รายงานพิเศษจาก The Conversation ชวนมองวิวัฒนาการของ ‘ดิจิทัลโนแมด’ จากยุคพื้นที่แฮกเกอร์ในเบอร์ลิน สู่โคเวิร์กกิ้งสายบล็อกเชนและคริปโตในเชียงใหม่ เมื่อการทำงานไร้พรมแดนกลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ สนามทดลองทางเทคโนโลยี และทรัพยากรที่รัฐบาลทั่วโลกต่างแย่งชิง

ภาพจาก: Pronomad (CC)
หนึ่งในพื้นที่ทำงานร่วมกันหรือโคเวิร์กกิ้งสเปซ (Coworking Space) ยุคแรกเริ่มคือ C-Base ในเบอร์ลิน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนโดยกลุ่มวิศวกรคอมพิวเตอร์เพื่อเป็น "พื้นที่แฮกเกอร์" (Hacker Space) สำหรับแบ่งปันความรู้ทางเทคนิค เช่นเดียวกับผลการวิจัยทางมานุษยวิทยาในช่วงปี 2015 ที่พบว่ากลุ่มผู้บุกเบิกวิถีชีวิตดิจิทัลโนแมดส่วนใหญ่คือนักเขียนโค้ดและแฮกเกอร์
เกือบ 10 ปีต่อมา เรากลับมาที่เชียงใหม่เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของผู้บุกเบิกเหล่านี้ และสงสัยว่าพวกเขาจะรู้สึกท้อแท้หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นนักเดินทางรุ่นใหม่ที่แห่กันตามรอยมาเพียงเพราะภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราของชีวิตไร้โต๊ะทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงมักไม่สวยงามเหมือนในรูปภาพ
Yellow Coworking และคลื่นผู้มาใหม่
จุดศูนย์กลางของเหล่าโนแมดในเชียงใหม่คือ Yellow Coworking ที่เปิดตัวในปี 2020 เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน (Blockchain) ในช่วงที่โควิดกำลังระบาด ช่วงท้ายของการแพร่ระบาดถือเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะเกิดเหตุการณ์รุกรานยูเครนโดยรัสเซียในปี 2022 ตามมาด้วยการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Twitter, Meta, Coinbase และ Microsoft
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Yellow Coworking กลายเป็นจุดหมายของอดีตพนักงานจากซิลิคอนแวลลีย์ นักเขียนโค้ดชาวรัสเซียและยูเครน รวมถึงกลุ่มผู้คลั่งไคล้คริปโต พนักงานที่นี่เล่าว่าคนกลุ่มนี้มาเพื่อสร้างต้นแบบธุรกิจพื้นฐานหรือ MVP (Minimum Viable Product) โดยใช้เชียงใหม่เป็นสนามทดสอบเพราะมีค่าครองชีพต่ำ ช่วยขยายเวลาในการปั้นธุรกิจให้รอดพ้นช่วงเริ่มต้นโดยไม่ต้องรีบระดมทุนเพิ่ม
เทคโนโลยีที่เป็นภาษาสากล

Yellow Coworking จังหวัดเชียงใหม่ | ภาพจาก: Coworking spaces
บรรยากาศที่ Yellow Coworking เต็มไปด้วยคนวัย 20 กว่าที่ใช้การสแกนลายนิ้วมือเข้าอาคาร พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่พึ่งพาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและถือพาสปอร์ตตะวันตกในการใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดกับสถานที่ คนกลุ่มนี้มองว่า "โค้ด" คือภาษาสากลที่ช่วยให้พวกเขาทำงานที่ไหนก็ได้บนโลก
หัวข้อสนทนายอดนิยมคือ วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้าง Ethereum ซึ่งเป็นระบบบล็อกเชนเบื้องหลังเหรียญคริปโตอันดับสองของโลกอย่าง Ether โดยบูเทอรินเองก็ใช้ชีวิตเป็นดิจิทัลโนแมดมานานเกือบ 10 ปีด้วยเป้เพียงใบเดียว ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องโลกไร้พรมแดนของเหล่าคนคริปโตอย่างสมบูรณ์แบบ
การปฏิวัติไร้พรมแดนในท้องถิ่น
ในเชียงใหม่ การใช้คริปโตเคอร์เรนซีได้เริ่มกระจายตัวเข้าสู่ภาคธุรกิจท้องถิ่น เช่น บาร์บางแห่งยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin ซึ่งเจ้าของร้านเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งของอนาคตทางการเงิน ในงานพบปะเราจะได้เห็นทั้ง "คริปโตโนแมด" ที่กำลังพยายามขายฝันให้คนลงทุนในเหรียญใหม่ของตัวเอง ไปจนถึงคนที่เคยขาดทุนมหาศาลจนต้องย้ายมาอยู่เชียงใหม่เพื่อลดภาระค่าครองชีพ
โลกของคริปโตโนแมดมีทั้งเรื่องราวของความสำเร็จและการหลอกลวงที่ตรวจสอบได้ยาก ตั้งแต่การขายคอร์สลงทุนไปจนถึงการพัฒนาความปลอดภัยของระบบบล็อกเชนเพื่อป้องกันแฮกเกอร์ ทุกอย่างดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศของการแสวงหาโอกาสในดินแดนที่มีต้นทุนต่ำกว่าบ้านเกิดของตนเอง
ทรัพยากรล้ำค่าที่รัฐบาลต่างแย่งชิง

ศูนย์บ่มเพาะ Startup ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส | Build Up Labs
ปัจจุบันพื้นที่ดิจิทัลโนแมดในเมืองต่าง ๆ เช่น ลิสบอน ในโปรตุเกส ได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่ที่ทำงาน แต่กลายเป็น "ศูนย์บ่มเพาะ" (Incubator) ที่มีการจัดกิจกรรมเครือข่ายระดับสากล เช่น Ethereum Block Summit เพื่อเจาะลึกอนาคตทางการเงิน ขณะที่บริษัทอย่าง CV Labs ก็กำลังสร้างระบบนิเวศบล็อกเชนในหลายเมือง เช่น ในสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์
รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตระหนักว่าดิจิทัลโนแมดคือทรัพยากรบุคคลที่มีค่า จึงเกิดการแข่งขันในการออกวีซ่าเพื่อดึงดูดคนเหล่านี้ เช่น มาเลเซียที่เน้นผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ หรือเอสโตเนียที่เปิดโปรแกรม e-residency เพื่อดึงตัวคนทำงานทักษะสูง โดยวีซ่าหลายแห่งยังเปิดทางให้สมาชิกครอบครัวติดตามมาและนำไปสู่การพำนักถาวรในที่สุด
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงพื้นที่แฮกเกอร์เล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน ในวันนี้โคเวิร์กกิ้งสเปซได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและการคำนวณทางเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีกลุ่มคริปโตโนแมดเป็นตัวขับเคลื่อนเสน่ห์และพลวัตใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้
