matman) ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าสะท้อนการแตกตัวและกระจายของอุตสาหกรรมนี้นับตั้งแต่จีนทลายเครือข่ายในโกก้างเมื่อปี 2566 [30]ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกของรัฐฉาน การจับกุมที่เมืองท่าขี้เหล็กตั้งแต่เดือนมีนาคมมีจำนวนผู้ต้องสงสัยชาวจีนสะสมเกิน 500 คน และจากการรวบรวมของ The Irrawaddy พบว่ามีผู้ต้องสงสัยชาวจีนถูกควบคุมตัวทั่วเมืองไย๋ กุนฮิง ลายค่า และท่าขี้เหล็ก รวมกว่า 1,300 คนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 [31]

ที่น่าสังเกตคือ การจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นในเขตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน โดยช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 กองทัพว้า (UWSA) ได้ส่งกำลังจากเขตปกครองพิเศษว้าเข้าร่วมกับกลุ่มเมืองลา (NDAA) ตั้งชุดปฏิบัติการร่วมตรวจค้นแหล่งหลอกลวงในเขตเมืองลา รัฐฉานตะวันออก จับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 78 คน และส่งตัวชาวจีนกลับประเทศ [32]เฟซบุ๊กเพจ Know Shan State ยังรายงานต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ถึงการจับกุมและส่งตัวกลับเป็นระลอก ทั้งที่เมืองปั่น เชียงตอง และตามแนวริมฝั่งแม่น้ำสาละวินในเขตปกครองของกองทัพสหรัฐว้า โดยสื่อฝั่งว้าระบุว่านับตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 มีผู้ต้องสงสัยชาวจีนถูกจับและส่งกลับแล้วมากกว่า 600 คน [33]

ทิศทางที่ 3 ข้ามพรมแดนออกนอกพม่า

แนวโน้มการข้ามพรมแดนออกนอกพม่าของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการบุกเคเคปาร์ค รายงาน Inflection Point ของ UNODC ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2568 ก่อนการบุกเคเคปาร์ค ได้ระบุไว้แล้วว่ากลุ่มอาชญากรข้ามชาติในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายการดำเนินการออกนอกภูมิภาค เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากการปราบปราม โดยพบร่องรอยการดำเนินการในแอฟริกา เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้แทน UNODC เปรียบเปรยว่า "มันแพร่กระจายเหมือนมะเร็ง เมื่อเจ้าหน้าที่ปราบปรามในพื้นที่หนึ่ง รากเหง้าไม่เคยหายไป มันแค่อพยพ" การบุกเคเคปาร์ค จึงเป็นเพียงตัวเร่งให้แนวโน้มนี้เกิดขึ้นเร็วและกระจายวงกว้างขึ้นกว่าเดิม [34]

(1) กัมพูชา

ช่วงต้นปี 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงไซเบอร์ของไทย (ACSC) ระบุว่ามีการตรวจพบศูนย์หลอกลวงแก๊งสแกมเมอร์แห่งใหม่ในกัมพูชา หลังปฏิบัติการร่วมระหว่างไทย จีน และพม่าที่ทำลายศูนย์หลอกลวงเคเคปาร์ค และชเวก๊กโก่ โดยศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่ตั้งอยู่ที่เมืองมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ห่างจากชายแดนไทยที่ด่านคลองลึก อรัญประเทศ-ปอยเปตประมาณ 50 กิโลเมตร ประกอบด้วยอาคาร 2 ชั้นที่รวมทั้งพื้นที่ทำงานและที่พักอาศัยไว้ด้วยกัน ดำเนินการโดยชาวจีน และมีแรงงานหลายชาติรวมถึงชาวไทย อินเดีย และอินโดนีเซีย ทางการไทยระบุว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนกำลังเร่งให้แก๊งเหล่านี้โยกย้ายจากพื้นที่ชายแดนที่ผันผวนเข้าสู่ประเทศกัมพูชา [35]

สำนักข่าว AP รายงานว่าในแอปพลิเคชัน Telegram ประกาศรับสมัครงานสำหรับแรงงานแก๊งสแกมเมอร์ที่กระจัดกระจายออกมาผุดขึ้นราวดอกเห็ด ศูนย์หลอกลวงแห่งหนึ่งที่กำลังหาพนักงานเพื่อหลอกลวงลูกค้าชาวอเมริกันเสนอให้ทำงานแบบทางไกล (remote) โดยไม่ต้องเข้างานในศูนย์หลอกลวง ในขณะที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งหาคนสำหรับ "ค้นหาและพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี" ระบุว่าจะจัดเที่ยวบินตรงจากย่างกุ้งไปยังพนมเปญสำหรับผู้ที่มีพาสปอร์ต และ "การเดินทางอย่างปลอดภัยทางรถยนต์" สำหรับผู้ที่ไม่มี พร้อมเร่งว่า "ให้มาโดยเร็ว" [36]

ในเดือนมกราคม 2569 กองกำลังบูรพาของไทย ซึ่งดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา จับกุมชาวพม่า 16 ราย ขณะลักลอบเดินทางผ่านพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มุ่งหน้าไปยังกัมพูชา ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางและมีภูมิลำเนาจากอำเภอมิตตา (Myittha Township) จังหวัดเจ้าก์แส่ (Kyaukse District) ภูมิภาคมัณฑะเลย์ โดยถูกชักชวนผ่านโฆษณารับสมัครงานทำความสะอาดบน Facebook ที่เสนอค่าจ้าง 500 ดอลลาร์ต่อเดือน มีชาวไทยและชาวพม่าขับรถกระบะมาส่งเพื่อข้ามแดนไปกัมพูชา โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายละ 12,000 บาท กรณีนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการลักลอบขนแรงงานจากพม่าเข้าสู่ศูนย์หลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา [37]

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่งของเส้นทางการเคลื่อนย้ายนี้ คือปฏิบัติการของทางการกัมพูชาที่บุกค้นศูนย์หลอกลวงในเมืองบาเวต จังหวัดสวายเรียง ติดชายแดนเวียดนาม เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งควบคุมตัวชาวต่างชาติได้กว่า 2,000 คน โดยเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 1,792 คน เวียดนาม 177 คน ไต้หวัน 5 คน และพม่า 179 คน ที่ศูนย์แห่งนี้ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในแหล่งหลอกลวงที่ใหญ่และโหดร้ายที่สุดของกัมพูชา หนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวเป็นหญิงอายุ 27 ปีที่เคยทำร้านอาหารในเมืองเมียวดี ก่อนย้ายไปมัณฑะเลย์หลังการปราบปรามของกองทัพพม่าในเดือนตุลาคม 2568 จากนั้นถูกนายหน้าหลอกล่อด้วยตำแหน่งล่ามภาษาจีนเงินเดือนกว่า 900 ดอลลาร์ แล้วถูกนำพาผ่านไทยเข้าสู่กัมพูชาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ก่อนถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงชาวญี่ปุ่น The Irrawaddy ระบุว่าการปราบปรามของกองทัพพม่าในปี 2568 ได้ผลักดันให้แรงงานจำนวนมากในเมียวดีย้ายไปยังกัมพูชา ก่อให้เกิดคลื่นการค้ามนุษย์ระลอกใหม่ กรณีนี้จึงสะท้อนเส้นทางการเคลื่อนย้ายจากแหล่งสแกมเมอร์เดิมในเมียวดี ผ่านมัณฑะเลย์และไทย เข้าสู่ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม [38]

ขณะเดียวกัน คำบอกเล่าของผู้ที่เคยอยู่ในวงจรยังสะท้อนว่าเครือข่ายในกัมพูชาเชื่อมโยงกันเป็นระบบหลายจุด โดยมีการโยกย้ายคนระหว่างค่ายต่าง ๆ ทั้งโอเสม็ด ทางตอนเหนือติดชายแดนไทย กาสิโนวีนัสในบาเวตติดชายแดนเวียดนาม ไปจนถึงโรงแรมหนานไห่ในสีหนุวิลล์ ซึ่งล้วนถูกระบุโดยกลุ่มติดตามอาชญากรรมไซเบอร์และในเอกสารของทางการสหรัฐฯ ว่าเป็นแหล่งค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงออนไลน์ [39]

กลุ่มสนทนาเทเลแกรมปอยเปตอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

นอกจากกลุ่มสนทนาเทเลแกรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา และธุรกิจสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่ผู้สื่อข่าวยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ทั้ง กลุ่มสนทนา A (ชื่อสมมติ) กลุ่มสนทนา B (ชื่อสมมติ) และกลุ่มสนทนา C (ชื่อสมมติ) แล้ว ผู้สื่อข่าวยังติดตามกลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นกลุ่มสนทนาในเทเลแกรม ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก มีสมาชิกประมาณ 8 พันคน โดยระบุในชื่อกลุ่มว่าเป็นกลุ่มแจ้งข่าวด่วนที่เกิดขึ้นในเมืองปอยเปต ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมข้อความอธิบายว่า “มีอะไรเกิด = แจ้งทันที” และแอดมินกลุ่มเตือนสมาชิกว่า “ห้ามลงบริการทุกชนิด” หากแปะลิงก์กลุ่มอื่นจะถูกแบนทันที

แอดมินของกลุ่มสนทนา D เตือนเรื่องเหตุอาชญากรรมเมื่อ 17 มีนาคม 2569 ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

เนื้อหาที่พบในกลุ่มสนทนา D เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวันของผู้ที่อาศัยและทำงานในปอยเปต รวมถึงการประกาศหางานและรับสมัครงาน ซึ่งมีทั้งงานในภาคบริการ การค้าขาย การตลาดออนไลน์ และงานที่ผู้ใช้งานเรียกว่า "สายเทา" ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บางรายเสนอว่ามีทักษะด้านการตลาด การยิงโฆษณาออนไลน์ การตัดต่อวิดีโอ และประสบการณ์ในการทำตลาดพนัน บอล หวย และเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ (18+) แสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของตลาดแรงงานที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจทั่วไปและกิจกรรมสีเทาในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนเหตุอาชญากรรม การสอบถามสภาพการเดินทาง การติดตามด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ การค้นหาบริการภายในเมือง ตลอดจนการซื้อขายบัญชีโซเชียลมีเดีย ทำให้กลุ่มดังกล่าวมีลักษณะเป็นทั้งชุมชนออนไลน์และช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉพาะของผู้ที่อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองปอยเปต ขณะเดียวกันยังพบการพูดคุยเกี่ยวกับการเดินทางและการเข้าเมือง เช่น การสอบถามว่าสามารถบินเข้าสนามบินเสียมราฐได้หรือไม่ ขั้นตอนการขอวีซ่า เงื่อนไขการมีผู้รับรอง รวมถึงการค้นหาบริการทั่วไปในเมือง เช่น ร้านสัก ร้านขายผลไม้ และสถานบริการต่าง ๆ

หนึ่งในหัวข้อที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคือข่าวการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กัมพูชา โดยในช่วงวันที่ 17-22 มีนาคม 2569 แอดมินกลุ่มนำข่าวการจับกุมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ การกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในปอยเปต การค้ามนุษย์ในกัมพูชาและเวียดนาม ตลอดจนการตั้งจุดตรวจและมาตรการควบคุมการเดินทางในจังหวัดชายแดนต่าง ๆ มาเผยแพร่ให้สมาชิกติดตามอยู่เป็นระยะ

ควบคู่กันนั้น สมาชิกในกลุ่มยังมีการสอบถามและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับด่านตรวจแบบเรียลไทม์หลายครั้ง เช่น การสอบถามว่ามีด่านตรวจอยู่ตามเส้นทางระหว่างสตาร์โกลกับน้ำพุ หรือบริเวณซานโฮหรือไม่ รวมถึงการแจ้งตำแหน่งการตั้งด่านและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางข้ามจังหวัด การบินเข้าสนามบินเสียมเรียบ และข้อกำหนดด้านวีซ่าและการเข้าเมืองของด่าน ตม.กัมพูชา

ช่วงวันที่ 11 มิถุนายน 2569 พบการสนทนาอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปอยเปต โดยสมาชิกหลายรายติดตามและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในอาคารต่าง ๆ เช่น ฮอลิเดย์ พารากอน และเซนจูรี บางรายอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจในบางชั้นของอาคาร ขณะที่อีกส่วนหนึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณด้านล่างอาคารหรือเคลื่อนกำลังอยู่ในพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้เกิดการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ภายในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงเวลาดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนและไม่สอดคล้องกันในหลายจุด สมาชิกบางรายที่อ้างว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกันระบุว่าไม่พบการตรวจค้นหรือไม่พบเจ้าหน้าที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง ขณะที่บางรายเรียกร้องให้มีการแสดงหลักฐานประกอบ ส่งผลให้เกิดการถกเถียงระหว่างผู้ที่เชื่อว่ามีปฏิบัติการเกิดขึ้นจริงกับผู้ที่มองว่าเป็นเพียงข่าวลือหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ตัวอย่างการแจ้งข่าวสารเจ้าหน้าที่กัมพูชาเข้าตรวจค้นในพื้นที่ปอยเปต ช่วง 14 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

รูปแบบการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวยังปรากฏต่อเนื่องในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เมื่อสมาชิกในกลุ่มรายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่ของปอยเปต เช่น ซอยโอ ตลาดซาเกี้ยะ และบริเวณใกล้ไดมอนด์ รวมถึงมีการสอบถามว่าการตรวจดังกล่าวครอบคลุมหอพักหรืออาคารที่พักอาศัยหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าทีมตรวจจะเคลื่อนกำลังไปยังพื้นที่ใดต่อไป

ควบคู่กันนั้น ยังพบข้อความที่สะท้อนผลกระทบจากการตรวจค้นและความไม่แน่นอนในพื้นที่ เช่น การสอบถามหาห้องพักระยะสั้น การขอคำแนะนำกรณีหนังสือเดินทางสูญหาย การสอบถามบริการส่งของกลับประเทศไทย และประกาศรับฝากทรัพย์สินหลังจาก "ออฟฟิศปิด" หรือไม่สามารถเช่าหอพักต่อได้ โดยผู้ให้บริการรายหนึ่งระบุว่ามีบริการเก็บและส่งของกลับประเทศไทยสำหรับผู้ที่ต้องย้ายออกจากที่พัก

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 สมาชิกในกลุ่มยังคงติดตามสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่กัมพูชาอย่างใกล้ชิด โดยมีการสอบถามว่า "วันนี้ตำรวจลงที่ไหน" ขณะที่สมาชิกอีกคนตอบว่าได้รับข้อมูลว่ามีการปฏิบัติการในพื้นที่ฮอลิเดย์ระหว่างวันที่ 20-21 มิถุนายน แสดงให้เห็นว่าข่าวสารเกี่ยวกับการตรวจค้นหรือการเข้าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการติดตามอย่างต่อเนื่องภายในกลุ่ม

ข้อความขอบคุณ “พี่ทั้งสอง” ที่ช่วยซื้อข้าวซื้อน้ำในช่วงไร้ที่พึ่ง ไร้ที่ไป ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

ขณะเดียวกัน ยังพบข้อความจากแรงงานไทยรายหนึ่งที่กล่าวขอบคุณคนไทยอีกสองคนที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมกล่าวถึงผู้ที่กำลังประสบปัญหา "ไร้ที่พึ่ง ไร้ที่ไป" และไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไปในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในปอยเปต ท่ามกลางบรรยากาศของความไม่แน่นอน การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยภาพรวม กลุ่มสนทนา D ทำหน้าที่เสมือนเครือข่ายข่าวสารภาคสนามของผู้ที่อาศัยและทำงานในปอยเปต สมาชิกใช้กลุ่มในการติดตามข่าวอาชญากรรม การกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ การเดินทาง การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตประจำวันในพื้นที่ชายแดนแบบเกือบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ที่ติดตามหรือผู้สอบถามข้อมูลด่านตรวจหรือการตรวจค้นมีวัตถุประสงค์ใดเป็นการเฉพาะ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องได้ทั้งกับการเดินทางของแรงงานข้ามพรมแดน การตรวจสอบเอกสารการเข้าเมือง การประกอบอาชีพในพื้นที่ หรือเหตุผลอื่น ๆ ของผู้ใช้งานแต่ละราย

ประกาศติดตามตัวบุคคล โดยอ้างว่าสร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือบริษัท ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

นอกจากการแจ้งข่าวในปอยเปต พื้นที่ต่าง ๆ ในกัมพูชา รวมทั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว ยังพบการใช้กลุ่มสนทนาเพื่อเผยแพร่ประกาศติดตามตัวบุคคลพร้อมเสนอรางวัลสำหรับผู้แจ้งเบาะแส เช่น เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ในกลุ่มสนทนา D มีผู้ใช้งานอย่างน้อย 2 รายโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายของบุคคลที่ต้องการติดตาม โดยอ้างว่าบุคคลดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่เพื่อนร่วมงานหรือบริษัท

รายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าขอยืมบัญชีธนาคารของเพื่อนร่วมงานเพื่อรับโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเงินจากทางบ้าน ก่อนที่บัญชีทั้งสองจะถูกตำรวจในประเทศไทยแจ้งอายัดชั่วคราว ส่งผลให้เจ้าของบัญชีไม่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารของตนเองได้ ผู้โพสต์เรียกร้องให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในอีกกรณีหนึ่ง มีการโพสต์ภาพถ่ายและข้อมูลส่วนบุคคลของอดีตพนักงานของสำนักงานแห่งหนึ่ง พร้อมกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินแก่ธุรกิจดังกล่าวเป็นมูลค่า 136,378.23 บาท และขอให้สมาชิกกลุ่มช่วยแจ้งเบาะแสหากพบตัวบุคคลดังกล่าว โดยระบุว่าจะมีเงินรางวัลสำหรับผู้ให้ข้อมูล รวมทั้งขอให้ผู้ที่พบเห็นบุคคลดังกล่าวช่วยกักตัวไว้และติดต่อผู้โพสต์ อย่างไรก็ตาม จากข้อความที่ปรากฏทั้งสองกรณีไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเกี่ยวข้องกับธุรกรรมประเภทใด หรือข้อกล่าวหาที่มีต่อบุคคลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่

ประกาศตั้งค่าหัวที่พบในกลุ่มสนทนาแจ้งข่าวในเมืองปอยเปต เมื่อ 29 มีนาคม 2569 ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ในกลุ่มสนทนา D พบผู้ใช้งานรายหนึ่งโพสต์ประกาศตั้งค่าหัวเพื่อติดตามตัวบุคคลรายหนึ่ง พร้อมเผยแพร่ภาพถ่าย หน้าแรกหนังสือเดินทาง และข้อมูลของบุคคลดังกล่าว โดยเสนอรางวัลเป็นคริปโตเคอร์เรนซีสกุล USDT จำนวน 3,000 USDT สำหรับผู้ที่สามารถชี้ตัวหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าวได้ 10,000 USDT หากทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจนแขนหรือขาหัก และ 50,000 USDT หากทำให้บุคคลดังกล่าวเสียชีวิต นอกจากนี้ยังระบุว่าสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ใน "กลุ่มค้ำประกัน" ต่าง ๆ เพื่อกดดันบุคคลเป้าหมาย และอ้างว่าสามารถวางเงินมัดจำค่าหัวผ่านตัวกลางได้ล่วงหน้า

ผู้โพสต์ยังกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวพยายามแบล็กเมลบริษัท และมีปัญหาการพนันหรือยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อกล่าวหาดังกล่าว หรือยืนยันได้ว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนตามที่ประกาศจริงหรือไม่ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มสนทนาไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือประกาศงานเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับการเผยแพร่ข้อกล่าวหา การกดดันทางสังคม และการติดตามบุคคลภายในเครือข่ายอีกด้วย ในบางกรณี การติดตามตัวดังกล่าวมีการเสนอผลตอบแทนเป็นคริปโตเคอร์เรนซีและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเป้าหมายอย่างเปิดเผย ซึ่งสะท้อนลักษณะการจัดการข้อพิพาทหรือความขัดแย้งภายในเครือข่ายผ่านช่องทางสาธารณะมากกว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายตามปกติ

แอดมินของกลุ่มสนทนา D โพสต์เตือนสมาชิกกลุ่มเรื่องทำธุรกิจสีดำ “ลองคิดดีๆ กี่ชีวิตแล้วที่ต้องมีจุดจบแบบนี้” ที่มา: กลุ่มสนทนา D (ชื่อสมมติ)

นอกจากการประกาศหางานและบริการต่าง ๆ แล้ว ยังพบว่ากลุ่มสนทนาถูกใช้เป็นพื้นที่เผยแพร่เรื่องราวเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงทางการเงินด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 แอดมินกลุ่มสนทนา D ได้แชร์ภาพหน้าจอการสนทนาระหว่างญาติของผู้เสียชีวิตกับผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ พร้อมข้อความว่า "เอามาแชร์เป็นอุทาหรณ์ ใครที่ทำดำอยู่ ลองคิดดีๆ กี่ชีวิตแล้วที่ต้องมีจุดจบแบบนี้"

จากข้อมูลต่างๆ ทำให้พอเห็นแนวโน้มที่ว่ากัมพูชากลายเป็นอีกปลายทางของเครือข่ายที่ถูกผลักออกจากเมียวดีนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกัมพูชามีลักษณะใกล้เคียงกับการเป็น "ศูนย์กลาง" ของอุตสาหกรรมหลอกลวงในภูมิภาคอยู่แล้ว ทั้งในแง่ที่มีศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ตั้งกระจายอยู่หลายเมืองมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นปอยเปต บาเวต สีหนุวิลล์ หรือโอเสม็ด มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งอาคาร กาสิโน และระบบการเงินที่รองรับการฟอกเงินได้ทันที อีกทั้งยังมีเครือข่ายทุนจีนสีเทาและความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่หยั่งรากลึก เมื่อแหล่งในพม่าถูกกดดัน การโยกย้ายเข้าสู่ระบบที่พร้อมอยู่แล้วเช่นนี้จึงทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการสร้างฐานใหม่จากศูนย์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กัมพูชาไม่เพียงเป็นที่หลบภัยชั่วคราว แต่มีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดศูนย์ถ่วงใหม่ของเครือข่ายหลอกลวงในลุ่มแม่น้ำโขง ที่ดูดซับทั้งทุน แรงงาน และผู้บงการที่กระจายตัวออกมาจากพื้นที่อื่น

(2) ลาว

คิงส์โรมัน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งประเทศลาว เป็นอีกจุดหมายหนึ่งที่เคยปรากฏหลักฐานการย้ายฐานจากพม่า โดยในปี 2567 สำนักข่าวอิศราเคยรายงานว่าตำรวจสอบสวนกลางยึดอุปกรณ์แก๊งสแกมเมอร์บริเวณริมแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับคิงส์โรมันโดยตรง โดยตำรวจไทยเชื่อว่าเป็นการย้ายฐานจากพม่าเพื่อเปิดปฏิบัติการใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว และพบอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ถึง 10 เครื่อง พร้อมระบุว่าเครือข่ายนี้มีสาขาหลายประเทศ โดยหลักการทำงานคือ "ถ้าสาขาไหนไม่ปลอดภัยก็จะย้าย" [40]

ต่อมาสำนักข่าวชายขอบรายงานว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีการบุกกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่คิงส์โรมันอย่างหนัก จับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 771 ราย ทั้งชาวลาว พม่า จีน และฟิลิปปินส์ โดยมีนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงสาธารณะของจีนเดินทางมาบัญชาการด้วยตนเอง ส่งผลให้จีนเทาและขบวนการค้ามนุษย์กระจายออกมาหลบซ่อนบริเวณรอบๆ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และบางส่วนข้ามมาหลบฝั่ง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย [41]

การปราบปรามในสามเหลี่ยมทองคำไม่ได้ทำให้เครือข่ายหายไป แต่กลับเร่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายฐานไปยังพื้นที่อื่นในลาว โดยช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ตำรวจลาวเข้าทลายฐานปฏิบัติการกลุ่มสแกมเมอร์ในนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกควบคุมตัวได้ 605 คนจาก 6 สัญชาติ ได้แก่ จีน ไทย กัมพูชา พม่า เวียดนาม และเกาหลีใต้ และครั้งที่สองควบคุมตัวได้อีก 101 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวไทย สะท้อนว่าการกวาดล้างในเขตหนึ่งเพียงทำให้เครือข่ายเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปตั้งฐานในอีกพื้นที่หนึ่งเท่านั้น [42]

แม้บทบาทของลาวจะยังไม่เทียบเท่ากัมพูชาในแง่ขนาดและความหนาแน่นของศูนย์หลอกลวง แต่กรณีคิงส์โรมันสะท้อนลักษณะเฉพาะที่ทำให้ลาวเป็นพื้นที่รองรับการย้ายฐานมาจากเมียวดีได้ กล่าวคือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำมีสถานะกึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของกลุ่มทุนจีนที่อำนาจรัฐลาวเข้าไปจัดการได้จำกัด มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งกาสิโน อาคารสูง และระบบสาธารณูปโภคพร้อมอยู่แล้ว อีกทั้งยังตั้งอยู่บนรอยต่อสามประเทศที่เคลื่อนย้ายคนและอุปกรณ์ข้ามแดนได้สะดวก ทำให้แม้จะถูกกวาดล้างหนักภายใต้แรงกดดันที่นำโดยจีน เครือข่ายก็เพียงสลายตัวไปกบดานรอบพื้นที่หรือย้ายลึกเข้าไปตั้งฐานใหม่ในแขวงอื่นของลาว มากกว่าจะยุติการดำเนินงานอย่างแท้จริง

(3) ไทย (ทั้งเป็นทางผ่านและที่ตั้งฐานใหม่)

ไทยไม่เพียงถูกใช้เป็นทางผ่านในการลักลอบขนแรงงานไปยังประเทศที่สาม แต่ยังพบความพยายามตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศด้วย ในเดือนธันวาคม 2568 ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมขบวนการลักลอบขนสแกมเมอร์ที่หลบหนีการปราบปรามอย่างรุนแรงของทางการพม่า โดยกลุ่มชาวจีนและมาเลเซียให้การว่าได้ลักลอบเข้าไทยผ่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 [43]

ภาพที่ปรากฏฝั่งไทยจึงต่างจากกัมพูชาหรือลาว ตรงที่ไทยมิได้เป็นปลายทางของการตั้งฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ หากแต่ทำหน้าที่เป็นทั้งทางผ่านในการลำเลียงคนไปยังประเทศที่สาม และเป็นจุดพักชั่วคราวของผู้ที่หลบหนีออกมาจากการปราบปราม การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกว่าและการตรึงกำลังตามแนวชายแดนทำให้การตั้งศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ในไทยเป็นไปได้ยาก เครือข่ายจึงเลือกเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่ที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึงมากกว่า

ข้อมูลจากงานวิจัยโครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้การกวาดล้างครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นที่ฝั่งเมียวดี แต่การจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ภายในประเทศไทยก็ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีการเช่าบ้านหรือคอนโดเป็นฐานหลอกลวง การลักลอบขนคนข้ามจังหวัด ไปจนถึงการกวาดจับเครือข่ายบัญชีม้าในหลายพื้นที่ แม้ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้การเชื่อมโยงโดยตรงว่าเครือข่ายของตนย้ายมาจากฝั่งพม่า และหลายกรณีก็อาจเป็นปฏิบัติการที่ตั้งต้นในไทยอยู่แล้ว แต่ความถี่ของการจับกุมที่ดำเนินไปพร้อมกันกับห้วงการปราบปรามในเมียวดี ก็สะท้อนว่ากิจกรรมหลอกลวงในภูมิภาคนี้มิได้ลดน้อยลง หากเพียงเปลี่ยนรูปแบบและกระจายตัวออกไปในหลายลักษณะ

(4) แอฟริกาและที่อื่น ๆ

ตามรายงานของ AP แรงงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพม่าได้ยินมาว่า เจ้าของศูนย์หลอกลวงมีแผนที่จะย้ายฐานไปยังกัมพูชา มอริเชียส และแอฟริกาด้วย [44] ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวปรากฏชัดเจนขึ้นในทวีปแอฟริกาอยู่แล้ว จากรายงานวิเคราะห์ของ GI-TOC ระบุว่าเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับทุนจีนได้หันไปตั้งฐานในแอฟริกามากขึ้น โดยผู้พัฒนาศูนย์หลอกลวงรายสำคัญหลายรายที่เคยปฏิบัติการในกัมพูชาและพม่าได้ย้ายไปดำเนินการในภูมิภาคนั้น ขณะที่ตั้งแต่ปลายปี 2567 เป็นต้นมา ทางการในไนจีเรียและกานาได้บุกตรวจค้นสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการที่มีผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวจีนและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกว่า 500 คน รวมถึงพบปฏิบัติการขนาดเล็กลงในแซมเบีย ยูกันดา เอสวาตินี แองโกลา และอียิปต์ [45]

สอดคล้องกับปฏิบัติการ "Red Card 2.0" ของ INTERPOL ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 ซึ่งกวาดล้างเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศแถบแอฟริกา จับกุมผู้ต้องหาได้ 651 ราย ยึดอุปกรณ์ 2,341 ชิ้น และปิดโดเมนกับเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้องกว่า 1,442 รายการ พร้อมพบความเสียหายเชื่อมโยงกว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ารูปแบบ "ศูนย์หลอกลวง" แบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังแพร่กระจายไปฝังตัวในภูมิภาคที่การบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ [46]

ข้อมูลที่ยกมาเหล่านี้ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยโครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประเมินว่าแก๊งสแกมเมอร์ในพม่าส่วนหนึ่งย้ายออกไปตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวหรือไทย หรือขยายไปสู่ภูมิภาคใหม่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็งและมีความไม่มั่นคงทางการเมือง ได้แก่ แอฟริกาตะวันตก ตะวันออกกลาง และอเมริกากลาง

ทำไมไทยจึงผ่อนคลายแรงกดดัน?

หากย้อนกลับไปพิจารณาบทบาทของไทยตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าแรงกดดันที่เคยเข้มข้นในช่วงต้นปี 2568 ค่อย ๆ คลายลงตามเวลา ซึ่งมีเหตุผลหลายชั้นซ้อนทับกันอยู่เบื้องหลัง ในบรรดาประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกดดันเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในพม่า จีนและไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าที่ผลักดันให้เกิดการปราบปรามอย่างจริงจัง แรงกดดันจากจีนทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมากหลังกรณีนักแสดงชาวจีน 'หวัง ซิง' ถูกลักพาตัวไปยังเคเคปาร์ค ในต้นปี 2568 ซึ่งจุดกระแสความไม่พอใจในโลกออนไลน์ของจีนอย่างรุนแรง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน หลิว จงอี้ เดินทางเยือนไทยและพม่าเป็นการส่วนตัว นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศที่สามรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้ข้ามพรมแดนแม่สอด-เมียวดีนับตั้งแต่รัฐประหารพม่าปี 2564 [47]

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไทยประกาศตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงพร้อมกันใน 5 พื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ได้แก่ เมียวดี พญาตองซู และท่าขี้เหล็ก อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีมหาดไทยไทย ในขณะนั้น ระบุว่า "ถึงเวลาแล้วที่จะไม่มีใครกล่าวหาว่าไทยมีส่วนสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย" นอกจากนี้ไทยยังสั่งห้ามส่งออกสินค้า 12 รายการไปยังพม่า รวมถึงโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้า นับเป็นมาตรการที่สื่อหลายสำนักขนานนามว่า "การกระทำที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่ไทยเคยทำ" [48]

ในช่วงที่ผ่านมา ไทยพยายามกดดันโดยตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงที่จำเป็นต่อการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในตัวเมืองเมียวดี แต่กลุ่มติดอาวุธและแก๊งสแกมเมอร์ตอบโต้ด้วยการผูกขาดการจำหน่ายเชื้อเพลิงในประเทศ ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชุมชนท้องถิ่นในรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ และรัฐฉานพบราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น จนไทยถูกกดดันให้กลับมาส่งออกเชื้อเพลิงตามเดิม

ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก GI-TOC เสนอผ่านบทวิเคราะห์ขององค์กรว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางอย่างจริงจัง โดยนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในแนวหน้าอย่างไทย ต้องเลิกมุ่งเป้าไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แล้วหันมาโฟกัสที่เครือข่ายอาชญากรรมในภาพรวมแทน สำหรับไทย นั่นหมายถึงการจัดการปัญหาทุกชายแดนพร้อมกัน เพราะแนวทางปัจจุบันที่กดดันทีละจุด ทีละประเทศ ส่งผลให้อาชญากรกระโดดข้ามพรมแดนและขยายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ใหม่แทน [49]

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญประเด็นแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และหนึ่งในนักวิจัยโครงการการพัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า แรงกดดันจากฝั่งไทยที่เคยเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมาเริ่มผ่อนคลายลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศูนย์หลอกลวงของกลุ่มสแกมเมอร์ในพม่าไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่ในการหลอกลวงเป็นคนไทยแล้ว หากแต่เป็นเหยื่อในประเทศอื่น โดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ แรงจูงใจทางการเมืองในการผลักดันเรื่องนี้จึงลดลงตามไปด้วย

และในมิติของความมั่นคงชายแดน กองทัพไทยมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดนไทย-พม่าที่สั่งสมมายาวนาน ขณะเดียวกันก็คนในพื้นที่ก็มีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

"เราต้องเข้าใจว่า แรงกดดันที่ผ่อนคลายลงนั้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งในแง่ที่เป้าหมายของการหลอกลวงไม่ใช่คนไทย แรงจูงใจทางการเมืองจึงลดลง และในแง่ความสัมพันธ์ชายแดนที่ซับซ้อน ทำให้การผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ" ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวกับประชาไท

 

 

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง