Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

19 ก.ย. 2568 แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) และองค์กรเครือข่าย จัดกิจกรรม “19/9 Remember Me สนามราษฎร์ในความทรงจำ“ ในโอกาสครบรอบ 19 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และ ครบรอบ 5 ปี การชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของคณะราษฎร 2563

ในงานมีการจัดปาฐกถาในหัวข้อ “ความหลัง ความหวัง ความฝัน” โดยคน 3 รุ่น คือ ดร.อนุสรณ์ อุณโน อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนคนรุ่น 19 ก.ย. 2549, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อดีตนักกิจกรรมกลุ่มเยาวชนปลดแอก ตัวแทนคนรุ่น 19 ก.ย. 2563 และตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม คนรุ่น 19 ก.ย. 2568

กิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วย ละครเวทีเรื่อง The Odinary (คนธรรมดา) และ Exclusive Talk ในหัวข้อ “4 เดือนนี้ชี้ชะตาการเมืองไทย” และมีบูธกิจกรรมจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ

อนุสรณ์ อุณโน: บทเรียนจากการรัฐประหาร 2549 และการแทรกแซงโดยอำนาจนอกระบบ

อนุสรณ์กล่าวว่าได้รับมอบหมายมาให้พูดเรื่องความหลัง ที่จริง 19 กันยายน ไม่ว่าจะปีไหน ตนเกี่ยวข้องมากที่สุด น่าจะเป็นช่วงตรงกลาง 2563 ตอนนั้นมาเป็นอาจารย์ประจำที่ธรรมศาสตร์แล้ว และคล้ายๆ กับเป็นที่ปรึกษาของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งตอนนั้นวางแผนจะจัดกิจกรรมทางการเมืองในธรรมศาสตร์โดยใช้พื้นที่สนามฟุตบอล ตนมีชื่อว่าเป็นที่ปรึกษาในจดหมายขอใช้สถานที่ ตอนแรกเหมือนมหาวิทยาลัยจะไม่ให้ แต่เราก็มีการต่อรอง

จำได้ว่าก่อนจะมีการจัดกิจกรรม ตนไปเก็บข้อมูลอยู่ที่จังหวัดชายแดนใต้ มีนายตำรวจระดับผู้บัญชาการโทรมาสอบถามเรื่องแนวทางการจัดการต่างๆ และก่อนจะจัดกิจกรรมไม่กี่วันก็ได้พบกับรองผู้บัญชาการหน่วยงานหนึ่งที่มหาวิทยาลัย โดยมีตัวแทนของแนวร่วมฯ ไปพูดคุยด้วยเพื่อนัดแนะว่าจะจัดการอย่างไร สิ่งที่ชี้ให้เห็นก็คือการลุกฮือของคนหนุ่มสร้างความวิตกให้คนที่อยู่ในอำนาจ จนต้องหาวิธีการทุเลาสถานการณ์ ซึ่งก็ใช้การคุยไปคุยมาหลายกรณี

ส่วนเรื่องของความหลัง จังหวะหนึ่งในชีวิต ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาช่วงต้นปี 2548 ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองเริ่มคุกรุ่นช่วงปลายปี ก่อนจะมาปะทุอย่างรุนแรงในปี 49 หลังเกิดการรัฐประหาร สนธิ ลิ้มทองกุล เดินสายพร้อมการุณ สายงาม ซึ่งตอนนั้นเป็นสว.​ พูดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีคนไทยอยู่เยอะเพื่ออธิบายว่าทำไมการรัฐประหารถึงจำเป็นสำหรับประเทศไทย น่าสนใจว่าไม่ใช่เฉพาะคนในประเทศ แต่คนไทยในต่างประเทศก็มีความรู้สึกรุนแรงเกี่ยวกับตัวสนธิ ตอนนั้นมีการจัดงานที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งอนุสรณ์และภรรยาเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ ตนก็ได้ไปตั้งโต๊ะแจกใบปลิวเรื่องมายาคติเกี่ยวกับการรัฐประหาร 2549 เจ้าภาพในการจัดงานตอนนั้นไล่ตนออกนอกห้องประชุม เรียกตำรวจมหาวิทยาลัยมา ซึ่งตำรวจมหาวิทยาลัยก็บอกว่าจัดได้ แต่เจ้าภาพก็อ้างว่าเขาเช่าหอประชุมทั้งหอ จึงต้องขยับโต๊ะออกไปข้างนอก และสนธิกับการุณก็แวะมาพูดคุยด้วย

อีกข้อที่ได้รับมอบหมายมาให้พูดคือเหตุการณ์ 19 กันยายน 49 มีนัยยะสำคัญอย่างไร ส่งผลถึง 19 กันยายน 63 อย่างไร อยากจะเรียกว่าการรัฐประหาร 19 ก.ย. 59 เป็นหมากตัวสุดท้ายของเครือข่ายชนชั้นนำที่ใช้ปิดเกมในการกำราบการต่อต้านหรือท้าทายให้หมดไป ทำไมถึงเรียกว่าเป็นหมากตัวสุดท้าย ถ้าลองไปพิจารณาสิ่งที่เรียกว่าความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเริ่มคุกรุ่นตั้งแต่ปลายปี 48 ต้นปี 48 เสนาะ เทียนทอง กล่าวหาทักษิณในสภาว่าจาบจ้วง ล่วงเกินพระราชอำนาจ ที่น่าสนใจก็คือเดือนสิงหาคม 48 ประมวล รุจนเสรี อดีตอธิบดีกรมการปกครอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในตอนนั้น มีการพิมพ์หนังสือชื่อพระราชอำนาจ วัตถุประสงค์คืออธิบายว่ากษัตริย์มีพระราชอำนาจมาแต่ไหนแต่ไร มีความชอบธรรมแบบไหน โดยอ้างอิงแนวคิดต่างๆ หนังสือเล่มนั้นเป็นตัวที่ช่วยอธิบายว่าพระราชอำนาจเป็นอย่างไร ในช่วงเดียวกัน สนธิจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ช่องเก้า และเอาจดหมายที่เรียกว่า “ลูกแกะหลงทาง” มาอ่าน ต่อมาถูกปลดจากรายการไป หลังจากถูกปลดแล้วก็มาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร หลังหนังสือเรื่องพระราชอำนาจตีพิมพ์ สนธิก็เอามาพูดในรายการว่าหนังสือเล่มนี้ได้ให้คนใกล้ชิดของพระมหากษัตริย์อ่าน และพระมหากษัตริย์ฝากมาบอกว่าเราอ่านแล้ว เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง เราชอบมาก เป็นที่ถูกใจของประชาชนในตอนนั้นที่มาร่วมกับพันธมิตร และพันธมิตรเองตอนปลายปี ฉากหลังเขาจะเขียนว่าถวายคืนพระราชอำนาจ เดือนกุมภาพันธ์ 49 ก่อตัวขึ้นมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้มีแค่สนธิ แต่ไปรวมเอาภาคประชาสังคมเข้ามาด้วย อยากจะเรียกว่าอันนี้คือหมากตัวที่หนึ่งของเครือข่ายชนชั้นนำ เป็นช่วงเวลาที่ภาคประชาสังคมเป็นเนื้อเดียวกับสถาบัน ซึ่งเป็นอาการที่ปรากฎตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 ด้วยซ้ำไป ถ้าเราถามว่ารัฐธรรมนูญ 40 ประสบความสำเร็จขนาดนั้นได้อย่างไร ข้อหนึ่งก็คือได้รับการสนับสนุนจากสถาบันหรือเครือข่ายชนชั้นนำ เพราะเนื้อหาที่เขียนในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าในส่วนหนึ่งต้องการจะสร้างพรรคการเมืองและรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่ก็มีการสอดแทรกกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลเอาไว้เพื่อไม่ให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองมีอำนาจมากไป ซึ่งเดิมทีที่วางเอาไว้ก็เหมือนจะดี เพราะกลไกเหล่านั้นมันยึดโยงกับประชาชนส่วนหนึ่ง เช่น การให้ สว. ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนั้น สว.​มาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่มันปะทุขึ้นมาในช่วงความขัดแย้งเอารวมเอาภาคประชาสังคมที่เป็นเครือข่ายกันในตอนนั้นเข้ามา ตอนนั้นพันธมิตรเองก็มีการเรียกร้องนายกพระราชทาน โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 7 แต่ตอนนั้นถึงแม้ว่าพันธมิตรจะมีผู้สนับสนุนล้นหลาม ก็เอาทักษิณลงจากอำนาจไม่ได้ จนมีหมากที่ตัวสองเข้ามา ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ดูเหมือนจะหาทางออกไม่ได้ ข้อเสนอนายกฯ พระราชทานถูกปฏิเสธว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและอาจจะทำให้เดือดร้อน ผู้พิพากษาและตุลาการต่างๆ ที่ไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังไกลกังวลตอนนั้นได้รับฟังมาว่าขอให้ผู้พิพากษาไปดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่ตัวเองมีเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 49 เป็นโมฆะ เพราะคูหาเลือกตั้งไม่ปิดลับพอ ซึ่งนำไปสู่ความตีบตันทางการเมืองจนปิดฉากด้วยรัฐประหาร 49 ในที่สุด

รัฐประหาร 49 ก่อให้เกิดกลุ่มต่อต้าน วันแรกที่มีการรัฐประหาร ก็เกิดกลุ่มนักศึกษาขึ้นมา แต่ก็เป็นกลุ่มหลวมๆ แต่กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญคือกลุ่มต่างๆ ที่จัดกิจกรรมที่สนามหลวง และต่อมาก็มารวมกันเป็น นปก. และต่อมาเป็น นปช. หรือเสื้อแดง ซึ่งเสื้อแดงก็ไม่ได้มีแต่แดงพรรคหรือแดงทักษิณ เพราะตอนนั้นก็มีกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ฉะนั้นเสื้อแดง ถึงแม้ว่าองค์ประกอบหลักจะเป็นชาวบ้านที่ชอบทักษิณหรือพรรค แต่ก็มีปัญญาชน นักกิจกรรม และอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นแดงสังคมนิยม เนื่องจากตอนนั้นไปศึกษางานเกี่ยวกับเสื้อแดง ก็พบว่าสหายเก่าจากภาคใต้เข้ามาเป็นเครือข่ายของเสื้อแดง ที่น่าสนใจก็คือว่าเสื้อแดงในเวลานั้นก็นิยามว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสงครามระหว่างชนชั้น เรียกตัวเองว่าไพร่ เรียกอีกฝ่ายว่าอำมาตย์ การพูดถึงเครือข่ายชนชั้นนำโดยเรียกว่าอำมาตย์และมีพลเอกเปรมเป็นแกนกลาง มันค่อยๆ ขยับมาใกล้สถาบันมากขึ้น ด้วยสองเหตุ คือกรณีพันธมิตรฯ ที่มีระเบิดและจัดงานศพให้น้องโบว์ และมีสมาชิกของสถาบันไปในงาน และอีกเหตุที่เป็นจุดตัดที่ทำให้เกิดภาวะที่ในกลุ่มเสื้อแดงเรียกว่าตาสว่าง คือการล้อมปรามปี 53 ที่ทำให้กลุ่มเสื้อแดงแตกสลายไป

ที่น่าสนใจก็คือว่าท่ามกลางความแตกสลายตรงนั้น ความตระหนักรู้เรื่องความโยงใยของการเมืองชนชั้นนำมันมีความแจ่มชัดขึ้น สิ่งที่เราพบก็คือน้ำเสียงที่จากเดิมเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ตอนหลังกลายเป็นความเดือดดาล ซึ่งมองว่าส่งต่อมาถึงคนรุ่น 63 ถ้าไปดูการจัดแฟลชม็อบที่จุฬาฯ มีการนำจดหมายของณัฐวุฒิมาอ่าน และบอกว่าจะสานต่อ ส่วนแฟลชม็อบที่ มศว ประสานมิตร ก็มีข้อความต่างๆ ที่เอามาถือกันที่ยึดโยงกับชนชั้นนำ และมาชัดเจนที่สุดในการชุมนุม 10 สิงหาคม 63 ที่ลานพญานาค ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 19 ก.ย. 63 ข้อเรียกร้องแรกคือปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ต่อเนื่องมาจากข้อเรียกร้องที่รังสิต สองคือประยุทธลาออก สามคือรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ส่งมาถึงคณะราษฎร 63

ถึงแม้ว่าการปราบจะทำให้การเคลื่อนไหวของเยาวชนไม่มีการจัดชุมนุมใหญ่อีกต่อไป แต่สิ่งที่ปักหมุดเอาไว้ไม่ได้หายไปไหน เราจึงพบกลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวเรื่องปฏิรูปสถาบัน จึงกลายเป็นภาพจำของกลุ่มนักศึกษา

ความพลิกผันสุดท้ายก็คือความรู้สึกว่ามีคู่กรณีร่วมกัน เดิมทีก็ค่อนข้างเหนียวแน่น แต่หลังเลือกตั้ง 66 เราพบกรณีที่เรียกว่าเปลี่ยนขั้วย้ายข้างหรืออะไรก็แล้วแต่ มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่แค่ปี 66 แต่ความพยายามในเกิดการจัดตั้งรัฐบาลมีตั้งแต่ปี 62 แล้วปี 66 ก็แทรกตัวเข้ามา

หมากตัวสุดท้ายที่เคยใช้ คือการรัฐประหาร อาจจะดูไม่จำเป็นอีกต่อไป ตอนนี้หมากตัวใหญ่ที่ใช้คือการเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการรัฐสภา ไม่ว่าจะด้วยการใช้ สว. หรือศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นถึงการสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกันของเครือข่ายชนชั้นนำ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้หมากตัวสุดท้ายอีกต่อไป เพราะลักษณะนี้มันดูมีอารยะกว่า แยบยลกว่า สิ่งที่เราพบก็คือว่าที่ทำแบบนี้ได้เพราะเกิดความปริแยกกันในส่วนของมวลชน เพราะว่าการดำเนินการเมืองในสภาไม่เหมือนกัน กลุ่มหนึ่งอาจจะใช้คำว่าตรงไปตรงมา อีกกลุ่มใช้การเจรจาด้านหลัง แต่ล่าสุดที่เกิดขึ้นก็คือกลุ่มที่บอกว่าตรงไปตรงมาก็ถูกกล่าวหาว่าก็มีการเจรจาเบื้องหลังเหมือนกัน ในขณะเดียวกันก็มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมาที่พูดกันว่าเป็นตัวจริงที่เขาต้องการ เพราะตัวก่อนหน้านั้นเขาอาจจะยังไม่ค่อยไว้ใจ เพราะอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำ มีความจงรักภักดีอย่างแจ่มชัด ไม่เคยด่างพร้อยเมื่อเทียบกับอีกพรรค ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญก็ยังทำงานต่อไป

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือทหาร ซึ่งทุกวันนี้ก็คืนความนิยมขึ้นมาจากกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ในส่วนของคนรุ่นใหม่ เดิมทีเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจะยังสืบทอดต่อไป แต่ความพลิกผันที่เกิดขึ้นจากกรณีชายแดน แล้วมีการชูความรักชาติขึ้นมา มันทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับทหารอีกต่อไป เราจะเห็นความนิยมชมชอบแม่ทัพที่เกิดขึ้นมาตามหลัง โดยรวมคือว่าหมากเกมนี้ เขาไม่เลือกที่จะแทรกแซงหรืออยู่ข้างนอกอีกต่อไป แต่เขาเลือกจะเข้ามาใช้ส่วนหนึ่งของกลไกให้เป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะผ่านพรรคการเมืองภายใต้ระบอบรัฐสภาหรือว่าการเลือกตั้ง และกลไกจำพวกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ บวกกับทหาร คิดว่าความท้าทายของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คือจะสามารถผนึกความร่วมมือหรือความเห็นพ้องกันในระดับหนึ่งได้อย่างไรเพื่อที่จะเท่าทันหมากเกมนี้ที่เขาวางไว้ เราอาจจะต้องคิดถึงการคืนพื้นที่ให้ภาคสังคมใหม่ การเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองก็ว่าไป แต่คิดว่าสิ่งที่หดแคบตอนนี้และทำให้เขาไม่รู้ว่ามีความประหวั่นพรั่นพรึงอีกต่อไปคือการแตกสลายของภาคประชาชน

จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์: ให้มันจบที่รุ่นเรา ความหวังของคนรุ่น 63 ที่อยากเห็นประเทศไทยดีกว่านี้

จุฑาทิพย์กล่าวว่า ตนเองเรียกว่าเป็นคน 19 กันยา 63 ก็น่าจะได้ เราไม่ได้เป็นคณะทำงานเวทีตอนนั้น แต่มีส่วนร่วมบริเวณโดยรอบ วันที่ 19 ก.ย. 63 มาแจกหนังสือข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันที่หน้า มธ ท่าพระจันทร์ วันนั้นมีหลายเรื่องเกิดขึ้นมาก ฝนตก คนมารวมตัวกัน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตา มีการฝังหมุดคณะราษฎร ลังจากนั้นเวลาก็ผ่านมาห้าปีแล้ว รู้สึกใจหายเหมือนกันเพราะห้าปีที่แล้วยังเป็นนักศึกษาอยู่ ตอนนี้ก็เรียนจบทำงานแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงค้างอยู่จากห้าปีที่แล้ว คิดว่ามันคือความหวัง ความฝัน

เล่าย้อนกลับไปก่อนปี 63 รู้สึกว่าการทำกิจกรรมทางการเมืองเป็นเรื่องยากมาก เราแทบจะจินตนาการไม่ได้เลยว่ามันจะเกิดการรวมกันของคนจำนวนขนาดนั้นในปี 63 เพราะก่อนหน้านั้นมีรัฐประหาร 57 แล้วก็มีเลือกตั้ง 62 ช่วงก่อน 62 ก็มีพรรคการเมืองเกิดใหม่ชื่อพรรคอนาคตใหม่ เล่าย้อนไปตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ช่วงนั้นเรากับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเพนกวิ้น รุ้ง ก็มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมทางการเมือง เราพยายามทำตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยด้วยการลงสมัครสมาชิกสภานักศึกษา ทั้งที่ท่าพระจันทร์และรังสิต พยายามยกเรื่องสวัสดิการนักศึกษา การยกเลิกวิชา TU100 ที่ต้องเรียนเรื่องการลงชุมชนต่างๆ และบางส่วนเรารู้สึกว่ามันเกิดปัญหากับชุมชน หรือว่าเรื่องของจิตอาสา กยศ. และเรื่องความเดือดร้อนของคนในชุมชนธรรมศาสตร์ เช่นการเอานายทุนเข้ามาในโรงอาหาร เราก็เอามารณรงค์ เอาไปประชุมกับผู้บริหาร กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่

เรารู้สึกว่าตอนนั้นทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน จนมาถึงช่วงที่เริ่มรวมตัวกันในนามสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย ตอนนั้น สนท. มีอยู่แล้ว และมีประชาชนที่สนใจ เราก็รวมตัวกันขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ มีการออกแถลงการณ์ว่าเรียกร้องอะไร ไม่เห็นด้วยกับอะไร ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พยายามมากๆ ให้การเคลื่อนไหวมันเกิด แต่ก็ไม่ได้จุดติดขนาดนั้น แต่ต้องขอบคุณพี่ๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆ เสื้อแดง และกลุ่มสื่อมวลชนต่างๆ ที่นำเรื่องที่พวกเราพยายามถ่ายทอดไปนำเสนอ ทำให้เรื่องมันกระจายไปเยอะมากๆ ในฐานะนักศึกษา รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา และสร้างผลกระทบได้ระดับหนึ่ง ส่งผลต่อเรื่เองที่เรากำลังเรียกร้องอยู่

ช่วงปี 63 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ออกมาทำม็อบ ซึ่งเราเรียกว่าแฟลชม็อบ มาเร็วไปเร็ว วันนั้นเราออกมาชุมนุมกันที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บางคนอาจจะงงว่าม็อบมาได้ยังไง แค่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบก็ชุมนุมเลยเหรอ ตอนนั้นเราได้รับข้อความเยอะมากว่าให้ชุมนุมเลย ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง เรารู้ว่าม็อบคือเสื้อเหลืองเสื้อแดง ถือป้าย มีข้อเรียกร้อง แต่พอมีข้อความเรียกร้องให้ชุมนุม คืนนั้นเราก็ให้ฝ่ายกราฟฟิคออกประกาศว่าเจอกันที่ลานโพธิ์ แล้วมันก็เกิดการชุมนุมขึ้นจริงๆ จุดเริ่มต้นตรงนั้นทำให้ตั้งแต่ปี 63 มีม็อบเกือบทุกเดือน และชีวิตก็วนอยู่กับการทำม็อบ ถูกดำเนินคดี ขึ้นศาล วนเวียนไปมา

ถ้าให้พูดถึงว่าทำไมตอนนั้นออกมา จริงๆ คิดว่ามันเป็นความหวังที่เรารู้สึกว่าเรายังมีกำลัง ยังเป็นคนหนุ่มสาว น่าจะเปลี่ยนอะไรสักอย่างได้ อยากเปลี่ยนให้ประเทศนี้มันดีขึ้น มีประชาธิปไตย มีเสรีภาพ อยากให้คนเท่ากันจริงๆ เราก็เลยออกมาเรียกร้อง และมันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากทุกคน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยากมาก เป็นช่วงโควิด มีปัญหาเรื่องวัคซีน หน้ากากแพง เจลแอลกอฮอล์แพง ทุกอย่างมันประเดประดังเข้ามาในช่วงเวลาเดียว เราเห็นภาพคนต่อแถวตรวจโควิดและถ้าไม่ตรวจก็จะไม่ได้เข้าไปทำงาน เราเห็นภาพคนตกงาน คนรอวัคซีน แล้วถัดมาก็มีข่าวเศร้าเกิดขึ้นมากมาย คนเริ่มฆ่าตัวตาย เริ่มหมดหวัง เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง ทุกคนอาจจะเห็นว่าเราพูดเรื่องปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกองทัพ เรื่องที่เป็นโครงสร้าง ทั้งหมดมาจากความเดือดร้อนของพวกเราทั้งนั้น เด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง กับเพื่อนๆ ที่อายุก็ไม่ได้เยอะ อนาคตเราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ผู้นำก็แปลงร่างจากผู้นำรัฐประหาร เศรษฐกิจก็แย่ คนเริ่มหมดหวัง แล้วมันจะทำอะไรได้นอกจากส่งเสียง มันก็ทำให้เรายังยืนระยะอยู่ จนถึงทุกวันนี้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้สูญเสียในแง่ของสภาพจิตใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการล้อมปราบ การคุกคามจากรัฐ ซึ่งเราก็อยากส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันอยู่ มันไม่ใช่ความผิดของพวกเราที่ออกมาตอนนั้น มันคือความกล้า ความหวังที่เราอยากเห็นประเทศมันไปข้างหน้าจริงๆ และเราคิดว่าความหวังดี อุดมการณ์ หลักการที่เรายึดถืออยู่ มันจะเป็นหลักคำประกันให้ทุกๆ สิ่งมันสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

ปัจจุบันเรามักจะเห็นแต่ภาพของการที่เราออกมาชุมนุมแล้วถูกด้อยค่าหรือถูกพูดถึงในแง่ไม่ดี แต่การที่เรายืนหลังตรงและสิ่งที่เรายึดถือจะเป็นแรงให้เราผลักมันได้ต่อ ส่วนตัวก็ไม่ได้เชื่อว่าประเทศตอนนี้มันดี มันสามารถดีกว่านี้ได้อีก ทั้งโครงสร้าง ทั้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ระบบ สถาบันต่างๆ มันยังมีปัญหาอยู่ เพียงแต่เราอาจจะมองข้ามมันไปบ้าง แต่เมื่อไหร่ที่ทุกคนพร้อม รู้สึกว่าถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรทุกอย่าง ก็ยังอยากเดินไปกับทุกคน เชื่อว่าในอนาคตจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน ขอให้ใครที่ยังเหนื่อยอยู่หรืออยากพักก็พักได้ การเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดแค่ปีสองปีแล้วต้องจบ มันต้องเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องดีขึ้น

อีกคำที่ชอบมากๆ ตอนนั้นคือให้มันจบที่รุ่นเรา เรารู้ว่ามันยังไม่จบ ปัจจุบันก็ยังไม่จบ แต่สิ่งที่มันเตือนเราเสมอคือมันบอกให้พวกเราต่อสู้เรียกร้อง ให้เราใช้สิทธิเราอย่างเต็มที่ เพราะประเทศที่ไม่มีคนพูดเลยมันน่าสิ้นหวังมากๆ ปัจจุบันเขาก็พยายามกด พยายามไม่ให้เราพูด ห้ามผ่านกฎหมาย แต่เราคิดว่าที่เราพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทำได้ เราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาพูดแทน หรือถ้ามีใครที่ยืนหยัดต่อสู้ เราก็เป็นส่วนหนึ่งการสนับสนุนได้เช่นกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำจากการแสดงออก อยากให้จำไว้ว่ายังมีคนอยู่ในเรือนจำ และอยากฝากถึงผู้มีอำนาจว่าช่วยทำให้การแสดงออกเป็นเรื่องปกติ หยุดทำให้มันเป็นอาชญากรรม

ตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม: เมื่อคนรุ่น 68 รับไม้ต่อจากรุ่นพี่ และความฝันที่ยังไม่หยุดสู้

ติวเตอร์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่าถ้าเรียกว่าตนเป็นคนรุ่น 68 ก็ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ น่าจะเรียกว่าคน 65 มากกว่า เพราะปีนั้นเป็นปีที่เข้ามาทำงานกับแนวร่วมฯ แต่ตอนนั้นเป็นหลังบ้านอยู่ ไม่ได้เปิดหน้าพูด ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่พูดในนามแนวร่วมฯ

เราได้หัวข้อมาว่าความหลัง ความหวัง ความฝัน จนถึงตอนนี้ก็ครบรอบ 19 ปี รัฐประหาร 49 วันนี้ก็มีการประกาศโปรดเกล้าครม. อนุทิน และครบรอบ 5 ปีการชุมนุมที่สนามหลวง พอรับต่อไมค์มา ในฐานะคน 65 ก็แอบเหนื่อย เพราะเข้ามาช่วงขาลงแล้ว ช่วง 65 - 66 มันเป็นช่วงที่มีความหวังมาก เพราะมีการชูประเด็นว่ากำลังจะมีการเลือกตั้ง เรากำลังจะชนะประยุทธ์แล้ว ตอนนั้นจัดชุมนุมกดดันตรงข้างสภา เสร็จแล้วไปราชดำเนินต่อ แต่ผ่านมา มันก็แผ่วลง ตอนแรกเป็นคนทำงานหลังบ้าน มีพี่ๆ บอกเลยว่าปิดหน้าไว้ ตอนนี้กลายเป็นว่าไม่มีใครเหลือแล้ว เราต้องมารับงานต่อ ถามว่าสู้ต่อมั้ย ก็สู้ต่อ ถึงมันจะบั่นทอนพอสมควร วันนี้ยังไม่รู้เลยว่านับไปอีกสี่เดือน อนุทินจะยุบสภาจริงมั้ย

รู้สึกว่าหลายคนในที่นี้น่าจะท้อ ซึ่งตัวเองก็ท้อ ไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาจับไมค์ในนามแนวร่วม แต่ตอนนี้ต้องพูดแล้วเพราะไม่เหลือใครแล้ว เคยรู้สึกว่าไม่อยากออกมาเคลื่อนไหวต่อ แต่ก็มีพี่คนนึงเข้ามาคุยว่าการต่อสู้มีขาขึ้นขาลง ไม่ได้บรรลุผลแล้วจบ ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วจบ อีกสี่เดือนนี้เตรียมนับถอยหลังได้เลยว่าจะยุบสภาจริงมั้ย อยากให้มาร่วมติดตามไปด้วยกัน ถ้าไม่ยุบก็อยากให้ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้เขาทำตามสัญญา

ส่วนตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ อีกรายเล่าว่าตนเกิดปี 49 ตอนปี 63 เรียนออนไลน์ อยู่ต่างจังหวัด ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ว่ามาถึงวันนี้ผ่านมา 5 ปี มองย้อนกลับไปรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากๆ ในฐานะนักศึกษาที่ทำการเมือง และในฐานะประชาชนที่รักประชาธิปไตย

มองย้อนกลับไปห้าปีที่แล้ว จากสภาพประเทศไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราอาจจะนึกไม่ออกเลยว่าการที่คนมารวมกันเยอะขนาดนั้นมันเคยเกิดขึ้นจริง ส่วนตัวเข้ามาทำการเมืองหลังกระแสซบเซาไปเยอะ แต่ตอนที่เข้ามาก็ยังติดภาพมวลชนในยุค 63 คิดว่าจัดงานแล้วจะมีคนมามืดฟ้ามัวดิน จะผลักดันข้อเรียกร้องต่างๆ แต่กลายเป็นว่าในยุค 68 ภาพที่ออกมาในหมู่นักศึกษาเวลาจัดงานในมหาวิทยาลัย มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ตอนนี้บางทีสตาฟกับตำรวจอาจจะเยอะกว่าคนมาร่วมอีก แต่ตำรวจยังกลัวนักศึกษาเหมือนเดิม ค่าบัตรงานนี้ 112 บาท สันติบาลโทรมาหามหาวิทยาลัยให้อธิบายว่าทำไมต้อง 112 บาท เรารู้สึกว่าตัวเลข 112 ก็ยังเป็นอะไรที่พูดไม่ได้เหมือนเดิม

บรรยากาศความตื่นตัวในปัจจุบันที่เหมือนจะลดลงไปเมื่อเทียบกับช่วง 63 อาจจะเป็นอะไรที่แปลก เพราะสิ่งที่เราสู้กับมันมาตั้งแต่แรกก็เหมือนยังอยู่ที่เดิม มรดกของการรัฐประหารก็ยังอยู่ อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ยังเข้ามาแทรกแซงอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ คดีการเมืองก็ยังเพิ่มทุกวัน รัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะได้แก้เมื่อไหร่ หรือแม้แต่มองไปรอบตัวเรา อำนาจนิยมแบบเดิมๆ ความเหลื่อมล้ำเดิมๆ ความไม่เท่าเทียมเดิมๆ มันก็ยังตามหลอกหลอนสังคมไทยอยู่ ยิ่งในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลฝ่ายขวากลับมา ประชาชนก็หันขวา ทหารกลับมามีอำนาจ บางทีเราอาจจะเริ่มสงสัยว่าการต่อสู้ของพวกเราในปัจจุบันมันผิดตรงไหนไปหรือเปล่า เข้าใจว่าทุกคนก็คงรู้สึกแบบนี้ แต่การที่เรามองย้อนกลับไปในปี 49 และปี 63 คิดว่ามันทำให้เราเห็นว่าการที่เรายังไม่ชนะไม่เท่ากับว่าเราแพ้ อย่างน้อยๆ ที่เห็นทุกคนยังกลับมารวมตัวกันในวันนี้ก็แปลว่าการเมืองมันยังไม่หายไปไหน

ที่สำคัญกว่านั้น มองว่าความสำคัญของ 19 กันยาฯ ต่อการเมืองไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ว่าข้อเรียกร้องตอนนั้นสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันอาจจะดูเหมือนไม่สำเร็จเลยสักอย่าง แต่การที่เรายังพูดถึง 19 กันยาฯ อยู่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าประยุทธ์ออกหรือไม่ออก แต่ 19 กันยาฯ 63 คือหมุดหมายสำคัญของการต่อสู้ของประชาชนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และยังจะต้องดำเนินต่อไป แม้แต่การชุมนุม 19 กันยา 63 เองก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉยๆ และหายไปเฉยๆ แต่เกิดขึ้นมาได้เพราะประชาชนไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจใดมาทุกยุคทุกสมัย และยังจะไม่ยอมแพ้ต่อไป

ลองสมมติว่าถ้าเอาคณะราษฎร 2475 เอาอาจารย์ปรีดีมาลองมองสภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน ประชาธิปไตยปลอมๆ ในปัจจุบัน แล้วถามว่าสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ไหม ก็อาจจะตอบว่าไม่ อาจจะพูดเหมือนพวกเราทุกคนที่ผ่านปี 63 มาว่าสุดท้ายที่สู้กันมามันจบแค่นี้เหรอ ทำไมกลับมาอยู่จุดนี้ แต่ว่าผ่านมาเกือบ 90 ปีจาก 2475 มันก็เกิดปรากฎการณ์ในปี 63 ซึ่งมันก็ทำให้สิ่งที่ตั้งใจไว้แต่เดิมเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น อำนาจของราษฎรที่เป็นเจ้าของประเทศยังขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเพราะการต่อสู้ของประชาชน มองว่าไม่ใช่การเรียกร้องเป็นเรื่องๆ ดูว่าสำเร็จหรือไม่ แล้วก็หายไป แต่เป็นการต่อสู้ที่ต้องดำเนินไปเรื่อยๆ

วันที่ 19 กันยา เคยเป็นวันที่ประชาธิปไตยถูกปล้นไปด้วยกระบอกปืนในปี 49 แต่ปี 63 เป็นวันที่ประชาชนออกมาต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ มันแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ว่ามีรัฐประหาร ถูกรัฐปราบปราม แล้วจะหายไปเฉยๆ แต่ประชาชนยังไม่ยอมแพ้ ยังสู้ต่อไปเรื่อยๆ สถานการณ์ในวันนี้ เขาอาจจะพยายามให้เกิด 19 กันยา 49 ขึ้นมาอีก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราจะต้องทำแบบปี 63 ตอบกลับไปให้ได้ ที่ผ่านมาการต่อสู้ของประชาชนเกิดขึ้นมาหลายระลอก มีหลายกลุ่ม หลายชื่อ ใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน แนวคิดอาจจะแตกต่างกันบ้าง แล้วในวันหนึ่งมันก็อาจจะกลับไปสู่หน้าประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ทุกครั้งมีเหมือนกันและส่งต่อมาเรื่อยๆ ไม่มีวันหายไป คือทุกครั้งมันคือการต่อสู้เพื่อความฝันของประชาชนคนธรรมดา เพื่อความฝันถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย ความฝันให้คนเท่ากัน การต่อสู้นั้นไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี จะเฟื่องฟูหรือซบเซา ไม่ว่ารัฐจะปราบปราม ก็จะคงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ประชาชนยังไม่หยุดฝัน การที่เรามารวมตัวกันวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อรำลึก หรือเพื่อสัญญาว่าจะไม่ลืมการต่อสู้ที่ผ่านมา แต่เพื่อสัญญาว่าเราจะไม่หยุดสู้ เราไม่ได้มาเพื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ แต่มาเพื่อทำให้หน้าประวัติศาสตร์ใหม่เป็นของประชาชน ทำให้การต่อสู้ของประชาชนไม่ใช่แค่ความทรงจำในอดีตว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นได้ แต่ทำให้มันเป็นอนาคตที่จะอยู่กับเราตลอดไปตราบเท่าที่เรายังไม่หยุดฝันถึงประเทศที่เป็นของราษฎร

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง