Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เวลามองศาสนา เรามักมุ่งความสนใจไปที่อัตลักษณ์ของพิธีกรรม แนวคำสอนเช่นความเมตตา หรือรูปแบบการปฏิบัติธรรม และบ้างก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมือง แต่หนังสือของ Brenton Sullivan (2021) เสนอว่า จริงๆ แล้วศาสนาจะเติบโตอย่างมากเพราะอาศัยการบริหารองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งด้วย ดังที่เขาตั้งชื่อเล่มนี้ว่า “การสร้างจักรวรรดิศาสนา: พุทธศาสนาแบบทิเบต ระบบราชการและการเติบโตของนิกายเกลุก (Building a religious empire: Tibetan Buddhism, bureaucracy, and the rise of the Gelukpa)


การสร้างบารมีและอำนาจทางการเมือง

เมื่อพูดถึงพุทธแบบทิเบต ดาไลลามะซึ่งมาจากนิกายเกลุก น่าจะเป็นคนที่เรานึกภาพออกได้เร็วที่สุด และนั่นก็ตามมาด้วยภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาที่เน้นสันติภาพ ผู้นำศาสนาที่กล้าหาญในการต่อต้านสงคราม/การใช้ความรุนแรง และยังตีความคำสอนของพุทธให้เป็นสากลเพื่อส่งเสริมจริยศาสตร์แบบไร้พรมแดนทางศาสนา ดังที่พบได้จากหนังสือ Beyond religion: Ethics for a whole world (Dalai Lama, 2012) เป็นต้น งานวิชาการอีกด้านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้ก็มักจะออกมาในมิติความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา

ตัวอย่างเช่น ดาไลลามะองค์ที่ 3 (ค.ศ. 1543-1588) สามารถสร้างความสัมพันธ์และดึงดูดใจ Altan Khan ผู้นำมองโกล จนได้รับการสนับสนุนในการเผยแผ่ศาสนาและการคุ้มครองด้านการทหาร อัลทันข่านยังได้ประกาศยกย่องให้องค์ทะไลลามะเป็น “อวตารของพระอวโลกิเตศวร” ซึ่งทะไลลามะก็ได้ตอบแทนด้วยการประกาศรับรองให้ Altan Khan เป็น “อวตารของ Kublai Khan” อดีตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของชาวมองโกเลีย และได้ยกย่อง Altan Khan ให้เป็น “ธรรมราชา” อีกด้วย (สุธี ชล, 2568, น. 44) ขณะที่ดาไลลามะองค์ที่ 5 (ค.ศ. 1617–1682) ผู้มีความสามารถในการวางกลยุทธ์ทางการเมืองและได้สร้างภาพของ “กษัตริย์โพธิสัตว์” ผู้สามารถรวมอำนาจทั้งทางศาสนจักรและอาณาจักรเข้าด้วยกัน

โฆษณา - Advertising

เมื่อมีอำนาจทางการเมือง ดาไลลามะองค์ที่ 5 ได้ขยายอำนาจนิกายของตนเองโดยมีการเปลี่ยนวัดนิกายอื่นๆ เช่น กาจู ให้เป็นของนิกายเกลุก และยังมีการกำหนดระบบแรงงานเกณฑ์ (Monk corvée system) เพื่อส่งคนเข้าสู่วัดเกลุก อีกทั้งยังมีการการจัดสรรที่ดินและงบประมาณของรัฐแก่วัดใหญ่ทั้ง 3 แห่งคือ เซรา เดรปุงและกานเด็น ซึ่งส่งผลให้นิกายเกลุกมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่านิกายอื่น


แนวทางการบริหารวัด

Brenton Sullivan เสนอว่า ความสำเร็จของนิกายเกลุกไม่ได้อยู่แค่อำนาจทางการเมืองและจำนวนเงินมหาศาลเพียงเท่านั้น การสร้าง “จักรวรรดิศาสนา” ที่มั่นคงและยั่งยืนได้ยังเกิดจากการบริหารและสร้างแบบแผนทางศาสนาจนกลายเป็นจุดเด่น เขาใช้คำว่า “ลามะนักบริหาร” (bla dpon) เพื่อสื่อว่าพระลามะนิกายเกลุกได้ใช้เทคนิคการบริหารแบบราชการ (bureaucracy) ที่มีทั้งการทำบันทึกสถิติ การจัดสรรกำลังคน การบริหารงบประมาณ การออกกฎระเบียบหรือธรรมนูญของวัด (bca’ yig) และการลดความสำคัญของตัวบุคคล แต่ให้เป็นเรื่องของระบบ (depersonalization) ที่จะดำเนินต่อไปได้เมื่อบุคคลนั้นมีปัญหา

 

โฆษณา - Advertising

ภาพ: ปกหน้าของหนังสือ

ในแง่ของการทำบันทึกสถิติ นิกายเกลุกมีการจัดทำบัญชีรายชื่อพระสงฆ์ โดยระบุไว้ในกฎระเบียบของวัดเลยเพื่อใช้ในการจัดการฐานข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ มีการทำบันทึกสถิติรับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน (phogs) ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนกอย่างชัดเจน เช่น เจ้าอาวาส ผู้คุมกฎ (dge skos) ไปจนถึงตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น นักสวดมนต์/สวดธรรม (cantors) ผู้ดูแลโรงครัว ผู้ดูแลแหล่งน้ำ ฯลฯ อีกทั้งยังมีการสร้างสัมพันธ์แบบวัดแม่-วัดลูก เพื่อให้พระสงฆ์สามารถเดินทางไปศึกษาต่อหรือปฏิบัติหน้าที่ในวัดต่างๆ ทั่วทิเบตและมองโกเลียได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งการเดินทางเคลื่อนย้ายนี้ก็ถือเป็นการตรวจสอบและยืนยันความจงรักภักดีไปด้วย

วัดได้ถูกบริหารในระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ สำนักงานบริหารจัดการส่วนกลาง (spyi ba) ทำหน้าที่ดูแลกิจการทางโลกและทรัพย์สินของวัด ซึ่งแยกส่วนออกจากอำนาจของเจ้าอาวาส เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินของวัดถูกยักยอกไปเป็นส่วนตัว สำหรับกองทุนส่วนกลางซึ่งมาจากการบริจาคจะถูกใช้ในการดูแลพระสงฆ์ที่เจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในพิธีกรรม ใบชาและเนยที่ต้องใช้ต่อจำนวนพระสงฆ์

นิกายเกลุกยังกำหนดให้มีระบบ “แรงงานเกณฑ์พระ” ซึ่งนำมาใช้โดยดาไลลามะที่ 5 เพื่อส่งคนเข้าสู่วัดของเกลุกโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐบังคับให้ครอบครัวหรือชุมชนต้องส่งบุตรหลานที่เป็นชายเข้าบวชในวัด คล้ายกับการเกณฑ์ทหารหรือการเกณฑ์แรงงาน ในเวลาไม่ถึงศตวรรษ ในปี 1663 มีพระนิกายเกลุกราว 50,900 รูป แต่ในปี 1737 (หลังจากมีการบังคับใช้ระบบบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ) จำนวนพระในเขตอำนาจของดาไลลามะเพิ่มเป็น 302,500 รูป

โฆษณา - Advertising

ที่น่าสนใจคือ มีการสร้างความเป็นปึกแผ่นและเคร่งครัดในระเบียบวินัย อันจะทำให้พระสงฆ์มีวินัยและข้อวัตรเป็นแบบแผนเดียวกัน ซึ่งภาพลักษณ์ที่ดูเป็นระเบียบนี้ยังดึงดูดใจผู้ปกครองทางการเมืองและฆราวาสผู้ศรัทธาได้ด้วย ทั้งนี้ ในระเบียบ/ธรรมนูญของวัดยังมีการกำหนดโทษที่ชัดเจน ตั้งแต่การสวดมนต์พิเศษ การกราบ/ทำประทักษิณ (prostrations) การปรับเงิน (รวมถึงเนยหรือผ้า) ไปจนถึงการขับออกจากวัด

Sullivan เลือกใช้คำว่า “Mega Monastery โดยยืมมาจากคำว่า “Mega Churches” ที่ใช้เรียกโบสถ์โปรเตสแตนต์ขนาดใหญ่ในศตวรรษที่ 20-21 แทนการใช้คำว่า Mass Monastery ของนักมานุษยวิทยาชื่อ Melvyn Goldstein ซึ่งสื่อความถึงวัดทิเบตที่มีจำนวนสมาชิกมากและต้องยอมลดมาตรฐานทางวินัยลง แต่ Sullivan เสนอว่า วัดขนาดใหญ่ที่รับคนเยอะเช่นนี้ยังเต็มไปด้วยการบริหารที่ซับซ้อนและพระก็ถูกบังคับให้เคร่งระเบียบวินัยมากขึ้นด้วย


การศึกษาถูกทำให้เป็นมาตรฐาน

นิกายเกลุกไม่ได้มองว่าการศึกษาเป็นเรื่องความรู้ส่วนบุคคล แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์ขององค์กรได้ด้วย มีการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากครูกับศิษย์ ที่เน้นความสำคัญไปที่ครู (guru-centric) มาเป็นการสร้างคุณภาพของสถาบัน (institutional) มีการออกแบบตำราเรียนมาตรฐาน (Yig cha) ซึ่งทุกวัดจะต้องเรียนตำราที่ถูกทำให้เป็นมาตรฐานและมีความ “ถูกต้อง” เพื่อไม่ให้เกิดการแตกแยกทางความคิด

โฆษณา - Advertising

การศึกษาจะถูกแบ่งออกเป็นชั้นเรียนตามลำดับความยาก โดยใช้เวลาศึกษา 15-20 ปี มีการเรียนโต้วาทีซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการทดสอบความรู้และสร้างความสามัคคี และยังมีระบบสมณศักดิ์และการสอบเพื่อรับตำแหน่ง เช่น Kachu หรือ Geshe ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันในเครือข่ายของวัดทั่วที่ราบสูงทิเบตและมองโกเลีย ซึ่งมาตรฐานของการศึกษานี้ยังถูกเอาไปใช้ในนิกายอื่นๆ ทั้งในแง่ที่ถูกบังคับโดยอำนาจรัฐ เช่นตามคำสั่งของดาไลลามะที่ 5 ที่บังคับให้วัดของนิกายสาเกียและนิงมาในแคว้นคาม (Kham) ใช้ธรรมนูญวัดและหลักสูตรของเกลุก และจากการเลียนแบบอย่างสมัครใจเมื่อเห็นความสำเร็จของวัดในเครือข่ายนิกายเกลุก


ตันตระ: จากเรื่องลึกลับสู่พิธีกรรมสาธารณะ

ระบบราชการนี้ยังช่วยเปลี่ยนตันตระจากเรื่อง “ลึกลับเฉพาะตัว” ไปสู่ระบบ “สถาบันกึ่งเปิดเผย” อีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตตันตระมักสืบทอดผ่าน oral Lineage จากอาจารย์สู่ศิษย์ที่ได้รับเลือกเพียงไม่กี่คนในที่ลับ แต่ลามะนิกายเกลุกได้นำความรู้เหล่านี้มาจัดระเบียบใหม่ ได้ก่อตั้งวิทยาลัยตันตระ (Tantric College) ขึ้นมาจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรมาตรฐานของสถาบัน ทำให้ตันตระมีความเป็นสาธารณะมากขึ้นภายในโครงสร้างของวัด โดยมีการกำหนดไว้ในกฎระเบียบวัด ระบุรายละเอียดว่าทำตามขั้นตอนอย่างไร ตันตระที่ถูกมองว่าเป็น “แหล่งพลังที่ส่งผลได้ทั้งการบรรลุธรรมและการทำลายล้าง” ได้ถูกทำให้กลายเป็น “ตันตระเชื่อง” ที่ควบคุมได้

ระบำหน้ากาก (cham) เป็นการร่ายรำในชุดเครื่องทรงเทพเจ้าซึ่งเดิมเป็นการฝึกจิตขั้นสูง ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นงานประจำปีที่เปิดให้ฆราวาสและผู้คนจำนวนมากเข้าชมได้ เช่นเดียวกับพิธีกรรมบูชาเครื่องเซ่นสรวง (gtor ma) ซึ่งเป็นการประกอบพิธีเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายหรือศัตรู ได้ถูกออกแบบในรูปพิธีกรรมขนาดใหญ่ที่มีตารางเวลาแน่นอนในปฏิทินวัด สิ่งเหล่านี้ทำให้ตันตระกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีและความเลื่อมใสแก่ประชาชนอย่างเปิดเผยมากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการปฏิบัติธรรมหรือเน้นการบรรลุธรรมส่วนบุคคล

โฆษณา - Advertising


โต้วาทีไม่ใช่เพื่อฝึกการใช้เหตุผลอย่างเสรี แต่รักษาอัตลักษณ์ของสำนัก

Sullivan เสนอว่า การโต้วาทีในนิกายเกลุกไม่ได้เป็นการใช้ตรรกะได้อย่างอิสระตามอำเภอใจ แต่ถูกจัดระเบียบให้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนทั้งในแง่ตัวอย่าง วิธีการพูดตอบโต้ แนวคำสอนที่เอามาใช้ในการสนทนา พระ/สามเณรนิกายเกลุกจะต้องศึกษากระบวนการโต้วาที ซึ่งเหตุผลที่ใช้ถกเถียงก็ต้องสอดคล้องกับตำราและเป็นเหมือนกระบวนการสร้าง “ความถูกต้อง” ของพุทธศาสนาที่จริงแท้ตามการตีความของนิกาย

การโต้วาทีจึงไม่ได้มีไว้เพื่อหาข้อสรุปใหม่ๆ อย่างอิสระ แต่มีไว้เพื่อปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องและปฏิเสธความรู้ที่ผิดตามบรรทัดฐานที่วางไว้ ทุกวัดต้องใช้รูปแบบพื้นฐานของการโต้วาทีที่เหมือนกัน อีกทั้งยังมีการจำกัดภาษาและตรรกะ (standardised language) ในการโต้วาทีระดับสูงหรือการสอบเพื่อรับสมณศักดิ์ มีการกำหนดโครงสร้างภาษาทางตรรกศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ท่วงท่าทักษะที่ใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่กำหนดไว้ในตำรา

หนังสือของ Sullivan ได้คลี่ให้เห็นว่า การสร้างจักรวรรดิศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของนิกายเกลุกนั้น ไม่ได้เป็นเพราะตัวผู้นำที่มีบารมีแบบดาไลลามะ หรืออำนาจทางการเมืองที่เชื่อมโยงกันของอาณาจักรและศาสนจักรเท่านั้น หากแต่ยังมีเหตุผลสำคัญคือการจัดวางโครงสร้างการบริหารที่ครอบคลุมทั้งการปกครองวัด การจัดการศึกษา การปฏิรูปพิธีกรรมจากพื้นที่ส่วนบุคคลสู่พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ เพื่อให้พุทธแบบทิเบต (ในเวอชั่นของนิกายเกลุก) ได้ออกสู่สายตาคนนอก ซึ่งอัตลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ได้รับผลตอบรับทั้งความศรัทธา (เงินบริจาค) และการนำแบบแผนเหล่านี้ไปปรับใช้ในนิกายอื่นๆ

 

 

อ้างอิง

Dalai Lama. (2012). Beyond religion: Ethics for a whole world. Random House.

Sullivan, B. (2021). Building a religious empire: Tibetan Buddhism, bureaucracy, and the rise of the Gelukpa. University of Pennsylvania Press.

สุธี ชล. (2568). องค์ทะไลลามะ: พระโพธิสัตว์ผู้แบกรับบาปทางการเมืองของชนชั้นนำทิเบต. วารสารมานุษยวิทยาศาสนา, 7(1): 23-68. https://tinyurl.com/2e8hh5r5

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising