Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“ทุกท่านรู้ไหมครับว่าหนึ่งวันในชีวิตผมต้องเจออะไรบ้าง ทุกเช้าตื่นนอนผมต้องถามตัวเองว่า ผมมีเสรีภาพจริง ๆ หรือ เสรีภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีในฐานะพลเมืองของรัฐนี้ ผมไม่ได้รู้สึกถึงโซ่ ตรวน แต่ผมรู้สึกถึงกรงขัง กรงขังขนาดใหญ่ที่ล้อมผมไว้ หากผมเป็นนกที่มีเสรีภาพ ผมก็บินได้เฉพาะ ในกรงขัง”  

ซูกริฟฟี ลาเตะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMas กล่าวบนเวทีการชุมนุมของ ประชาชนปลดแอกวันที่ 16 สิงหาคม 2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีเพื่อนในกลุ่มยืนขึงผ้าสีขาวเป็นฉากหลังพร้อมข้อความบนผ้าว่า Right to Self Determination  of Patani People หรือสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาตานี  

การชุมนุมของประชาชนปลดแอกเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเยาวชนในปี พ.ศ. 2563 โดยประชาชนปลดแอก เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่ปรับเปลี่ยนชื่อและการจัดรูปองค์กรมาจาก เยาวชนปลดแอก เพื่อรองรับความหลากหลายของผู้เข้าร่วมที่มีมากกว่าเยาวชนและประเด็นปัญหาที่มีมากกว่า 3 ข้อเรียกร้องเดิมของเยาวชนปลดแอก ซึ่งประกอบด้วย หยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา โดยประชาชนปลดแอกได้เพิ่ม 2 จุดยืน คือ ไม่เอารัฐประหาร และไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ  ซึ่งเป็นกระแสข่าวลือในช่วงเวลานั้น กับอีก 1 ความฝัน คือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นความพยายามผนวกข้อเรียกร้อง 10 ข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน 
กษัตริย์ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในการชุมนุมวันที่ 10 สิงหาคม ในสัปดาห์ก่อนหน้าเข้ามาไว้ด้วย 

ทั้งนี้ หากอาศัยพื้นที่และกลุ่มคนเป็นเกณฑ์ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาตานีดูเหมือนจะไม่เข้าพวก เพราะเป็นข้อเรียกร้องเฉพาะกลุ่มเฉพาะที่ ขณะที่ข้อเรียกร้องของประชาชนปลดแอกครอบคลุมคนทุกกลุ่มทั่วทั้งประเทศ คำถามจึงเป็นว่าอะไรที่ทำให้ประเด็นเฉพาะกลุ่มเฉพาะที่เช่นสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาตานีสามารถเผยตัวในการชุมนุมใหญ่กลางเมืองหลวงได้หรือว่าแท้จริงแล้วทั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานีและ ประชาชนปลดแอกต่างเผชิญปัญหาและเรียกร้องในสิ่งเดียวกัน ถ้าใช่ สิ่งนั้นคืออะไร  

สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานีหรือ PerMAS เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองมาตั้งแต่แรกตั้งในปี พ.ศ. 2556 ในความพยายามที่จะคลี่คลายปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบระลอกใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปะทุขึ้นอย่างเด่นชัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547  เป็นต้นมา โดยในปี พ.ศ. 2556 มีการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างหรือผ่อนคลายมากขึ้น PerMAS จึงเสนอสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองในฐานะทางเลือกต่อการใช้ความรุนแรงและการเรียกร้องเอกราช หรือ Merdeka ซึ่ง PerMAS เห็นว่ามีความเป็นไปได้น้อย สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองเป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนได้ออกแบบสันติภาพตามที่ตนต้องการผ่านการจัดกิจกรรมเสวนาและการรับฟังเสียงประชาชน สะท้อนไปยังตัวแทนรัฐบาลและกลุ่มเคลื่อนไหวให้ทราบถึงเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเวทีการเจรจา  

อย่างไรก็ดีก่อนหน้าจะมีการก่อตั้ง PerMAS มีการรวมตัวของนักศึกษาและประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยมีเหตุการณ์ทหารพรานข่มขืนและฆ่าเด็กสาว มลายูมุสลิมในพื้นที่เป็นชนวน มีการชุมนุมใหญ่ที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี ภายใต้การนำของเครือข่าย นักศึกษาพิทักษ์ประชาชน ซึ่งแม้การเรียกร้องความเป็นธรรมจะไม่ได้รับการตอบสนอง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำโดยนักศึกษาในพื้นที่ในเวลาต่อมา เริ่มจากการรวมตัวเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด จากนั้นก็ยุบรวมกันเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคภายใต้ชื่อ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ในปี พ.ศ. 2552 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียน และเยาวชนปาตานีหรือ PerMAS ในปี พ.ศ. 2556 พร้อมกับเปลี่ยนจุดเน้นจากการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ในเชิงมนุษยธรรม มาเป็นการเสนอข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองแทน  

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเสนอแนวคิด “อัตบัญญัติ” หรือ “อัตตาณัติ” (Autonomy) เป็นตัวเลือกแทนเอกราชอีกแนวคิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในรูปของ รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ หรือ เขตการปกครองพิเศษ ซึ่งเป็นการบูรณาการการปกครองท้องถิ่นเข้ากับการปกครองส่วนภูมิภาคในการตอบสนองความต้องการของประชาชนและรองรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองในระดับท้องถิ่น และเป็นต้นแบบการปกครองที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้เลือกผู้ปกครองของตนคือผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะเดียวกันก็มีสภาที่ปรึกษาหรือสมัชชาจังหวัดที่ประกอบด้วยผู้นำศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการบริหารงานของฝ่ายการเมือง นอกจากนี้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งสภาอุลามะหรือกลุ่มผู้รู้ศาสนา เป็นองค์กรตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายการเมือง รวมถึงจัดตั้งทบวงการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกระทรวงที่รับผิดชอบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงด้วย 

แนวคิดอัตบัญญัติในรูปของ รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ หรือ เขตการปกครองพิเศษ ได้รับการสนับสนุนโดยพรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น โดยในปี พ.ศ. 2552 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะประธานพรรคเพื่อไทยได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “นครปัตตานี” เพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนพรรคมาตุภูมิซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักการเมืองในพื้นที่ได้เสนอแนวคิดนี้ในนโยบายการหาเสียงในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2554  

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ในระดับประเทศมีการเสนอแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” ที่วางอยู่บนแนวคิด “ท้องถิ่นดูแลตัวเอง” ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อจัดสรรอำนาจทางการเมืองที่เดิมผูกขาดอยู่กับส่วนกลางให้กระจายสู่ท้องถิ่น โดยเน้นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การเคลื่อนไหวเริ่มในภาคเหนือ ก่อนจะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการเสนอ “ปัตตานีมหานคร” ในฐานะการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบ ขณะที่ภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เชื่อมโยง แนวคิดอัตบัญญัติเข้ากับแนวคิด “จังหวัดจัดการตนเอง” นี้ด้วย มีการจัดกิจกรรม “ชายแดนใต้จัดการ ตนเอง” จำนวน 200 เวที สามารถประมวลตัวแบบ “ชายแดนใต้จัดการตนเอง” ได้ 10 ตัวแบบ  

แม้แนวคิดอัตบัญญัติในรูปของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ หรือเขตการปกครองพิเศษ ที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะไม่ขัดกับหลักการรัฐเดี่ยวและแบ่งแยกมิได้ของประเทศไทย และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะเข้าใจสภาพปัญหาและสามารถดำเนินการได้อย่างฉับไว แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับความสนใจจากระดับนโยบายเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระทบโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น อีกทั้งยังถูกกำหนดไว้ให้อยู่นอกกรอบการเจรจากับตัวแทนกลุ่มเคลื่อนไหว นอกจากนี้แม้แรกสุดกลุ่มเคลื่อนไหวเช่น BRN ต้องการเอกราชที่สมบูรณ์ไม่ใช่อัตบัญญัติ แต่หลังจากการเจรจาสันติภาพในปี พ.ศ. 2556 BRN ไม่เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนอีกต่อไป หากแต่เป็นอัตบัญญัติที่มีขอบเขตจำกัด แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ยังไม่เห็นด้วย ประการสำคัญ ประเมินกันว่าแนวคิดนี้อาจถูกต่อต้านจากชาวไทยพุทธรวมถึงข้าราชการในพื้นที่ ซึ่งกังวลว่าอาจเสียเปรียบในการเลือกตั้ง เพราะเป็นคนส่วนน้อย และเห็นว่ากระทรวงที่จะตั้งขึ้นใหม่อาจเพิกเฉยต่อปัญหาและความต้องการรวมถึงดูแคลน “ความเป็นไทย” ของ พวกเขา ส่งผลให้พรรคการเมืองเริ่มถอยห่างจากข้อเสนอนี้ในปี พ.ศ. 2554 ขณะที่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ส่งผลให้ข้อเสนอนี้ตกไปโดยปริยาย  

อย่างไรก็ดี แม้การเคลื่อนไหวประเด็นอัตบัญญัติจะยุติลง แต่การเคลื่อนไหวประเด็นสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และแม้สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานีหรือ PerMAS จะประกาศปิดตัวลงในปลายปี พ.ศ. 2564 แต่ก็มีเยาวชนกลุ่มอื่นในพื้นที่เคลื่อนไหวประเด็นนี้ต่อ โดยเฉพาะขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ซึ่งจัด กิจกรรมเปิดตัวที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในวันที่ 7 มิถุนายน  2566 ในงานนอกจากจะมีปาฐกถาและเสวนาหัวข้อ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Right to Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” ยังมีกิจกรรมประชามติจำลองให้ผู้เข้าร่วมตอบคำถาม ขณะลงทะเบียนเข้างานว่า “คุณเห็นด้วยกับ ‘สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง’ หรือไม่ ที่จะให้ ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย?” 

กิจกรรมประชามติจำลองก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคง โดยนอกจากตัวแทนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไม่ได้มาร่วมงานเสวนาตามคำเชิญ หนึ่งในสองตัวแทนพรรคการเมืองที่ร่วมเสวนาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคในเวลาต่อมาด้วยเหตุผลที่ว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคดังกล่าวปฏิเสธความเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง และต่อมาตัวแทนแม่ทัพภาค 4 ในขณะนั้นได้แจ้งความดำเนินคดีสมาชิกขบวนการนักศึกษาแห่งชาติจำนวน 5 คนในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น และมาตรา 210 อั้งยี่ซ่องโจร โดยหลังจากที่คดี 
อยู่ในชั้นอัยการประมาณ 1 ปี ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา อัยการภาค 9 ได้สั่งฟ้องสมาชิกขบวนการนักศึกษาแห่งชาติจำนวน 5 คนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แม้เมื่อเดือนกันยายนก่อนหน้านั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเผยแพร่รายงานกรณีนักกิจกรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูก “ดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ในการปิดกั้นการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ”  
(SLAPP) ซึ่งรวมกรณีนี้ โดยเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรมในพื้นที่เกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งนำมาสู่การจัดกิจกรรมในวันนี้ 

หากย้อนกลับไปในตอนต้นปาฐกถาที่ประธาน PerMAS ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมของประชาชนปลดแอก ที่นักกิจกรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้และกลุ่มเยาวชนในกรุงเทพฯ ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องร่วมกันเป็นครั้งแรก สภาวการณ์ที่สมาชิกของทั้งสองกลุ่มกำลังประสบในตอนนี้ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะนอกจากไม่มีข้อเรียกร้องของกลุ่มใดได้รับการตอบสนอง สมาชิกของทั้งสองกลุ่มต่างถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเหมือนกัน และแม้ในกรณีเยาวชนในกรุงเทพฯ จะเป็นข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นหลัก ขณะที่กรณีนักกิจกรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แต่ทั้งสองข้อหามีความเกี่ยวโยงหรือมีมูลเหตุมาจากปัญหาเดียวกัน นั่นคือปัญหาอำนาจอธิปไตย  

ในกรณีเยาวชนส่วนกลาง ปัญหาอำนาจอธิปไตยเป็นในลักษณะของการตกลงกันไม่ได้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร เป็นของประชาชนตามทฤษฎีที่ประชาธิปไตยแปลว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หรือแท้จริงแล้วอำนาจอธิปไตยเป็นของผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ที่สามารถวางตัวเองไว้นอกกฎหมายอย่างถูกกฎหมายหรืออยู่ในและนอกกฎหมายในเวลาเดียวกัน ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2492 เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในการกวาดล้างคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนและฝ่ายเสรีไทย ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของต้นแบบ ประชาธิปไตยฉบับคณะราษฎร พร้อมกับเป็นจุดเริ่มต้นในการนิยามและวางรากฐาน “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ”  

ส่วนกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัญหาอำนาจอธิปไตยเป็นเรื่องของการที่คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งปฏิเสธอำนาจสยามหรือรัฐไทยเหนือดินแดนหัวเมืองมลายูเดิม เพราะพวกเขาเห็นว่าสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 ที่ให้มณฑลไทรบุรี รวมถึงเมืองกลันตัน ตรังกานู และเปอร์ลิส ตกเป็นของอังกฤษ ส่วนมณฑลปัตตานีรวมถึงสตูล (แยกมาจากไทรบุรี) และตากใบ (แยกมาจากกลันตัน) ยังคงเป็นของสยาม เป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษกับผู้ปกครองสยาม โดยที่พวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย และแม้สยามจะอ้างว่าสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นวิเทโศบายในการประคับประคองมิให้สยามตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่พวกเขามิได้คิดเช่นนั้น พวกเขาเห็นว่าเป็นการยึดครองปัตตานีโดยสยามที่พวกเขามิได้ยินยอม ส่งผลให้ขบวนการแยกดินแดนมลายูตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2490 ถึงทศวรรษ 2530 รวมถึงกลุ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมาเรียก รัฐไทยว่า “นักล่าอาณานิคมสยาม” 

ทั้งนี้ ในช่วงความขัดแย้ง “การเมืองเสื้อสี” ความรู้สึกถูกกดขี่ขูดรีดโดย “สยาม” หรือ  “ผู้ปกครอง” ในกรุงเทพฯ ได้ขยายตัวออกไปยังภูมิภาคอื่นด้วย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ “เสื้อแดง” ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นฐานที่มั่นของ “เสื้อ เหลือง” โดยในภาคเหนือมีการรื้อฟื้นเรื่องราวของครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นต่อต้านการครอบงำของกรุงเทพฯ ในรูปของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้จารีตและความเชื่อท้องถิ่น ขณะที่ในภาคอีสานมีการรื้อฟื้นเรื่องราวของ “กบฏผีบุญ” หรือ “กบฏผู้มีบุญ” ซึ่งสะท้อนปัญหาและความคับข้องใจของคนอีสานจากการที่ถูกสยามเก็บส่วยอากรในอัตราที่แพงและไม่เป็นธรรม โดยอาศัยความเชื่อ ทางศาสนาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ไม่นับรวมการทำแผนที่ประเทศไทยในเชิงเสียดสีล้อเลี่ยนที่แยกประเทศไทยออกเป็นภูมิภาคตาม “สีเสื้อ” รวมถึงชาติพันธุ์ 

สาเหตุที่ความคับแค้นใจต่อ “กรุงเทพฯ” ขยายตัวไปทั่วทุกภูมิภาคเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นการดึงอำนาจจากท้องถิ่นทั้งจากหัวเมืองฝ่ายทาง เหนือ อีสาน และใต้เข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพเหนืออาณาเขตรัฐรวมศูนย์ เป็นการจำลองรูปแบบการปกครอง Beamtenstaaten ที่บริษัท Dutch East Indies ใช้ในการปกครอง ประเทศอินโดนีเซีย และคล้ายกับวิธีการที่อังกฤษใช้ในการปกครองรัฐมลายูตะวันตก จึงมีลักษณะเป็นอาณานิคมภายในหรืออาณานิคมอำพราง ซึ่งนักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นรูปแบบอาณานิคมที่เลวร้ายที่สุด เพราะ “เจ้าอาณานิคมเป็นฝ่ายได้อย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องมีการคำนวณหรือการ ประเมินอื่นใดอีก” ซึ่งก่อนหน้านี้ความรู้สึกคับแค้นใจจำกัดวงในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนา  เปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นที่มีลักษณะร่วมกับส่วนกลางจึงสามารถดำเนินการได้ราบรื่นกว่า ก่อนจะมาปะทุในช่วง “การเมืองเสื้อสี”ที่ความขัดแย้งแฝงนัยความ การกดขี่ครอบงำของ “กรุงเทพฯ” เหนือภูมิภาคด้วย  

ถึงแม้ความรู้สึกคับแค้นใจของภูมิภาคต่อ “กรุงเทพฯ” ไม่ปรากฏในการชุมนุมของเยาวชน ในช่วงที่ผ่านมาเพราะเน้นประเด็นปัญหาอื่นมากกว่า แต่การปราศรัยของประธาน PerMAS ในการชุมนุมของประชาชนปลดแอกก็เผยให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็น “กรุงเทพฯ” หรือภูมิภาคเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างก็เผชิญปัญหาอำนาจอธิปไตยและเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหมือนกัน การเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของกลุ่ม  PerMAS คือการเสนอแนวคิดอำนาจอธิปไตยที่แยกย่อย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนหรือเรียกชื่อว่า อะไร เพื่อจะได้สามารถโอบรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนและพื้นที่ได้ดังที่หลายประเทศใน โลกนี้กระทำกัน ส่วนข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ โดยเฉพาะข้อ 1 จากข้อเสนอ 10 ข้อของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นการเสนอแนวคิดอำนาจอธิปไตย ตามทฤษฎีประชาธิปไตยเหมือนอย่างในประเทศที่เป็นนิติรัฐ แทนจะหมายถึงผู้ที่มีอำนาจตาม 

กฎหมายที่จะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายหรือว่าอยู่ในและนอกกฎหมายในเวลาเดียวกัน  ขณะเดียวกันการจะทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นจริงได้ในทั้งสองลักษณะต้องอาศัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ในกรณีอำนาจอธิปไตยของประชาชนกลุ่มเยาวชนเรียกร้องอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่าจะต้องแก้ไขมาตราใดในรัฐธรรมนูญ ขณะที่กรณีอำนาจอธิปไตยที่แยกย่อย ยังไม่ปรากฏเด่นชัดนักในข้อเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของนักกิจกรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องโยงเข้ากับหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นที่มีบทบัญญัติอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ กับต้องปรับแก้ความหมายของรัฐเดี่ยวในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ มักถูกหมายความให้เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ ทั้งที่รัฐเดี่ยวจำนวนมากในโลกนี้ต่างมีเขตอัตบัญญัติหรือให้สิทธิพลเมืองในการกำหนดชะตากรรมตนเอง  

อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยทั้งสองลักษณะมีอุปสรรคอยู่มาก เพราะดูเหมือนจะมีข้อตกลงร่วมกันในบรรดาพรรคการเมืองว่าจะไม่มีการแก้ไขในบางหมวดบางมาตรา หรือว่าที่มีความคาบเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ชาติที่หมายถึงเขตแดนได้ทะยานขึ้นสูงในสังคมไทย แทนที่จะเป็นความผาสุกของประชาชน ก็ยิ่งทำให้การเสนออำนาจอธิปไตยที่แยกย่อยเป็นไปได้ยากขึ้น เช่นเดียวกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่หลังจากกระแสเยาวชนเบาบางลง หลายคนต้องลี้ภัยหรือไม่ก็ติดคุก และไม่มีพรรคการเมืองใดผลักดันประเด็นเหล่านี้อย่างเข้มแข็งอีกต่อไปก็จะยิ่งยากเข้าไปอีก แต่ประชาชนมีทางเลือกไม่มากนัก นอกจากเดินไปข้างหน้าตราบเท่าที่มีทางให้เดินไปได้อย่างน้อยในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ที่มีการออกเสียงประชามติควบคู่ไปด้วย ซึ่งถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาประชาชนที่ปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เพลี่ยงพล้ำติดกันถึงสองครั้ง ทั้งในกรณีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การออกเสียงประชามติที่ไม่ใช่การจำลอง ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอีกครั้งว่าประชาชนจะสามารถทวงคืนอำนาจอธิปไตยมาเป็นของตนเองได้หรือไม่ และจะกำหนดให้มีลักษณะแยกย่อยได้อย่างไร เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่ยอมรับ หรืออยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่เห็นตนไม่เท่ากัน

 

 


 

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising