Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิจัยนโยบายเศรษฐกิจในจีนและเอเชียตะวันเฉียงใต้ ประเมินว่าการที่ไทยใช้อิทธิพลกดดันกัมพูชาทางเศรษฐกิจในปี 2025 นั้นได้ผลน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยมาจากสภาพความเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่กัมพูชามีการเติบโตทางเศรษฐกิจของตัวเอง มีการพึ่งพาไทยน้อยลงและหันไปหาประเทศเพื่อนบ้านที่รวยกว่ามากขึ้น เรื่องนี้จึงสะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียอาคเนย์ส่งผลต่อยุทธศาสตร์ด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อย่างไร

ริชาร์ด ยาร์โรว์ นักวิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจในจีนและเอเชียตะวันเฉียงใต้ ที่เคยทำงานในสถาบันการศึกษาทั้งในไทยและในกัมพูชามาก่อน เสนอมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังจากที่ทั้งสองประเทศปะทะกันแถบชายแดนในช่วงกลางปี 2025 ที่ผ่านมา ก็ตามมาด้วยความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นหลังนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายทางการเมืองและทางการต่างประเทศของทั้งสองชาติ ทำให้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ แต่กลับมีการหารือกันในเรื่องนี้น้อยมาก

ยาร์โรว์ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "ภูมิเศรษฐศาสตร์" หรือ "Geoeconomics" ที่หมายถึง แบบอย่างการใช้นโยบายเศรษฐกิจหรือการค้าในเขิงแข่งขันเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศตนเองในเวทีโลก ซึ่งยุทธศาสตร์นี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในวาทกรรมการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่ง เพราะกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มจำกัดการใช้กำลังทหารแล้วกันมาใช้วิธีการตามบรรทัดฐานทางการทูตของอาเซียนมากขึ้น จึงทำให้กลุ่มผู้กำหนดนโยบายในประเทศเหล่านี้เริ่มหันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจในการต่อกรและคัดง้างกับประเทศอื่นแทนที่จะใช้ทหาร

ในกรณีของไทยกับกัมพูชานั้น หลังจากเกิดความขัดแย้งชายแดนปี 2025 ไทยก็ได้เริ่มกดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชา ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในขนาดที่ใหญ่กว่า เทียบกับกัมพูชาที่เป็นประเทศรายได้น้อยกว่าและต้องพึ่งพาการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผลกลับกลายเป็นว่าวิธีการนี้ของไทยไม่ได้ผลเป็นส่วนใหญ่ ดูเหมือนว่ากัมพูชาจะสามารถต้านทานแรงกดดันทางเศรษฐกิจไว้ได้ส่วนมาก

แล้วกัมพูชาต้านทานแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากไทยได้อย่างไร ทั้งๆ ที่กัมพูชาเคยเป็นฝ่ายที่พึ่งพาทางด้านพลังงานและการค้าขายสินค้าอื่นๆ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศในช่วงไม่นานนี้ และสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจ สมรรถนะทางการเมือง และภูมิศาสตร์ในเอเชียอาคเนย์ ต่างก็มีผลต่อการใช้ยุทธศาสตร์การกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้ได้ผลไม่มากเท่าที่หวังไว้

พื้นเพทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลง

ยาร์โรว์ชี้ว่า กัมพูชาเคยเป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมืองมาก่อน ในตอนที่พวกเขากำลังฟื้นฟูตัวเองจากสงครามในช่วงยุค 1990s-ต้น 2000s นั้น กัมพูชาก็ต้องพึ่งพาไทยอย่างมากในเรื่องอุตสาหกรรมพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเรื่องรางรถไฟที่เชื่อมต่อกับสายตะวันออกของไทย อีกทั้งประเทศไทยยังเคยเป็นผู้ที่จัดหาไฟฟ้าให้กัมพูชา 1 ใน 5 ของที่กัมพูชาใช้ในปี 2010 พอถึงปี 2019 ไทยก็ยังคงเป็นผู้จัดฟาไฟฟ้าให้กัมพูชา 1 ใน 10 ของที่พวกเขาใช้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นผู้จัดหาเชื้อเพลิง 1 ใน 3 ให้กับกัมพูชา นอกจากนี้ในด้านการบิน เที่ยวบินนานาชาติจะต้องมาต่อเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานในกรุงเทพฯ ก่อนถึงจะเดินทางไปพนมเปญหรือเสียมเรียบได้

การที่ไทยเคยมีอำนาจต่อรองสูงทางเศรษฐกิจในยุคก่อน ทำให้เมื่อช่วงปี 2003 ตอนที่เคยมีการจลาจลต่อต้านไทยในกัมพูชา ประเทศไทยก็โต้ตอบด้วยการคว่ำบาตรการค้า, วีซา และการเงินต่อกัมพูชา ทำให้รัฐบาลกัมพูชาขอโทษอย่างรวดเร็วและเสนอค่าชดเชยให้เรื่องที่ถูกก่อจลาจล

สำหรับประเทศไทยนั้นมีบทบาทอย่างมากในอดีตต่อการค้าและการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ในช่วงยุค 1990s-ต้น 2000s ไทยมีนโยบายให้บริษัทจากไทยสร้างเครือข่ายกับอาเซียน ส่วนภาครัฐก็มีส่วนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างถนน ทางรถไฟ และไฟฟ้า เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน การที่ไทยวางรากฐานการไหลเวียนทุนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา ทำให้หลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 1997 ไทยกลายเป็นประเทศที่ลงทุนสูงสุดในประเทศเหล่านี้แทนที่ญี่ปุ่นได้ชั่วคราว

ไทยยังมีบริษัทขนาดใหญ่ในกิจการต่างๆ หลายบริษัท เช่น กิจการน้ำมัน การเงิน อาหาร การเกษตร  ที่ต่างก็เข้าไปฝังรากในตลาดของกัมพูชา อีกทั้งชาวกัมพูชาจำนวนมากก็เข้ามาเป็นแรงงานในภาคส่วนต่างๆ ของไทยทั้งการเกษตร การก่อสร้าง อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทำให้ชาวกัมพูชามีทักษะแรงงาน รวมถึงสามารถส่งเงินกลับประเทศให้ครอบครัวได้

ด้วยบริบทเช่นนี้เอง ทำให้กองทัพไทยพยายามใช้วิธีการกดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชาในช่วงแรกๆ ที่มีความขัดแย้ง ต่อมาหลังจากที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นที่ชายแดนก็มีการปิดด่านการค้าบางแห่ง หลังจากนั้นก็มีการสั่งตัดอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา แต่หลังจากที่การสู้รบเริ่มลดระดับลง ก็เริ่มมีการผ่อนปรนข้อจำกัดระหว่างพรมแดนสองประเทศแต่ก็ยังมีการจำกัดเรื่องการค้าขายสินค้าข้ามแดนอยู่ มีการผ่อนปรมเรื่องสินค้าข้ามแดนแค่บางส่วนเพื่อที่จะทำให้การส่งวัตถุดิบสำหรับการผลิตทำงานต่อไปได้

การที่ไทยใช้วิธีการแบบนี้มีเจตนาที่จะกดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชา ซึ่งทางการไทยมองว่าการจำกัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตต่อกัมพูชาจะช่วยยุติสงครามได้เร็วขึ้น จะกลายเป็นการตัดกำลังกัมพูชา รวมถึงสามารถตัดกำลังศูนย์สแกมเมอร์ที่สร้างรายได้ในกัมพูชา ส่วนกัมพูชาก็โต้ตอบด้วยการบอยคอตต์สินค้าและการนำเข้าอุตสาหกรรมความบันเทิงจากไทย รวมถึงเรียกให้แรงงานกัมพูชาในไทยกลับประเทศ

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของไทยและกรมศุลกากรกัมพูชาระบุว่า การค้าขามพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นมีมูลค่าลดลงหลังมาตรการทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะกลับมาดีขึ้นบ้างหลังความขัดแย้งลดระดับลง แต่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะมีความขัดแย้งนั้นก็ยังต่ำกว่าอยู่ดี

ทางการไทยยังมีมาตรการต่างๆ ในเชิงลงโทษทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชา เช่น การยึดทรัพย์นักการเมืองและนักธุรกิจกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ และจำกัดเรื่องพลังงานต่อกัมพูชา แต่กัมพูชาก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบแต่เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นบ้าง ราคาอาหารและน้ำมันสูงขึ้น ค่า GDP อาจจะลดน้อยลงบ้างแต่ก็ยังมีระดับการเติบโตอยู่พอสมควร นอกจากนี้กัมพุชายังมีปัญหาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงปัญหาซ้ำซ้อนจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงเพราะสงครามอิหร่าน การที่ไทยใช้มาตรการกับกัมพูชาก็แค่เป็นสิ่งตอกย้ำเท่านั้นไม่ใช่ปัญหาหลักของพวกเขา

การเบนเข็มทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ที่ทำให้ต้านทานแรงกดดันจากไทยได้

ไทยเริ่มมีอิทธิพลน้อยลงในทางอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับกรณีกัมพูชาเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 5-10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังเริ่มชะลอตัวในช่วง 2010s จนตามหลังเวียดนามในปี 2019 ในขณะที่ภาคการผลิตของจีนกับเวียดนามกำลังบูม ทำให้กัมพูชาเข้าถึงทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าจากทั้งสองชาตินี้แทนไทย ทั้งในแง่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักร และ วัตถุดิบการแปรรูป

ในด้านการส่งออก กัมพูชาก็เบนเข้มจากการส่งออกไทยในมูลค่าเทียบเท่ากับเวียดนามและจีน หันไปส่งออกให้เวียดนาม จีน และสหรัฐฯ ในมูลค่าที่มากขึ้น ในขณะที่มูลค่าการส่งออกไปไทยลดลงมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะเกิดการสู้รบกับไทยแล้ว นอกจากนี้กัมพูชายังนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 89% ในช่วงระะหว่างปี 2020-2024 สำหรับในด้านพลังงานไฟฟ้ากัมพูชาได้รับความช่วยเหลือจากจีน เกาหลี มาเลเซีย และธนาคารโลก ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้สองเท่าช่วงปี 2020-2025 โดยมีการเชื่อมต่อไฟฟ้ากับเวียดนามด้วย

อีกทั้งอุตสาหกรรมของกัมพูชากำลังบูมในกรุงพนมเปญและตามจังหวัดตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับชายแดนเวียดนาม ทำให้เกิดโอกาสการจ้างงานใหม่ การเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนจากต่างชาติ กลายเป็นวิธีการแบบที่เน้นรับเอาเวียดนามเข้าร่วมด้วยเพื่อทดแทนการพึ่งพาไทยจากฝั่งตะวันออก

อีกเรื่องหนึ่งที่ไทยคำนวนพลาดคือการที่กัมพูชาต้องพึ่งพาพลังงานจากไทย หลังจากที่ไทยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ กัมพูชากันไปเจรจาเรื่องการนำเข้าพลังงานจากมาเลเซียและสิงคโปร์แทน จนทำให้มูลค่าการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็น 169 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน กุมภาพันธ์ 2026 ขณะที่สิงคโปร์เองก็นำเข้าน้ำมันบางส่วนจากไทย จึงเป็นไปได้ว่าน้ำมันจากไทยบางส่วนยังคงไปที่กัมพูชาผ่านทางสิงคโปร์

อีกประเทศหนึ่งที่มีบทบาทในการปรับเปลี่ยนของกัมพูชาคือญี่ปุ่น เพราะการทำสงครามชายแดนไทยกัมพูชานั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับบริษัทยานยนต์ของญี่ปุ่นที่ลงทุนไปเยอะในด้านห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชา สงครามและการประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจจึงกลายเป็นการทำให้อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของพวกเขาหยุดชะงัก ก่อให้เกิดแรงกดดันทางภาคธุรกิจของญี่ปุ่นและทูตของญี่ปุ่นซึ่งขอให้ลดระดับความเข้มงวดระหว่างชายแดน

ถึงแม้ว่าในเดือนกันยายน 2025 การประกอบการยานยนต์ญี่ปุ่นจะกลับมาอีกครั้งในระดับเดียวกับก่อนการสู้รบ แต่ภาวะหยุดชะงักที่เกิดขึ้นก็ทำให้ธุรกิจญี่ปุ่นขยาด โดยต่อมาทูตญี่ปุ่นประจำกรุงพนมเปญได้เสนอว่าบริษัทของญี่ปุ่นอาจจะเริ่มแยกห่วงโซ่อุปทานของตัวเองออกมามากขึ้น

ในแง่หนึ่ง ความขัดแย้งชายแดนก็สร้างความเสียหายให้กับทั้งเกษตรกรรมชายแดนและการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนที่ทำงานในภาคส่วนเหล่านี้ และทำให้แรงงานกัมพูชาต้องอพยพกลับประเทศ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์พยายามหาคำตอบอยู่ว่า ทำไมปัจจัยในเรื่องนี้รวมถึงเรื่องที่มีการทลายศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาถึงไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจกัมพูชามากกว่านี้

แต่ส่วนหนึ่งที่พอจะสรุปได้คือเรื่องความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานกัมพูชาที่ถึงแม้จะกลับประเทศแล้วแต่ก็ยังคงไปทำงานภาคการผลิตในพนมเปญหรือตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศได้ อีกปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะเมื่อภาคตะวันตกของกัมพูชากำลังได้รับผลกระทบที่ต้องอาศัยการฟื้นฟูไปสักระยะหนึ่ง แต่พื้นที่ภูมิภาคนี้ก็ไม่ได้เป็นแหล่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาอีกต่อไป กัมพูชาได้หันไปหาการท่องเที่ยวในภาคอื่นๆ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเกษตรกรรมขนาดเล็ก ในการสร้างรายได้ให้ตัวเองแทน

ประเมิน ภูมิเศรษฐศาสตร์ ของเอเชียอาคเนย์ในมุมมองใหม่

เรื่องนี้ชวนให้เกิดคำถามตามมาหลายคำถามว่าไทยจะใช้วิธีการเชิงถูมิเศรษฐศาสตร์แบบเดิมในการกดดันกัมพูชาได้หรือไม่ หรือ แม้กระทั่งว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดยังคงใช้วิธีการแบบภูมิเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายตรงข้ามได้อยู่หรือไม่

คำว่า ภูมิเศรษฐศาสตร์ นี้เป็นคำของ เอ็ดเวิร์ด ลุดต์วาค ที่พูดถึงการพึ่งพา "ไวยากรณ์ของการค้า" ในการบรรลุเป้าหมายในเชิงอำนาจและในเชิงนานาชาติ กลายเป็นการใช้กำลังทหารโดยภาครัฐในการคุ้มครองทางการค้า ตรงข้ามกับการเรียกร้องใช้ผู้ค้าขายมาเป็นกองหนุนให้กับกองทัพ สำหรับยุทธศาสตร์แบบภูมิเศรษฐศาสตร์นั้น คือวิธีการที่นำเอาการส่งเสริมธุรกิจหรือจัดการธุรกิจมาเป็นเครื่องมือในการผลักดันผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงการปิดกั้นหรือจำกัดทางการค้าในบางส่วนเพื่อสร้างแรงกดดันจนทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวทำตามภาครัฐ

สำหรับกรณีไทยกับกัมพูชาที่ภูมิเศรษฐศาสตร์ส่งผลได้อย่างจำกัดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภายนอกจากการขู่ขึ้นภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ และการแสดงความกังวลจากญี่ปุ่นต่อเรื่องห่วงโซ่อุปสงค์ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ก็ทำให้ทั้งสองประเทศเร่งสงบศึกด้วย แต่ปัจจัยที่มาจากทั้งไทยและกัมพูชาเองก็มีส่วนอยู่ด้วยเช่นกั

ยาร์โรว์ ชี้ว่าแม้แต่ภาคส่วนธุรกิจไทยก็มีความขัดแย้งกับภาครัฐ โดยเฉพาะภาคส่วนธุรกิจที่ชายแดนคัดค้านการจำกัดการค้ากับกัมพูชา อีกทั้งกองทัพก็ไม่ค่อยได้นำกำลังไปช่วยเหลือคุ้มครองธุรกิจของไทยมากเท่าที่ควร ฝ่ายนักการเมืองเองก็ไม่ค่อยร่วมประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในการช่วยอุ้มภาคธุรกิจ แม้กระทั่งกับ ปตท. ที่เป็นวิสาหกิจที่ภาครัฐถือหุ้นอยู่ส่วนหนึ่ง ก็ยังต้องดิ้นรนอย่างหนักในการที่จะรักษาธุรกิจเชื้อเพลิงในกัมพูชา

ในการจะใช้ ภูมิเศรษฐศาสตร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นภาครัฐจะต้องมีการประสานงานที่ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและการเงิน มีการเสนอสิ่งจูงใจเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและยืดหยุ่นได้ นอกจากนี้ยังต้องมีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงทางการค้าด้วย สำหรับกรณีไทยนั้น การกดดันทางเศรษฐกิจจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการประสานความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งจะทำให้สามารถกดดันกัมพูชาได้มากขึ้น

แต่ในอาเซียนนั้น ไม่เพียงแค่ประเทศไทยที่ประสบปัญหาจากการใช้ ภูมิเศรษฐศาสตร์ แล้วได้ผลน้อย ประเทศอื่นๆ ก็เผชิญปัญหาแบบนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นกรณีของอินโดนีเซีย ที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ชาติบ บาสรี เคยกล่าวไว้เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2025 ว่า แทนที่อินโดนีเซียจะใช้ภูมิเศรษฐศาสตร์แล้วทำให้เกิดอำนาจต่อรองในเชิงการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค แต่กลับกลายเป็นการเปิดทางให้ชนชั้นนำทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียฉวยโอกาสหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง

พล.อ. เจิดวุธ คราประยูร อดีตนายทหารนักวิชาการจากวิทยาลัยเสนาธิการทหาร (วสท.) กล่าวว่า ประเทศกลุ่มอาเซียนนั้น "ไม่มีการบังคับใช้ ไม่มีการผนวกรวมข้อมูลข่าวสาร ไม่มีการสั่งการทางไซเบอร์ ไม่มีการร่วมกันกำกับนโยบาย ไม่มีกลไกในการคว่ำบาตร" และไม่มีเครื่องมือที่จะ "คว่ำบาตรระดับภูมิภาค หรือ การตีตราทางสังคม" ต่อบริษัทที่ละเมิดกฎข้อตกลง เรื่องนี้สะท้อนว่าอาเซียนยังคงขาดประสบการณ์ในเชิงสถาบัน ความเหนียวแน่นระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจ การประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ระดับข้อมูลข่าวสาร ความเต็มใจในการบังคับใช้นโยบาย และประสิทธิภาพในการที่จะใช้เครื่องมือ ภูมิเศรษฐศาสตร์

อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่รัฐส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นรัฐขนาดเล็กในเชิงพื้นที่ภูมิศาสตร์ มีฐานผู้บริโภคที่ค่อนข้างเล็กและไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใกล้เคียง หลายประเทศมีอุตสาหกรรมอยู่ไม่กี่อย่างที่มีความสำคัญมากพอในการใช้กดดันเชิงลบต่อต่างชาติได้โดยไม่ส่งผลกระทบภายในประเทศตัวเอง อีกทั้งช่องทางการค้าของแต่ละประเทศก็มีทางเลือกอยู่มาก ทำให้ยักย้ายถ่ายเทไปสู่ช่องทางอื่นได้ถ้าหากช่องทางหนึ่งถูกปิด

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการกดดันทางลบด้วยวิธีการ ภูมิเศรษฐศาสตร์ จะใช้ไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิง มันอาจจะส่งผลด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไปได้หลายปี แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ว่ามา ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ค่อยเหมาะกับวิธีการนี้

หรือ 'ภูมิเศรษฐศาสตร์ทางบวก' จะเป็นคำตอบที่ดีกว่า?

ทางออกสำหรับไทยนั้น ยาร์โรว์ เสนอว่าภาครัฐไทยจะต้องเสริมยุทธศาสตร์ในเรื่องการรวบรวมข้อมูล การประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการบังคับใช้มาตรการภูมิเศรษฐศาสตร์ หรืออาจจะทำในทางตรงกันข้ามกับการกดดันทางลบ คือการใช้ภูมิเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งอิทธิพลเชิงบวกแทน ด้วยการส่งเสริมการเชื่อมโยงและการเติบโตในอนาคตแทนการลงโทษที่ส่งผลกระทบแย่ๆ ต่อประเทศตัวเองไปด้วย

ยาร์โรว์ ยกตัวอย่างการใช้ภูมิเศรษฐศาสตร์เชิงบวก เช่น การพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐานหรือการคมนาคมไม่ว่าจะจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคือทั้งสองฝ่าย การแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม การดึงดูดผู้มีความสามารถด้วยวีซ่าพิเศษ การสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การวางมาตรฐานการค้าและขยายการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐแบบข้ามพรมแดน และการขยายการเข้าถึงตลาดการเงิน ผ่านทางระบบไฟแนนซ์หรือเครดิตต่างๆ ของธนาคาร และการผนวกรวมระบบการจ่ายเงิน

วิธีการเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลาพัฒนาหลายสิบปี โดยที่ภาคส่วนธุรกิจที่มีมูลค่าสูงในไทยจะมีบทบาทในเรื่องพลังงาน การท่า และระบบราง ซึ่งเป็นภาคส่วนของไทยที่เคยสร้างอิทธิพลแบบไปฝังรากในประเทศเพื่อนบ้านได้มาก่อน

 

 

เรียบเรียงจาก

Cambodia–Thailand economic conflict and the limits of geoeconomics in Southeast Asia, Richard Yarrow, New Mandala, 12-06-2026

https://www.newmandala.org/cambodia-thailand-economic-conflict-and-the-limits-of-geoeconomics-in-southeast-asia/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง