การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ.2569 ดูเหมือนจะได้ข้อสรุปแล้วหลังจากข่าวจัดตั้งรัฐบาลเริ่มชัดเจนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส.ไปแล้ว 396 คน แม้ว่าความโปร่งใสในการจัดเลือกตั้งของ กกต.จะยังคงเป็นที่กังขาและคดีก็ยังคาอยู่ในศาล
ต้องยอมรับว่า ค่าย “สีน้ำเงิน” และ “เขียว” มีศักยภาพสูงมากตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ทั้งการผนึกกำลังกันของพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ชาติไทยพัฒนา ที่ สส.และบรรดา “บ้านใหญ่” ได้ไหลไปรวมตัวกันอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ไปจนถึง สส.ที่เรียกได้ว่าอยู่ค่ายเสรีนิยมอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนก็ไปเข้าร่วมด้วยบางส่วน จนคนประเมินกันว่าภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมจะดันตัวเองขึ้นมาสู้กับ 2 พรรคส้ม-แดงได้
ผลที่ออกมาหักปากกาเซียนไปหลายแท่ง จากที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า เต็มที่น่าจะทำให้เกิดสภาวะ 3 ก๊ก คือ ส้ม-แดง-น้ำเงิน โดยไม่ทิ้งห่างกันมากนัก แต่ผลกลับเป็นพรรคภูมิใจไทยได้ สส. 193 คน ส่วนพรรคประชาชนเหลือ 118 คน พรรคเพื่อไทยก็ต่ำร้อยเหลือ 74 คน พร้อมกับมีพรรคกล้าธรรมที่เบียดเข้ามาได้ถึง 58 คน (แต่เลขจำนวนนี้ยังต้องรอดูกันว่าสุดท้ายแล้ว กกต.จะรับรองทั้งหมดหรือไม่)
การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (1) : อิงแอบระบบราชการ ผลพวง 2 รัฐประหาร
การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (2) : ระบบอุปถัมภ์คัมแบ็ก
ประชาไทคุยกับ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีศึกษาถึงพลวัตรความเปลี่ยนแปลงของ “บ้านใหญ่” ในสังคมไทยเป็นทั้งหนังสือชื่อ “อุปถัมภ์ค้ำใคร? การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยถอยหลัง” และ “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช.: เครือข่ายใหม่ในรูปแบบที่เก่าแก่กว่า” ซึ่งกล่าวถึงบทบาทของระบอบอุปถัมป์ที่ลดลงไปช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นยึดโยงกับนโยบายของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง ซึ่งถูกทำลายลงไปในการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดและไปรื้อฟื้นระบอบอุปถัมป์กลับมาอีกครั้ง
ที่น่าสนใจก็คือ ในการเลือกตั้ง 2569 แม้ว่าข้อถกเถียงเรื่องระบอบอุปถัมป์และการซื้อเสียงจะยังมีอยู่เหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนไป ปัจจัยเหล่านี้ยังเพียงพอที่จะทำให้ชนะเลือกตั้งหรือไม่? หรือยังมีปัจจัยอะไรอีกที่พลิกขั้วการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้
เหตุที่ ‘บ้านใหญ่’ ไหลไปรวมน้ำเงิน-เขียว
ปรากฏการณ์หนึ่งที่เริ่มเห็นตั้งแต่กลางปี 68 ก็คือบรรดาบ้านใหญ่ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึง สส.จากพรรคต่างๆ ทยอยเดินเข้าไปซบพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรม และความชัดเจนก็ปรากฏเมื่อนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทยถูกถอดถอนไปเพราะปัญหาวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วต้องโหวตนายกฯ ใหม่ และอีกครั้งคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568

จำนวนบ้านใหญ่ที่ย้ายค่ายไปเข้ากับพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมก่อนเลือกตั้ง 69 ภาพจาก Rocket Media Lab
“บ้านใหญ่เองก็ enjoy การใช้นโยบายที่ดีของพรรคเพื่อไทยหาเสียงได้ แต่การที่นายกฯ ถูกถอด 2 คน แล้วอดีตนายกฯ ก็เดินเข้าคุก ปปช.ยังยื่นเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมให้ศาลรัฐธรรมนูญแขวนแพทองธารไว้อยู่ บ้านใหญ่คือไม่ต้องหาเสียงแล้วปิดจุดอ่อนไม่ได้แล้ว ยังมีเรื่องชาตินิยมชายแดน อังเคิลไม่รักชาติอีก บ้านใหญ่ที่อยากจะอยู่รอดก็ต้องเดินเข้าพรรคที่จะมาแทนก็คือพรรคภูมิใจไทย เขาจะไปเดินเข้าพรรคสีส้มก็คงไม่ใช่”
ส่วนกรณีที่ไหลไปพรรคกล้าธรรมเวียงรัตน์มองว่าเกี่ยวกับการที่สามารถครอบครองกระทรวงเกษตรฯ ไว้ได้อย่างยาวนานทำให้มีเครื่องมือในการช่วยเหลือดูแลคนและทำนโยบายที่ชาวบ้านน่าจะชอบเพื่อให้มองเห็นพรรคกล้าธรรมเป็นทางเลือก แต่เมื่อเทียบกับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคกล้าธรรมก็ถือว่าเล็กกว่า อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยก็ยังมีเทคโนแครตมาช่วยและอยู่ในอำนาจรัฐที่จะเอามาโฆษณาได้
“การเมืองบ้านใหญ่เป็นการเมืองที่ทำพื้นที่แล้วถ้าสูญเสียพื้นที่ไปมันได้กลับมายาก เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมองว่าต้องชนะเลือกตั้งได้ หรือต่อให้ชนะแล้วตัวเองเป็นฝ่ายค้านแล้วพรรคที่ไม่ใช่ภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายค้านก็จะไม่มีกลไกราชการไม่มีเครือข่ายมาช่วยเหลือ”
เวียงรัฐยกตัวอย่างที่อนุทินไปช่วยหาเสียงให้ “กานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.เขตอุบลราชธานีเขต 7 ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปภูมิใจไทย แล้วก็บอกว่า 3 อำเภอในเขตนี้ขออะไรมาก็จะเซนให้หมดซึ่งพูดแบบนี้ระหว่างเลือกตั้งก็ไม่ถูกต้องแต่เพราะอยู่ในอำนาจรัฐก็ทำให้พูดได้ หรือตอนที่อนุทินยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็เคยสั่งให้ซ่อมสะพานที่ขาดที่ระนองระหว่างที่เขาลงไปกับ ครม.สัญจร ก็ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่วัน
“ถ้าคุณไม่ได้เป็นรัฐบาล ถ้าเป็น สส.พรรคประชาชนเขาก็คงทำได้แค่พูดออกสื่อเพราะวิธีการของพรรคประชาชนเป็นการพูดออกสื่อเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้แล้วก็กระตุ้นให้สังคมมองเห็น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในพื้นที่ การจะทำงานพื้นที่ก็ต้องเป็นรัฐบาล คนก็เห็นแล้วว่าถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วเป็นฝ่ายค้านก็อุปถัมป์ชาวบ้านต่อไม่ได้ แต่ถ้าคู่แข่งมีกลไกรัฐที่จะช่วยก็ง่ายที่เขาจะไปกับภูมิใจไทย”
แค่เงินอย่างเดียวไม่พอ
นอกจากเรื่อง ‘บ้านใหญ่’ อีกเรื่องที่เชื่อมโยงกันและถูกพูดเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันก็คือการใช้ “เงิน” ซื้อเสียงที่วนกลับมาทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมาก็เคยมีงานศึกษาที่พบว่าการใช้เงินซื้อเสียงไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดส่งผลให้ผู้สมัครใช้เงินซื้อแล้วจะได้ชัยชนะเสมอไป แต่ข้ออ้างเรื่องการซื้อเสียงมักกลายเป็นข้อในการทำลายความชอบธรรมระบบเลือกตั้งอยู่เสมอ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เวียงรัฐอธิบายความซับซ้อนของเรื่องนี้ว่า เงินที่ใช้ในการทำพื้นที่หาเสียงยังคงมีแม้ว่าการซื้อเสียงเพื่อเปลี่ยนใจคนจะทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ใช้เงินกันอย่างมโหฬารเพื่อระดมคะแนนเสียง การให้เงินก็จะทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจว่าผู้สมัครคนนี้และพรรคการเมืองนี้พึ่งพาได้จริง แล้วการแจกก็จะไม่ใช่ตัวผู้สมัครเองหรือทีมงานของผู้สมัคร แต่เป็นการเอาเงินให้เครือข่าย เช่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน คนใหญ่คนโตในพื้นที่ที่ชาวบ้านให้ความนับถือ หรือคนที่ชาวบ้านรู้จักอย่างเช่น อสม. ไปแจกแทน
ทั้งนี้ เงินก้อนที่จ่ายไปนี้ก็อาจจะถูกเครือข่ายเหล่านี้หักเก็บไว้บางส่วนหรือเงินทั้งหมดอาจไม่เคยถูกเอาไปแจกต่อเลย เพราะคนในเครือข่ายอาจจะเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความนับถืออยู่แล้วจึงเพียงแค่ขอร้องชาวบ้านก็มาให้แล้วก็ให้เป็นค่ารถกับชาวบ้านไปแทนอย่างที่เป็นข่าวว่ามีการโทรศัพท์ถามกันว่าทำไมไม่จ่ายเงิน นอกจากนั้นคนเหล่านี้ก็อาจจะมีอีกพรรคหนึ่งมาให้เงินมากกว่ามาดึงตัวไปให้ช่วยหาเสียงให้ก็ได้ เพราะสังคมชนบทชาวบ้านก็มักจะเชื่อผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งเงินก็จะสะพัดอยู่ที่เครือข่ายในพื้นที่เหล่านี้
“การซื้อเสียงไม่ได้ง่าย คุณต้องมีเครือข่ายก่อน ถ้ามีเครือข่ายเท่ากันแต่เขามีระบบราชการด้วย คุณจ่ายไม่ได้แน่ คุณมีเครือข่ายเหมือนกัน มีระบบราชการเหมือนกัน พอจะสูสีกันใครเงินมากกว่าก็ชนะ เพราะเปลี่ยนใจหัวคะแนนได้ ฉะนั้นมันย้อนยุคกลับไป แต่เงินที่ใช้เพิ่มมาเป็น 100 เท่าแล้วมั้งจากครั้งที่แล้ว บางพื้นที่ใช้เกิน 100 ล้านแน่นอน จากที่เมื่อก่อนใช้ 10 ล้านก็เยอะมากแล้วใช้กันแค่ 1 ล้านแล้วชนะเลือกตั้งก็เยอะ แต่ในแคมเปญเลือกตั้ง 2569 ที่ระยะสั้น 50 วันนี้พลังเงินเป็นตัวเดินเรื่องสำคัญเลย” เวียงรัฐเล่าจากที่ได้ไปลงพื้นที่มา
เครือข่ายสีเทา-ดำในการเลือกตั้ง
เวียงรัฐยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาที่สะท้อนออกมาจากปริมาณเงินที่สะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ เครือข่ายลักษณะที่น่าเป็นห่วงกว่าในมุมมองของเวียงรัฐก็คือ เครือข่ายสีเทาและสีดำ ซึ่งย้อนกลับไปได้ถึงก่อน 2540 สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือเครือข่ายลักษณะนี้ไม่ได้ผูกพันอยู่กับสัมปทานของรัฐที่ยังผูกโยงกับโครงการพัฒนาแล้ว แต่มาในรูปของ “เว็บพนัน” ที่เจ้าของเว็บพนันเข้าสู่การเลือกตั้งหรือเป็นแกนนำชุมชน
เวียงรัฐอธิบายว่า เมื่อรู้ว่าใครอยู่ในเครือข่ายเว็บพนัน สแกมเมอร์ หรือเครือข่ายสีเทา ก็จะทำให้คุมการเมืองได้หลายพื้นที่เพราะเครือข่ายลักษณะนี้ไม่มีพื้นที่ แต่เมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเว็บพนันมีเงินเป็นร้อยล้านทำพื้นที่ ถ้าคนที่รู้คุมระบบราชการด้วยก็สามารถคุมคนในเครือข่ายสีเทาได้ด้วย หากไม่ยอมทำก็สามารถเปิดโปงคนเหล่านี้ได้ ซึ่งก็เหมือนกรณีที่มีการจับกุมกันไป
“เมื่อก่อนการแข่งขันกันก็กลัวกันว่าพรรคฝ่ายตรงข้ามจะมาเปิดโปงหรือการเมืองท้องถิ่นที่แข่งขันกันมากๆ ก็จะพยายามเลี่ยงเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้มีคนหน้าใหม่เข้ามาเยอะมาก มีพรรคใหม่เยอะแล้วก็มีคนคุมระบบราชการ ทำให้เครือข่ายสีเทาแบบนี้ประมาณการณ์ไม่ได้ และเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้ง”
เวียงรัฐยังอธิบายเพิ่มด้วยว่า การปรากฏตัวของผู้เล่นใหม่สีเทาๆ ในพื้นที่เหล่านี้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของบ้านใหญ่เดิมในพื้นที่ที่อาจจะเป็นเพียงตระกูลการเมืองหรือนักการเมืองที่ครอบครัวทำธุรกิจทั่วไปในท้องถิ่น เช่น เจ้าของโรงเรียนเอกชนที่แค่ร่ำรวยกว่าคนในพื้นที่เท่านั้น
เวียงรัฐประเมินว่าที่เครือข่ายสีเทาพวกนี้เติบโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรัฐไม่สามารถหาเงินเข้ารัฐได้ เงินที่หมุนเวียนในต่างจังหวัดก็มีอยู่แค่การเกษตร การท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถ้ารัฐไม่ขยายโครงการลงไปอย่างการทำถนน ไม่มีเงินไหลเวียนลงไปจ้างโฟร์แมน แรงงาน ทำวัสดุก่อสร้างไปขาย การค้าชายแดนอยู่ในสภาพตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็ต้องหางานอย่างอื่นทำ แม้ว่ารัฐจะต้องปราบเครือข่ายสีเทาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัฐก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วยเพราะเจ้าหน้าที่ก็มองว่าหาเงินได้ง่าย
การเมือง ‘บ้านใหญ่’ 2569 ต่างจากก่อน 2540
ทั้งนี้กลับมาที่ประเด็น "บ้านใหญ่" ในความหมายที่เข้าใจกันว่าคือรูปแบบหนึ่งของระบบอุปถัมป์ทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดต่างๆ และมีอิทธิพลต่อผลการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกนักการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ระดับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับ เทศบาล อบต. อบจ. มาจนถึงการเมืองระดับชาติอย่าง สส. ซึ่งระบบบ้านใหญ่เองก็มีพัฒนาการมาตลอดในการเมืองใภายใต้ระบอบประชาธิปไตยด้วย
เวียงรัฐ ย้อนไปเล่าถึงที่มาของคำว่า ‘บ้านใหญ่’ ว่าเป็นคำที่เพิ่งมาใช้กันตอนเลือกตั้งปี 2562 นี่เองโดยสื่อและคนในโซเชียลมีเดีย รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ในเวลานั้นเอามาใช้เพื่อให้เห็นความแตกต่างของพรรคตัวเองที่ไม่ได้ใช้เครือข่ายอุปถัมป์ แต่เป็นพรรคที่ใช้อุดมการณ์ความคิดเป็นตัวขับเคลื่อน
อย่างไรก็ดี คำว่า ‘บ้านใหญ่’ ก็มีที่มาจากสถานการณ์ด้วยเพราะปี 2562 มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่นามสกุลเดียวกับนักการเมืองเก่าเข้ามาสมัครกันเยอะขึ้น สส.เขตก็เป็นคนที่มาจากตระกูลการเมืองที่เป็นที่รู้จักในพื้นที่ และค่อนข้างชัดเจนว่าจะได้รับการเลือกตั้ง
เวียงรัฐให้นิยามของ “บ้านใหญ่” ที่ใช้กันทั่วไป ว่า มีความหมายตั้งแต่นักการเมืองที่มีนามสกุลเดียวกับนักการเมืองคนอื่นที่เคยได้รับการเลือกตั้ง หรือเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เช่น มีพ่อหรือคนในครอบครัวเป็นนายกเทศมนตรีหรือนายก อบจ.มาก่อน ไปจนถึงคนที่เป็นญาติห่างๆ หรือลูกน้องเก่าก็ถือเป็นบ้านใหญ่ ทำให้คำมีความค่อนข้างกว้างและมีความละเอียดซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่ตระกูลการเมือง
อย่างไรก็ตาม การที่นักการเมืองมาจากตระกูลเดียวกันอาจเป็นเรื่องธรรมดา เพราะญี่ปุ่นก็มีตระกูลการเมืองอย่างโคอิซึมิ, โคโนเอะ หรือโยชิดะ ก็อยู่ในพรรค LDP ลูกหลานนักการเมืองเหล่านี้เรียนรู้เรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เข้ามาทำงานการเมือง แต่ของไทยนั้นไปผูกพันอยู่กับการเมืองท้องถิ่นด้วย เมื่อได้รับการเลือกตั้งก็จะเป็นฐานทางการเมืองที่จะไปสู่ระดับชาติ
หากย้อนกลับไปก่อนปี 2500 มีคำว่า “นักเลงโต” หลังปี 2500 มี “นายหัว” “นายเหมือง” “เสี่ย” หรือ “เฮีย” ซึ่งใช้เรียกเจ้าของกิจการท้องถิ่นที่คนให้ความนับถือ พอมาถึงช่วงทศวรรษ 2520 ถึง 2530 มีคำว่า “เจ้าพ่อ” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” แต่เป็นที่รู้กันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อย้ายไปก็ต้องไปทำความรู้จักหรือไป “ไหว้” ผู้มีอิทธิพลที่ไม่เป็นทางการ
จนกระทั่งมีการเลือกตั้งต่อเนื่องกันในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เมื่อมีรัฐประหารแทรกตลอดเป็นช่วงสั้นๆ ก็จะยิ่งเห็นบทบาทของผู้มีอิทธิพลที่เข้ามาในสภา แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้มีอิทธิพลจะไม่ได้ลงเลือกตั้งโดยตรง แต่จะสนับสนุนคนลง สส.เพราะตอนนั้นนอกจากเลือกตั้งเทศบาลหรือ สจ.แล้วก็ยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นอื่นๆ ส่วนเทศบาลหรือ สจ.ก็ยังไม่ได้มีบทบาทอะไรนอกจากสายสัมพันธ์ทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ หรือสภาผู้รับเหมา ไม่ได้มีงบประมาณจำนวนมากลงไปเหมือนการเมืองท้องถิ่นหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้งบลงไปพัฒนาพื้นที่
แต่เมื่อการเมืองขยายออกไปสู่ท้องถิ่น เมื่อเริ่มมีงบประมาณเข้ามาให้ท้องถิ่นบริหารก็ทำให้คนที่ลงการเมืองท้องถิ่นเข้าไปร่วมมือกับพรรคการเมืองระดับชาติ เช่น เข้าไปเป็นแบรนด์เดียวกับพรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยเองก็จะมีโอกาสชนะเลือกตั้งในพื้นที่นั้นและเมื่อพรรคได้รับความนิยม ผู้ที่ลงสมัครนายกเทศมนตรีก็มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากขึ้น เป็นการผนึกกำลังกัน
ถ้าแบ่งช่วงเวลาที่เรียกว่าการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ ด้วยการแบ่งช่วงก่อนและหลังรัฐธรรมนญ 2540 “ผู้มีอิทธิพล” ช่วงก่อนปี 2540 ก็เช่น กำนันเป๊าะในชลบุรี หรือตระกูลอังกินันทน์ในเพชรบุรี ไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ เจ้าพ่ออีสานใต้ หรือ เสี่ยแหย (สมชัย ฤกษ์วรารักษ์) อ่างทอง ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันว่าคนเหล่านี้มีธุรกิจผูกขาดหรือธุรกิจที่ได้สัมปทานจากรัฐ ไปจนถึงธุรกิจสีเทา แล้วก็ใช้เงินตัวเองในการดูแลอุปถัมป์ชาวบ้านแล้วก็นำเงินมาใช้ในการเลือกตั้ง
เมื่อเข้าสู่การเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เปลี่ยนจากใช้เงินในกระเป๋าของผู้มีอิทธิพลมาเป็นการใช้งบประมาณเพื่อดูแลชาวบ้าน และเข้าสู่การเมืองโดยส่งลูกหลานตัวเองหรือคนในตระกูลลงเลือกตั้ง ทำให้ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ต้องล้างมือในอ่างทองคำ เพราะตัวเองจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีได้ แต่ด้วยต้นทุนทางสังคมและเงินทุนที่สั่งสมมาจึงไม่ใช่เรื่องยากนักที่พวกเขาจะผันตัวมาทำธุรกิจทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม รับเหมา การเกษตร หรือขายรถ
“ประกอบกับรัฐธรรมนูญ 40 บังคับให้มีนโยบายแล้วถูกส่งมอบด้วย จากที่สัมภาษณ์นักการเมืองจำนวนมาก บอกว่าหาเสียงง่ายขึ้นเยอะ ถ้ามีคนมาบอกว่าอยากเปิดร้านส้มตำในตลาด ไม่มีเงิน ก็บอกให้กู้จากกองทุนหมู่บ้าน 3 หมื่น 5 หมื่นบาท อยากไปหางานทำนอกหมู่บ้านแต่เดินทางไม่ได้ก็ไปกู้กองทุนหมู่บ้านซื้อมอเตอร์ไซค์ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คนที่หาเสียงไม่ต้องควักกระเป๋าเอง ก่อนหน้า 2540 ที่บอกว่าเอารองเท้าไปข้างนึงหลังเลือกตั้งค่อยมาเอาอีกข้างก็ไม่เกินจริง เพราะไม่มีอะไรมาผูกพัน”
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองเหล่านี้ก็ยังต้องดูแลชาวบ้านในเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่น เวลามีชาวบ้านมาหาด้วยเรื่องกฎหมาย มีปัญหาที่ดิน หรือเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ทำให้บางคนถึงกับต้องตั้งสำนักทนายความขึ้นมาดูแลชาวบ้าน หรือเมื่อพรรคตัวเองได้เป็นรัฐบาลก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายในการคุยกับผู้มีอำนาจในกรุงเทพฯ
เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือดูแลชาวบ้านในท้องถิ่นก็ทำได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น นักการเมืองท้องถิ่นก็ไม่ต้องใช้เงินตัวเองเยอะ และไม่ต้องใช้ความรุนแรงมากนักเพราะถ้าศึกษาความรุนแรงในช่วงเลือกตั้งก็จะพบว่าช่วงแรกๆ ทั้งในการเลือกตั้งนายก อบต. อบจ. หรือเทศบาลก็มีการยิงกัน หลังจากนั้นมาความรุนแรงไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดทางการเมืองแต่เป็นการนำงบประมาณมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อดูแลถนน ตลาด น้ำสะอาด การดูแลคนชราหรือผู้ป่วยติดเตียง ไปจนถึงการบรรเทาสาธารณภัยเวลามีน้ำท่วม แล้วคก็จะจำได้
“การเมืองหลัง 2540 เป็นลักษณะของนโยบายบวกกับความผูกพันอุปถัมป์ จะรวมการอุปถัมป์หลัง 2540 กับก่อน 2540 เหมือนกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทางการเมืองแล้วเราจะไม่เห็นจินตนาการว่าการเมืองที่ดีเป็นยังไง แม้ว่าการเมืองหลัง 2540 จะไม่ได้ดีทั้งหมด แต่ถ้าเราเลือกตั้งต่อไป ไม่มีรัฐประหารมาหยุดชะงัก คนก็จะเลือกคนที่มีนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหรือการอุปถัมป์ที่ไม่ใช่การซื้อเสียงหรือบุญคุณส่วนตัวแต่เป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น”
รัฐประหาร 2 ครั้งทำลายการเมืองเชิงนโยบาย
เวียงรัฐชี้ว่า การรัฐประหาร 2549 เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องการให้เครือข่ายเหล่านี้โตและพรรคไทยรักไทยก็เป็นพรรคการเมืองที่สามารถรวมเครือข่ายเหล่านี้กับการส่งมอบนโยบายได้ เมื่อพรรคไทยรักไทยเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกรัฐประหาร ก็ยังกลับมาได้และพรรคเพื่อไทยในสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ยังได้รับเลือกตั้งกลับมาแบบแลนด์สไลด์
อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารเสียงสะท้อนจากนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยรู้สึกว่าหาเสียงได้ง่ายเพราะนโยบายของพรรคการเมืองก็ไม่ได้เข้มแข็งเท่าก่อนการรัฐประหาร โดยเฉพาะนักการเมืองที่อยู่กับพรรคไทยรักไทยในบางพื้นที่ก็ยังเจอกับข้อครหาว่าโกง ไม่รักชาติ หรือเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง(ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์คนเสื้อแดงถูกสลายชุมนุมเมื่อปี 2553) แม้ว่าคนในพื้นที่อย่างภาคเหนือหรืออีสานจะยังคงเชื่อมั่นในตัวพรรคอยู่ก็ตาม
เมื่อเกิดการรัฐประหารครั้งที่ 2 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อปี 2557 นอกจากการจับขังนักการเมืองตัวเด่นๆ แล้ว คสช.ก็ยังส่งนายอำเภอหรือทหารไปแวะหาพูดคุยกับนักการเมืองคนอื่นๆ ด้วย แม้จะเป็นการเข้าหาด้วยความสุภาพหรือไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณให้นักการเมืองรู้ว่ารัฐจับตามองอยู่ทำให้เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ เช่น การแจกขันน้ำ แจกปฏิทินทักษิณ หรือการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นคดียุยงปลุกปั่นหรือล้มล้างการปกครองได้ ก็ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลแล้วกลับไปเลือกนักการเมืองที่เคยดูแลหรือเคยลง อบจ.มาก่อน และเป็นที่มาของบ้านใหญ่
สถานการณ์หลังการรัฐประหารเมื่อพรรคการเมืองอ่อนแอหรืออัตลักษณ์ของพรรคการเมืองถูกลดทอนให้มีความสำคัญน้อยลง และทำให้ครอบครัวของนักการเมืองมีความสำคัญมากขึ้น เช่น สส.ของพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคใหญ่ผ่านมา 20 กว่าปี นับจากคนที่มีนามสกุลเดียวกันกับคนที่เคยเป็น สส. ตอนเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 จนการเลือกตั้งหลังปี 2549 จำนวนก็เพิ่มขึ้นมามาก และเพิ่มขึ้นอีกในการเลือกตั้งปี 2562 อย่างมีนัยยะสำคัญ
“เมื่อแบรนด์ดิ้งของพรรคการเมืองอ่อนแอ หรือสถาบันการเมืองอ่อนแอ พรรคการเมืองไม่สามารถส่งมอบนโยบายได้หรือไม่มีการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าพรรคการเมืองไหนจะทำหน้าที่ส่งมอบนโยบายได้ดี หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ก็ตาม พรรคนี้พูดจริงทำจริง มันไม่มีความต่อเนื่องคนก็เลยเอาอะไรที่ตัวเองไว้ใจได้ใกล้ตัวก็เลยเป็นที่มาบ้านใหญ่”
เมื่อมาถึงการเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับ 1 และพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับ 2 ห่างกันประมาณ 10 ที่นั่ง ภูมิใจไทยได้ 71 ที่นั่ง ส่วนพรรคลุงอย่างรวมไทยสร้างชาติ 36 ที่นั่งและพลังประชารัฐ 40 ที่นั่งก็กลายเป็นพรรคต่ำร้อย ซึ่งมาจากกระแสไม่เอารัฐประหารทำให้พรรคการเมืองที่ร่วมกับคณะรัฐประหารและเป็นตัวแทนของทหารได้รับความนิยมน้อยลง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนอยู่ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์มา 10 ปีรู้สึกประเทศเดินถอยหลังแล้วอยากจะเปลี่ยนแปลง
นอกจากนั้นประชาชนก็เข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น เช่น ผู้สูงวัยและคนในชนบทต้องเปลี่ยนจากมือถือเป็นสมาร์ทโฟนมากขึ้นเพราะโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลประยุทธ์ 2 ทำให้เข้าถึงสื่อออนไลน์คลิปสั้นต่างๆ ได้มากขึ้น เมื่อและพรรคก้าวไกลก็สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
เมื่ออารมณ์ความรู้สึกของคนที่ไม่ต้องการรัฐประหารบวกกับการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มใหม่ก็ทำให้นักการเมืองบ้านใหญ่แพ้เลือกตั้งไปเยอะ ที่เห็นชัดก็ภาคตะวันออก อีสานบางแห่งและภาคเหนือ แต่เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2569 ไม่มีเรื่องต่อต้านรัฐประหารแล้ว ทำให้ต้องไปดูกันระดับเขตเลือกตั้งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดจะใช้เครือข่ายได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน เครือข่ายใดดูแลพื้นที่มาตลอดก็จะชนะการเลือกตั้ง
ทั้งนี้แบรนดิ้งของทั้ง 2 พรรคในการเลือกตั้ง 2569 ก็เริ่มไม่ชัดเจน ทางพรรคเพื่อไทยเสียจากการถูกโจมตีว่าไม่ได้ส่งมอบนโยบายตอนเป็นรัฐบาลและยังไปเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองขั้วอำนาจเก่าในช่วงปี 2566 ทำให้กระทบกับความนิยมของพรรค แต่เสียงที่ได้น่าจะเท่าเดิมหรือลดลงไม่มากนัก เพราะยังมีเครือข่ายบ้านใหญ่เข้มแข็งพอสมควร ถึงจะมี สส.ย้ายไปภูมิใจไทยและกล้าธรรมประมาณ 18 คนก็ไม่น่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ สส.ต่ำร้อย
ส่วนพรรคประชาชนเองก็เสียจากการไปโหวต อนุทิน ชาญวีรกูล ของพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ รวมถึงภาพของพรรคที่ดันเพดานก็ลดท่าทีลงทั้งเรื่องมาตรา 112 เรื่องทหาร ทำให้อัตลักษณ์ของพรรคไม่ชัดเจนเหมือนปี 2566 รวมถึงพรรคก็ไม่ได้ทำเครือข่ายพื้นที่การแข่งขันของ สส.เขตก็จะน้อย ทำให้ตอนแรกก็คิดว่าคะแนนเสียงของพรรคประชาชนแม้จะไม่เพิ่มขึ้นแต่ก็น่าจะไม่ลดลงมากหรือได้เท่าเดิมจาก 14 ล้านเสียงตอนปี 66 ก็น่าจะหายไป 1-2 ล้านเสียง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ทำให้เห็นว่าแบรนดิ้งของพรรคการเมืองมีผลน้อย คือมีผลเฉพาะกับคนที่ยังรักพรรคเพื่อไทยหรือเฉพาะคนชนชั้นกลางที่มองว่าพรรคประชาชนยังสื่อสารได้ดีกว่า ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเมืองตามจังหวัดต่างๆ ที่ประชาชนไม่ได้ผูกพันอยู่กับเครือข่ายบ้านใหญ่แต่อยู่กับสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า
“เขาดูจากสื่อแล้วสื่อทั่วไปที่ให้พื้นที่กับพรรคส้มเยอะแล้วก็ไม่ค่อยวิจารณ์น้ำเงิน ในกรุงเทพก็จะเห็นได้ว่าสส.เขตพรรคน้ำเงินเยอะมาก แสดงว่ามีคนกรุงเทพที่เห็นกระแสของคุณศุภจี คุณเอกนิติว่าเป็นเทคโนแครตที่มีความสามารถ ก็อาจจะมีผลกับคนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ เคยเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มารวมกันที่น้ำเงิน”
เวียงรัฐเล่าว่า เมื่อมาดูการเมืองของบ้านใหญ่หรือความสัมพันธ์อุปถัมป์ในการเลือกตั้งระดับ สส.เขต จากที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดภาคกลางตอนบน มีครอบครัวบ้านใหญ่ที่ดูแลพื้นที่มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อพ่ออายุมากขึ้นก็ส่งลูกชายลงเลือกตั้งแทน ซึ่งรุ่นลูกก็เป็นคนประวัติดี การศึกษาสูง มีความสามารถในการพูดทำโซเชียลมีเดียได้พร้อมกับมีทีมงาน แล้วก็ยังลงพื้นที่หาเสียงเคาะตามบ้านเรียกคนมาฟังปราศรัยได้ เรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านมากระชับเครือข่ายที่มีอยู่แล้วมาพูดคุยซักถามว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร
แม้ว่าการซื้อเสียงก็ไม่ได้มีลักษณะไปเดินแจกเงินโดยตรงแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เงินในการทำงานสื่อสารควบคู่กันไปด้วยเพราะตอนนี้ถ้าไม่ทำเลยกระแสที่จะถูกพูดถึงก็จะน้อย เมื่อลูกหลานของคนในพื้นที่กลับมาก็อาจจะไม่ค่อยอยากเลือก ทำให้ต้องสร้างกระแสให้มีความคึกคักในพื้นที่ด้วย
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยที่หาเสียงด้วยวิธีแบบดั้งเดิมคือการลงพื้นที่ปราศรัยและยังสร้างกระแสได้ ส่วนกรณีพรรคประชาชนที่ประสบความสำเร็จจากการใช้โซเชียลมีเดียที่เคยทำได้เมื่อปี 2566 ก็ยังใช้วิธีเดิมอยู่ แต่ที่ผลการเลือกตั้ง 69 ออกมาเช่นนี้ก็เพราะว่ายังมีปัจจัยเครือข่ายอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือการอิงอยู่กับกลไกของระบบราชการ เรื่องนี้เป็นพัฒนาการใหม่ที่เกิดขึ้นหลังระบอบ คสช.
ใช้ ‘บ้านใหญ่’ ผนวกกลไกราชการ
เมื่อมีการรัฐประหารในปี 2557 คสช.ทำให้การเมืองเชิงนโยบายถูกทำลายไปยังได้รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ระบบราชการจนแข็งแรงมาก แม้ว่าพรรคทหารอย่างพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติจะเสื่อมสลายแต่สิ่งนี้ก็เป็นเสมือนมรดกของการรัฐประหารครั้งนี้ที่ทำให้พรรคการเมืองต้องพึ่งพิงระบบราชการมากขึ้นด้วยหรือไม่?
ประเด็นนี้เวียงรัฐขยายความว่า เป็นความเฉลียวฉลาดของคนที่วางแผนให้พรรคภูมิใจไทยที่ไม่ได้เพียงแค่พึ่งพิงระบบราชการเท่านั้นแต่ยังใช้ประโยชน์จากระบบราชการ เช่น กรณีฮั้วเลือก สว. ที่ทำให้เห็นวิธีการที่พรรคการเมืองจะเป็นผู้เล่นร่วมกันกับระบบราชการได้
แต่ก็ยังมีประเด็นที่คนติดตามการเมืองต่างตั้งข้อสังเกตกันถึงการเข้าคุมกระทรวงมหาดไทยแล้วจะส่งผลต่อการเลือกตั้งได้ จริงๆ แล้วมีผลมากน้อยแค่ไหน?
เวียงรัฐอธิบายว่านอกจากวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้ฝ่ายปกครองเข้าไปบล็อกหัวคะแนนในพื้นที่ที่การแข่งขันสูสีกัน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญที่การย้ายผู้ว่าหรือย้ายนายอำเภอไปจนถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อเข้ามาดูกรณีแบบนี้ แม้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ได้ทำให้ชนะทุกพื้นที่แต่ก็ทำให้เข้าไปควบคุมบางพื้นที่ที่สูสีได้
ที่ตอนแรกมีการคาดเดากันว่าพรรคประชาชนจะยังคงชนะในพื้นที่เดิมได้และกระแสก็จะทำให้ได้ปาตี้ลิสต์เท่าเดิม ก็มาดูว่าพรรคภูมิใจไทยจะต้องแย่งจากใครเพื่อให้ได้จากเดิมเมื่อปี 2566 ได้ 71 เสียง เพิ่มมาได้เป็น 2 เท่าก็ต้องมาดูที่เพื่อไทยที่มีส่วนหนึ่ง สส.ไหลออกมาแล้ว แล้วเหลือตรงไหนที่มีพื้นที่สูสีกันมากประเด็นเรื่องการนับคะแนนก็จะมีผล เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แล้วที่กระบวนการเลือกตั้ง Free & Fair มาก ทำให้ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีใครคิดว่าจะต้องส่งคนไปสังเกตการณ์ทุกหน่วย
เวียงรัฐเล่าว่า ครั้งนี้จากที่มีนักศึกษาอาสาไปสังเกตการณ์ที่หน่วย เจอกรณีที่คนขานคะแนนพูดชื่อพรรคหนึ่งแต่คนขีดก็จะไปขีดที่อีกพรรคหนึ่ง ถ้าหากมีลักษณะนี้แค่หน่วยละ 4-5 คะแนนในเขตนั้นเมื่อรวมทุกหน่วยเข้ามาก็ทำให้ต่างกันเป็นหลักร้อยได้ แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ขนาดนั้น แต่ที่ทำได้แน่นอนคือกระบวนการจัดการกับหัวคะแนนก่อนการเลือกตั้ง
เวียงรัฐย้อนไปว่า พรรคพลังประชารัฐเคยใช้เครือข่ายที่อิงกับกลไกราชการได้และชนะเลือกตั้งในปี 2562 แต่เมื่อเทียบกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว พรรคพลังประชารัฐที่มีกลไกรัฐแต่ก็ยังใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยเองมีต้นกำเนิดมาจากพรรคไทยรักไทยทำให้เข้าใจการประสานเครือข่ายราชการกับรณรงค์นโยบายและสร้างแบรนด์มากกว่าทำให้เข้าใจสังคมไทยได้ดี
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยก็เจอมรสุมจากทั้งนายกฯ 2 คนถูกถอดถอน การผลักดันนโยบายที่ซับซ้อนอย่างดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถใช้โอกาสที่พรรคเพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำสร้างเครือข่ายในพื้นที่เขตเลือกตั้งขึ้นมาแทน แม้ว่าจะไม่ใช่เครือข่ายที่สร้างมานานมากนักแต่ก็ให้สัญญาว่าถ้าเป็นรัฐบาลก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ได้และเมื่อดูแลทั้งกระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุขก็ยิ่งทำให้เครือข่ายเข้มแข็ง ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ ก็มีลักษณะเดียวกัน
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมมีความสามารถในการใช้เครือข่ายในพื้นที่ทำให้ไม่สามารถพูดได้ว่าแค่มีบ้านใหญ่แล้วจะทำให้ชนะเลือกตั้ง เพราะบ้านใหญ่ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปภูมิใจไทยก็ไม่ได้ชนะ หรือบ้านใหญ่ที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ชนะเลือกตั้ง

จำนวน สส.ที่ย้ายพรรคไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเห็นว่า สส.ที่ย้ายค่ายไปและได้รับเลือกเป็น สส. ในปี 69 ส่วนใหญ่เป็น สส.จากพรรคทหารเก่าอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐมากกว่ากลุ่มที่ย้ายขั้วการเมืองไปอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน
แต่เป็นการสู้กันระหว่างการใช้บ้านใหญ่แบบเดิมที่ทำเครือข่ายไปพร้อมการทำเวทีปราศรัยหาเสียงแบบเดิม กับบ้านใหญ่ที่ทำเครือข่ายไปพร้อมใช้กลไกราชการเสริมเข้ามา เช่น ฝ่ายปกครองแบบผู้ว่าฯ นายอำเภอหรือปลัดที่จะสามารถคุมกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ บางพื้นที่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากแค่เตือนไม่ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในเครือข่ายของคู่แข่งทางการเมืองไปช่วยหาเสียง แต่บางจังหวัดมีกรณีที่ใช้เสียงปืนขู่ที่หน้าบ้าน เพื่อหยุดหัวคะแนนออกไปซื้อเสียง และเหมือนรูปแบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งยุคก่อน 2540 ที่มีการใช้มือปืนหรือกำลังทหารไปข่มขู่ หรือเชิญไปที่บ้านกินเลี้ยงกันก่อนวันเลือกตั้งไม่ให้ออกไปไหน ซึ่งเป็นรูปแบบที่จะทำไม่ได้หรือทำได้ยากหากไม่ใช้ระบบราชการ
เวียงรัฐเล่าถึงเรื่องที่ เคยคุยกับ สส.พรรคก้าวไกลที่ได้เข้าสภาเมื่อรอบที่แล้วก็เล่าว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้มีเงินแต่เป็นลูกหลานของคนที่เคยทำงานในพื้นที่ก็รู้ว่าจะต้องติดต่อใครเพื่อให้ความช่วยเหลือ ก็เป็นวิธีการที่เข้าใจระบบราชการ ซึ่งเป้าหมายของพรรคส้มต้องการล้มระบบแบบนี้ไปเพื่อให้กระบวนการทุกอย่างเป็นทางการ หรือเป็นการทำให้ประเทศเป็นสมัยใหม่ (Modernize) ซึ่งตรงนี้เธอเองก็เห็นด้วย
“แต่การเข้าใจบริบทของสังคมไทยตรงนี้ก่อนแล้วใช้ประโยชน์เพื่อช่วยชาวบ้านก็เป็นการทำงานของนักการเมืองทั่วๆ ไป แต่พรรคส้มก็อาจจะรู้สึกว่าเขาไม่ต้องการสร้างเครือข่ายตรงนี้ขึ้นมาใหม่ เขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงถึงวันที่นายอำเภอจะต้องรับใช้ประชาชน ผู้ว่ารับใช้ประชาชน ไม่ใช่จะต้องให้ สส.มาขอถึงทำ”
ในทางตรงกันข้าม เรื่องนี้กลับเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนไปด้วย เมื่อไม่เข้าใจสังคมไทยและปฏิเสธการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายลักษณะนี้หรืออาจจะเป็นเพราะไม่สามารถชนะเลือกตั้งระดับ อบจ.ได้ (ยกเว้นกรณีลำพูน) แต่พรรคเพื่อไทยที่เข้าใจและใช้เครือข่ายพื้นที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาและยังทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลได้ยาวถึง 2 สมัย อีกทั้งยังทำให้เวลาต่อมานักการเมืองของพรรคเพื่อไทยมีเครือข่ายกับระบบราชการ เช่น ชาวบ้านเห็นว่าในพื้นที่มีสถานที่ท่องเที่ยวแต่ไม่มีที่จอดรถ ถ้ามีที่จอดรถคนก็มาเที่ยวมากขึ้น สส.ก็ไปวิ่งหาของบลงมาหรือไม่ให้ตัดงบเพื่อนำงบมาพัฒนาพื้นที่ แล้วอาจจะให้ สส.ประสานกับ อบจ.ให้มาทำลานสำหรับให้ชาวบ้านไปขายของเป็นตลาดชุมชนใกล้สถานที่ท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม 10 ปีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนแปลงระเบียบการทำงานของราชการหลายอย่างทำให้ข้าราชการมีอำนาจแล้วนักการเมืองกลัวที่จะต้องใช้อำนาจเอง อย่างประเด็นจริยธรรมนักการเมืองในรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเรื่องที่นักการเมืองกลัวกันทำให้ระบบราชการหนืดและไม่ตอบสนองแต่ก็เข้มแข็งที่สุดและใหญ่ที่สุด ไม่เหมือนระบบราชการที่ทำให้ทักษิณได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
“ดังนั้นใครที่คุมระบบราชการได้ รู้จักที่จะใช้เครือข่ายระบบราชการได้จึงชนะได้ ยกเว้นเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่มีกระแสไม่พอใจรัฐประหาร แม้ว่าครั้งนี้ผิดคาดว่าภูมิใจไทยจะได้เยอะขนาดนี้แต่ก็มีความเป็นไปได้จากที่ระบบราชการสนับสนุนแล้วก็มี Deep State ที่ส่งสัญญาณว่าเป็นพรรคที่เหมาะสมที่สุดก็เลยทำให้ข้าราชการที่จะมาช่วยหรือสนับสนุนพรรคนี้ก็เต็มใจทำให้เพราะรู้สึกว่ามันมั่นคง เพราะถ้าไปช่วยผิดข้างก็เสี่ยงก็เลยทำให้องคาพยพทุกอย่างช่วยกันจนออกมาเป็น 190 กว่าเสียงได้”
การเมืองเชิงนโยบายจะกลับมาสู่การเมืองไทยได้หรือไม่?
เมื่อการเมืองการเลือกตั้งของไทยดูทรงจะย้อนเวลากลับไปเกือบ 3 ทศวรรษจากที่รัฐธรรมนูญ 2540 สร้างการเมืองเชิงนโยบายทำให้พรรคต้องแข่งขันกันทำนโยบายออกมาเพื่อจูงใจให้คนไปเลือกตั้ง แต่วันนี้มรดกทางการเมืองของการรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมากำลังพาการเมืองถอยกลับไปสู่การเมืองในระบอบอุปถัมภ์อีกครั้ง คำถามที่ตามมาคือการเมืองเชิงนโยบายจะยังมีที่ทางในการเมืองไทยในอนาคตอีกหรือไม่?
“ต้องทำให้คนรู้สึกเสียดายการเมืองเชิงนโยบาย ถ้าเกิดว่าคุณอนุทินเขาสามารถส่งมอบนโยบายจะของพรรคอื่นก็ได้หรือก๊อปปี้มาแล้วทำออกมาได้ แล้วคนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะอยู่ได้ยาว แต่นั่นก็ถือเป็นมุมที่ดีของการเมืองนโยบาย แต่ว่าเรายังไม่เห็นวิสัยทัศน์ของพรรคที่มีอำนาจอยู่ตอนนี้ว่าเขาจะผลักดันนโยบายอย่างไร”
เวียงรัฐมองว่าตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะมีนโยบายอะไรที่จะทำออกมาได้ เพราะตอนนี้เมื่อพูดเรื่องจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ก็ถูกมองเป็นเรื่องฟอกเงินไปแล้ว ทั้งที่ลงทุนต่ำแค่ต้องลงทุนทรัสต์ ลดภาษีให้คนที่จะมาลงทุนทำสถาบันการเงินเพื่อให้เงินไหลเวียนเข้ามาและคนทำงานการเงินที่รายได้สูงพอที่จะมาใช้จ่ายในประเทศรวมถึงท่องเที่ยวในไทย หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็ถูกทำให้น่ากลัวไป ก็ทำให้ยากในการทำนโยบายที่จะดึงรายได้เข้ามา
เธอกล่าวต่อไปว่า ในขณะเดียวกันแม้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะสูงแต่ดัชนีการคอรัปชั่นของไทยก็สูงสถาบันการเงินหรือบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็คงไม่เข้ามาลงทุนแน่นอน
ทั้งนี้เวียงรัฐก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจะสามารถแก้โจทย์เรื่องนี้ได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะสื่อสารเรื่องนี้อย่างไรที่จะทำให้คนอยากกลับมาเลือกตั้งด้วยความต้องการนโยบาย
นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมาก็เป็นเรื่องที่เวียงรัฐรู้สึกกังวลว่า สุดท้ายแล้วเมื่ออยู่ภายใต้รัฐบาลอนุทินจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับการเมืองด้วย
