Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เอสโตเนีย ประเทศยุโรปเหนือที่มีพัฒนาการด้านดิจิทัล กำลังมีแผนเชื่อมโยงข้อมูลจีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมของประชาชนเข้ากับข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับการเข้าใช้บริการสถานพยาบาลต่างๆ และช่วยในการวินิจฉัยแนวโน้มที่จะเกิดโรคต่างๆ เช่นมะเร็งเต้านม แต่ก็มีความน่ากังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะในช่วงที่รัสเซียกำลังแสดงพลังอำนาจอยู่ใกล้ประเทศของพวกเขา

 

"จีโนม" (Genome) คือ ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ รวมถึงมนุษย์เราด้วย ทำให้จีโนมมีความสำคัญในด้านข้อมูลทางการแพทย์และชีวิตของบุคคลนั้นๆ เรื่องนี้ทำให้ประเทศเอสโตเนีย กำลังมีแผนการจะเชื่อมโยงข้อมูลจีโนมทั้งหมดโดยนำมาจากเวชระเบียนของประชากรมากกว่า 20% ของประเทศ

สาเหตุที่มีการเก็บรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจีโนมนี้ เป็นเพราะว่าข้อมูลจีโนมจะช่วยในเรื่องการตัดสินใจของระบบบริการสุขภาพได้ จะเป็นการช่วยในเรื่องการคัดกรองคนไข้และให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประเทศยุโรปหลายประเทศ ไม่ว่าจะเยอรมนี หรือไอร์แลนด์ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะทำให้เกิดขึ้นจริง

โฆษณา - Advertising

ประเทศที่วางแผนจะเชื่อมข้อมูลจีโนมคนไข้ได้ในตอนนี้คือ "เอสโตเนีย" แต่ก็มีความกังวลว่ามันจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะมีนักวิจารณ์เตือนว่ามันอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยด้านข้อมูล

เอสโตเนีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบยุโรปเหนือโดยมีพรมแดนทางตะวันออกติดกับรัสเซีย ซึ่งแผนของพวกเขาก็เปิดเผยออกมาในช่วงเดียวกับที่รัสเซียกำลังแสดงแสนยานุภาพใกล้กับพรมแดนของยุโรป รวมถึงมีการโจมตีทางไซเบอร์กับประเทศในยุโรป ซึ่งเอสโตเนีย ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของพวกเขาด้วย ทำให้มีความกังวลว่าโครงการข้อมูลจีโนมอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกเล่นงานได้

เอเลียส มอสซิอาลอส ผู้อำนวยการภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน พูดถึงความอันตรายของการรั่วไหลของข้อมูลจีโนม โดยบอกว่าข้อมูลรหัสพันธุกรรมนั้นไม่เหมือนกับรหัสผ่านหรือเลขบัตรเครดิตที่จะเปลี่ยนใหม่ได้เวลาที่เกิดการรั่วไหล ถ้าหากมีการรั่วไหลของข้อมูลพันธุกรรมแล้วมันก็จะส่งผลเป็นเวลายาวนาน

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทางการเอสโตเนีย ก็เปิดเผยว่า พวกเขามีความมั่นใจในเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของประชาชน จากการที่พวกเขาใช้ฐานข้อมูลเวชระเบียนแบบดิจิทัลมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้ว

คาร์เมน จอลเลอร์ รัฐมนตรีกิจการสังคมของเอสโตเนีย กล่าวว่า ทางการเอสโตเนียได้สร้าง "สมรรถภาพความปลอดภัยทางไซเบอร์มาเป็นเวลานานแล้ว" ก่อนที่พวกเขาจะเก็บรวบรวมข้อมูลจีโนมในระดับวงกว้าง

ประเทศเอสโตเนีย นับเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขแบบดิจิทัลที่ล้ำสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนสามารถใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึง และควบคุมข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเข้าถึงได้บ้าง เช่น แพทย์คลินิก, สมาชิกครอบครัว, บริษัทต่างๆ ซึ่งพวกเขาสามารถควบคุมได้ว่าจะให้มีการเชื่อมช้อมูลพันธุกรรมของพวกเขากับระบบหรือไม่ด้วย

จอลเลอร์ บอกว่า วิธีการที่ให้ประชาชนมีสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตัวเองได้นั้นจะทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อใจรัฐบาล

ในช่วงที่มีกระแสการสร้างความเข้าใจผิดและให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับการแพทย์นั้น ดูเหมือนว่าเอสโตเนียจะชนะใจประชาชนได้จนทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรักษาข้อมูลจีโนมของพวกเขาไว้ได้ ทำให้มีเพียง 2,500 คน หรือคิดเป็นประชากร 0.2% เท่านั้น ที่ขอไม่แบ่งปันข้อมูลจีโนมให้กับหน่วยงานทางการแพทย์

สาเหตุที่มีการใช้ระบบข้อมูลจีโนมเชื่อมโยงกับข้อมูลสุขภาพนั้น เป็นเพราะว่าข้อมูลของจีโนมจะใช้ประมาณการได้ว่าบุคคลนั้นๆ มีโอกาสเกิดโรคบางอย่างมากน้อยแค่ไหน เช่น โรคมะเร็งเต้านม หรือโรคหัวใจ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มองว่าจีโนมเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาโรค

สำหรับในกรณีของเอสโตเนีย การเชื่อมโยงข้อมูลยังได้ทำให้มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นด้วย โดยมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ในการช่วยตรวจหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูง มีการคัดกรองแบบวางเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้มีการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น กรณีของมะเร็ง ก็จะได้ตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ก่อนที่จะลุกลาม นอกจากนี้ ยังเป็นการประหยัดเวลาทำให้ไม่ต้องซักประวัติหรืออัปโหลดข้อมูลเดิมๆ ซ้ำซ้อน

สเวน ซัคคอฟ เอกอัครราชทูตเอสโตเนีย ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า จากการประมาณการชาวเอสโตเนีย จะประหยัดเวลาไปได้ถึง 2 สัปดาห์ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เพราะไม่ต้องเข้าคิว อีกทั้งยังไม่ต้องค้นหาเอกสารอย่างใบสูติบัตรให้ยุ่งยาก รวมถึงไม่ต้องให้ข้อมูลเวลาแพทย์ซักประวัติซ้ำๆ เพราะทุกอย่างมีในระบบอยู่แล้ว

เอสโตเนีย ได้พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้นำโลกด้านบริการดิจิทัลจากการพวกเขาทุ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ หลังจากที่เมื่อยุค 1990s พวกเขาประสบภาวะเศรษฐกิจเติบโตหยุดนิ่ง พัฒนาการดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนรูปโฉมให้กับบริการของภาครัฐจำนวนมากทำให้กลายเป็นรูปแบบออนไลน์ ในขณะที่ประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของสหภาพโซเวียตและอดีตเยอรมนีตะวันออกต่างก็หวาดระแวงการให้ภาครัฐจัดการข้อมูลดิจิทัลของพวกเขา แต่รัฐบาลเอสโตเนียกลับทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวพวกเขาได้

ถึงแม้รัฐบาลของประเทศตัวเองจะเชื่อใจได้ แต่ก็ยังมีความน่ากังวลจากการโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มอื่นๆ เช่นในปี 2007 ก็เคยเกิดกรณีการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้ระบบธนาคาร, สื่อ และหน่วยงานของรัฐบาลถูกทำให้ชะงักงัน และผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ในครั้งนั้นก็คือรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การที่เคยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่มาก่อน ก็ทำให้เอสโตเนียเรียนรู้ในการที่จะปรับตัวป้องกันการโจมตีครั้งต่อๆ ไปได้

อลาร์ คาริส ประธานาธิบดีเอสโตเนียกล่าวว่า ถึงแม้เอสโตเนียจะถูกโจมตีทางไซเบอร์อยู่เป็นประจำ แต่แฮกเกอร์เหล่านี้ก็มักจะทำไม่สำเร็จ เพราะพวกเขาได้บทเรียนจากปี 2007 แล้ว ทำให้เข้าใจว่า การทำให้เป็นดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ควรจะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้เอสโตเนียยังเล็งเห็นเรื่องที่มีการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นนับตั้งแต่ที่รัสเซียทำการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีมุมมองว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการของภาครัฐที่สำคัญได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรบในยุคสมัยใหม่ไปแล้ว เมื่อมองเห็นสิ่งที่ยูเครนเผชิญ ก็เป็นการตอกย้ำพวกเขาต้องเสริมการป้องกันและความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์มากขึ้น

ทั้งนี้เอกอัครราชทูตซัคคอฟก็เปิดเผยว่าระบบของเอสโตเนียไม่ได้มีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ แต่มีฐานข้อมูลจำนวนมากที่อาศัยวิธีการสร้างเส้นทางส่งข้อมูลให้สื่อสารกันไปมาได้แทนการมีข้อมูลอยู่แค่ที่จุดเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่แสดงความกังวลในเรื่องข้อมูลระดับจีโนมที่ถูกทำให้เป็นดิจิทัลแบบครอบคลุมอยู่ดี

ในเปเปอร์งานวิจัยของศูนย์สแตนฟอร์ดเพื่อจริยธรรมด้านชีวเวช ที่ออกมาเมื่อปี 2563 ระบุว่า เรื่องนี้น่ากังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เพราะประชาชนอาจจะเผลออนุญาตให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลจีโนมของตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว เช่น ผู้ให้บริการสุขภาพบุคคลที่สาม หรือแม้กระทั่งนายจ้างของตัวเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกนำมาใช้ในทางที่ส่งผลลบต่อเจ้าของข้อมูลได้ เช่น ในเรื่องการทำประกัน เรื่องการจ้างงาน ปัญหาด้านกฎหมาย ไปจนถึงการถูกเหมารวมหรือถูกตีตราจากคนใกล้ชิดหรือคนในสังคม

ทว่า ปัญหาก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่การทำให้เป็นดิจิทัลในตัวมันเอง แต่เป็นประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว มากกว่า เพราะในขณะเดียวกันก็มีมุมมองว่าแม้แต่ข้อมูลในหน้ากระดาษก็ไม่ปลอดภัย เพราะมันสามารถสูญหายได้ และยากต่อการประสานงาน

 

เรียบเรียงจาก

Estonia is linking a super genome database to patient records. Is it safe?, Politico, 29-12-2025

https://www.politico.eu/article/estonia-super-genome-health-database-safe/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising