ครม.ส่งคำถามประชามติเรื่องทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งของสภาฯ และ ครม.ถึง กกต. "แสวง" ตอบประเด็นการเลือกตั้งในช่วงที่มีเหตุปะทะชายแดนสามารถทำได้ กกต.มีวิธีบริหารจัดการอยู่แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะให้มีเลือกตั้งในศูนย์อพยพเลยหรือไม่ แต่สามารถทำได้ทั้งเอาหน่วยเลือกตั้งไปหาคนหรือเอาคนไปหาหน่วยเลือกตั้ง
17 ธ.ค. 2568 เมื่อ 14.27 น. เพจวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า 'ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์' เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนี้
1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568
2. "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฯ ทั้งนี้ ตามมาตรา9 วรรคสอง (2) และ (4) และมาตรา 11 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามในรายงานไม่ได้ระบุว่าวันที่จะให้มีการทำประชามติคือวันที่เท่าไหร่
ทั้งนี้เมื่อเวลา 17.20 น. กรุงเทพธุรกิจรายงานเพิ่มเติมว่า ทาง กกต.มีหนังสือตอบกลับ ครม.แล้วว่า กกต.ไม่มีอำนาจเลือกคำถามประชามติ ครม.ต้องมีมติเลือกเพียงคำถามเดียวแล้วส่งให้ กกต.ดำเนินการ
รายงานของกรุงเทพธุรกิจระบุด้วยว่า พรุ่งนี้เวลา 10.30 น.จะมีการประชุม ครม.นัดพิเศษที่ทำเนียบรัฐบาลในเรื่องคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่
มีเหตุปะทะก็ยังจัดเลือกตั้งได้
ส่วนประเด็นการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 วันนี้เพจ The Politics รายงานการให้สัมภาษณ์ของ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหากมีถึงช่วงเลือกตั้งว่า อาจไม่กระทบการเลือกตั้งเลยเพระา กกต.มีวิธีบริหารจัดการสถานการณ์พิเศษและพื้นที่พิเศษหากเป็นการสู้รบตามแนวชายแดน และอยากให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดวัน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม เลขาฯ กกต.กล่าวถึงในกรณีมีการประกาศกฎอัยการศึกว่า ต้องดูว่ามีการประกาศแบบไหนและสาระสำคัญของกฎอัยการศึกเป็นอย่างไร
แสวงกล่าวถึงการตั้งคูหาเลือกตั้งในศูนย์อพยพเลยหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ต้องประเมินไปก่อนแต่มีทางออกแน่ มีทั้งแบบเอาคนไปหาหน่วยเลือกตั้งหรือเอาหน่วยเลือกตั้งไปหาคน
ทำประชามติเลิก MOU43-44 ไม่ได้
เมื่อวานนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงถึงประเด็นที่มีความเห็นว่าไม่สามารถให้จัดประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งฉบับปี 2543 และ ฉบับปี 2544 ได้โดยระบุไว้ดังนี้
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ว่าจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดกรณีต้องพิจารณาว่า การจัดทำประชามติในเรื่องดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่ จึงได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นประกอบการพิจารณา
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกเสียงประชามติ (Referendum) แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ การออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน (Binding) กับการออกเสียงประชามติที่เป็นการปรึกษาหารือ (Consultation) โดยการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันจะผูกพันองค์กรผู้ริเริ่มให้มีการออกเสียงประชามติ (รัฐสภา คณะรัฐมนตรี) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม “ข้อยุติ” ที่ได้จากการประชามตินั้น ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การออกเสียงที่จะถือว่า “มีข้อยุติ” ในเรื่องที่จัดทำประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่าคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติ หรือเป็นเพียงการปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
หากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติในเรื่องที่ทำประชามติเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปตามข้อยุตินั้น ก็จะเข้าลักษณะเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติเป็นประการใด คณะรัฐมนตรีทุกชุดก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อยุตินั้น ซึ่งหากเป็นดังนี้ก็จะเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากจะมีผลผูกพันให้คณะรัฐมนตรีชุดต่อ ๆ ไปที่จะต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามผลการออกเสียงประชามตินั้นจนกว่าจะมีการประชามติใหม่และผลการประชามติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แต่หากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายเพียงปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ คณะรัฐมนตรีก็ยังใช้ดุลพินิจได้ว่าสมควรจะดำเนินการตามผลที่ได้จากการออกเสียงประชามติหรือไม่ ก็จะไม่เข้าลักษณะต้องห้าม ซึ่งเมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีแล้ว ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามผลของการประชามติ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเห็นว่า การออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เคยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องนี้จึงต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียที่เกิดจาก MOU หรือการยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันอาจก่อให้เกิดข้อเสียเปรียบแก่ประเทศอย่างรุนแรงและไม่เป็นผลดีแก่ประเทศในภาพรวมขึ้นได้ สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาผลกระทบด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเห็นว่า การจัดให้มีการประชามติเรื่องดังกล่าวภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะมีผลเป็นการผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ
