การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวานนี้ผลออกมาแน่ชัดแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับหนึ่งและคงไม่เกินคาดหมายนักว่าการจัดตั้งรัฐบาลคงไม่พ้นการจับพรรคการเมืองที่มีทิศทางการเมืองลักษณะเดียวกันอย่างพรรคกล้าธรรมและอาจรวมไปถึงพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมอีกจำนวนหนึ่งที่จะทำให้มีเสียงในสภาราวๆ 260 เสียงขึ้นไป
ทั้งนี้เมื่อมองไปที่พื้นที่อีสานหากเทียบกับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ก็จะพบว่าพื้นที่ที่เคยเป็นสีแดงของพรรคเพื่อไทยที่ได้ สส.แบบแบ่งเขตในหลายพื้นที่ แต่ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทยและสีเขียวของพรรคกล้าธรรมไปหลายพื้นที่
อ้างอิงผลเลือกต้ังอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ถ้านับคร่าวๆ ก็คือพรรคเพื่อไทยเสีย สส.เขตไปทั้งหมด 30 ที่นั่ง(ภูมิใจไทย 23 ที่นั่ง กล้าธรรม 6 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง) จนเหลืออยู่ 43 ที่นั่งจากที่เมื่อปี 66 เคยได้ สส.เขตถึง 73 ที่นั่ง ทำให้ตอนนี้เหลือแต่นครราชสีมาที่ยังแดงเกือบทั้งจังหวัดจนเป็นเหมือนปราการสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยในแดนอีสาน
จากผลที่ออกมาแบบนี้ หลายคนคงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่อีสานทำให้เกิดความเปลี่ยoแปลงเช่นนี้
เพื่อไทยอ่อนแรงลง ขณะปมชายแดนก็ทิ่มแทง
ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นต่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคน้ำเงิน-เขียวพลิกมาชนะการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงมาก่อน ในขณะที่พรรคสีส้มแม้จะเสีย สส.เขตแค่ 2 ที่นั่งจากพื้นที่อีสาน แต่ภาพรวมก็คือยังเจาะพื้นที่ไม่ได้
ประเด็นแรก การที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างย่อยยับ จำนวน สส. ที่ได้ลดลงในเขตพื้นที่ภาคอีสานหลายเขต ส่วนหนึ่งเกิดจากความอ่อนแอของตัวพรรคเพื่อไทยเอง คือพรรคเพื่อไทยไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ เท่าที่ควร ผู้สมัครในรอบนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดอุบลราชธานีเองแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากพรรคไปสนับสนุนผู้สมัครเฉพาะบางเขตที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเท่านั้น
ประเด็นที่สอง คือการคัดสรรหรือว่าการคัดเลือกผู้สมัครในหลายๆ เขตของอุบลฯ ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งเขตที่ 2, 5, 8 และ 11 ผู้สมัครที่มาจากพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้สมัครที่ประชาชนในระดับพื้นที่แทบจะไม่รู้จักเลยว่าเป็นใครมาจากไหน จึงส่งผลให้ผู้สมัครที่ประชาชนไม่รู้จักได้รับคะแนนหลักพันกว่าคะแนน ในขณะที่คู่แข่งเช่นในเขตที่ 11 ผู้ชนะอย่างตวงทิพย์ จินตะเวช จากพรรคภูมิใจไทยได้ 58,379 คะแนน ในขณะที่อุบล สิมมา พรรคเพื่อไทยได้คะแนนแค่เพียง 4,521 คะแนนก็เป็นผู้สมัครที่ประชาชนแทบไม่รู้จักเลย
“การคัดเลือกผู้สมัครในรอบนี้พรรคเพื่อไทยมาแปลกมากเหมือนไม่เอาแล้วแค่เห็นรายชื่อก็รู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งแทบจะไม่มีเลยเพราะว่าไม่เคยลงพื้นที่แล้วก็ประชาชนก็ไม่รู้จักด้วย”
ทั้งนี้เมื่อถามว่าการเสีย สส.ในพื้นที่อีสานเกี่ยวกับ สส.ที่ไหลออกจากพรรคเมื่อช่วงปลายปีก่อนทำให้ไม่เหลือตัวคนที่พรรคจะเลือกเอาลงพื้นที่ด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ประเทืองมองว่าเป็นเหตุผลหนึ่งด้วย
“ใช่ครับ มันก็มีผลพวงตั้งแต่กรณีของคลิป และผลพวงจากปัญหาในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แต่ว่าไม่ได้ความชัดเจนทั้งผลงานหรือว่าไม่สามารถที่จะผลิตนโยบายที่ทำให้ประชาชนมีความชื่นชอบได้ ประกอบกับสถานการณ์ปัญหาชายแดนที่มีความอ่อนไหว แล้วก็มีความเชื่อมโยงกับภาคอีสานโดยเฉพาะภาคอีสานตอนใต้ที่เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาชายแดน”
“ปัญหาชายแดนส่งผลกระทบโดยตรงต่อจังหวัดในภาคอีสาน ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่กระสุนตก แต่ว่ามันก็จะมีในเรื่องของความหวาดกลัว ความไม่รู้สึกปลอดภัย ความหวาดกลัวความกังวลต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจกับกรณีของพรรคเพื่อไทยพอสมควร ในขณะเดียวกันคู่แข่งขันไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยเองหรือแม้กระทั่งกรณีของพรรคไทรวมพลัง เขาได้เปรียบหรือว่าได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัญหาชายแดน”
‘พรรคไทรวมพลัง’ ขยายฐานที่มั่น
ประเทืองอธิบายต่อว่า โดยเฉพาะกรณีของพรรคไทรวมพลังที่ชนะในจังหวัดอุบลฯ ได้ถึง 4 เขต โดยมี 2 ใน 4 เขตคือเขตที่ 9 และ 10 เป็นเขตชายแดนอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืนและบุณฑริก ส่วนอีก 2 เขตคืออำเภอเขื่องในและม่วงสามสิบ ดอนมดแดงเหล่าเสือโคก และตาลสม อำเภอหมดเลยหรือ??
ที่พรรคไทรวมพลังได้ สส.ถึง 4 ที่นั่งครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ไทรวมพลังชนะได้ถึง 2 เขต หลังจากนั้นปี 2567 จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือ ‘มาดามกบ’ เจ้าของพรรคไทรวมพลังยังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น นายก อบจ. แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ กานต์ กัลป์ตินันท์ จากทางพรรคเพื่อไทยไป
จากความพยายามของพรรคไทรวมพลังหลังการเลือกตั้งปี 2566 ชี้ให้เห็นถึงความพยายามตั้งหลักหรือสร้างฐานที่มั่นในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงพยายามขยายพื้นที่โดยสนับสนุนการเมืองท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นระดับเทศบาลหรือแม้กระทั่ง อบต.ในหลายเขต รวมถึง วสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ ‘กังฟู’ หัวหน้าพรรคที่พยายามผลักดันความช่วยเหลือในอุบลฯ ช่วงที่มีสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว รวมถึงการสร้างฐานเสียงโดยเจาะพื้นที่ที่คู่แข่งมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ
ประเทืองมองว่า พรรคไทรวมพลังที่ได้สส.แบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์รวม 6 คน. จะไปร่วมเป็นรัฐบาลด้วยโดยอาจจะคาดหวังในเรื่องของตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเพราะว่าจะสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่สนับสนุนการเกษตร
เลือกตั้ง 69 ภูมิใจไทยมาแรง
ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยมาแรงในพื้นที่จังหวัดภาคอีสานนอกจากเรื่องปมปัญหาชายแดนและการสูญเสีย สส.ของพรรคเพื่อไทยเองแล้ว อีกปัจจัยคือพรรคภูมิใจไทยได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนบุคคลของ สส. พื้นที่โดยพิจารณาว่าในแต่ละเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครคนใดบ้างที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและได้รับความนิยมอยู่ในตัวอยู่แล้วในพื้นที่ที่จะสามารถชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ได้ค่อนข้างแน่นอนเช่น สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ (กานต์) ในเขตเลือกตั้งที่ 7 ของอุบลฯ พรรคก็จะเลือกให้การสนับสนุนผู้สมัครที่มีลักษณะเช่นนี้ ส่วนผู้สมัครที่ไม่โดดเด่นเท่าพรรคก็ส่งลงเพื่อเอาคะแนนส่วนบัญชีรายชื่อเท่านั้น
ทั้งนี้เมื่อถามว่าช่วงที่อนุทินได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน เขากลับมองว่าตัวแปรสำคัญในการควบคุมฐานเสียงคือ อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เป็นหลักมากกว่าเพราะเข้าถึงประชาชนได้ทุกบ้าน ไม่ใช่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่จะมีบทบาทมากต่อการเลือกตั้งเหมือนสมัยก่อน
“ผมว่าการที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งได้ มาจากความได้เปรียบในแง่การสนับสนุนผู้สมัครได้อย่างชัดเจนมากกว่า ในขณะที่คู่แข่งก็คือพรรคเพื่อไทยการสนับสนุนและการคัดเลือกผู้สมัครเหมือนกับว่ารอบนี้ไม่ได้คาดหวังที่จะได้คะแนนเสียงถล่มทลายหรือได้ สส.จำนวนมากมายขนาดนั้น”
“ผมแปลกใจมากอย่างหนึ่ง ผมอยู่ในกลุ่มติดตามผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ฝ่ายที่เชียร์ก็มีการคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งในรอบนี้ แต่ข้อมูลจากการสำรวจและการทำโพลล์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 68 - มกราคม 69 ผลสำรวจเขตเลือกตั้งที่ 1,2, 3, 7, 8 แล้วก็ 11 พบว่าคะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดน้อยลงจากการเลือกตั้งปี 66 อย่างชัดเจน”
ประเทืองเล่าว่าคะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับหนึ่งถ้าร่วมของอุบลฯ ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 38% ส่วนอันดับสองคือพรรคก้าวไกล 30% แต่ผลการสำรวจก่อนการเลือกตั้ง 69 นี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้มากเหมือนการเลือกตั้งปี 66 แล้วแต่ความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบเทียบเท่ากับความนิยมของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดน้อยลงและส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้
‘กล้าธรรม’ ก็เบียดเข้ามา
นอกจากพรรคภูมิใจไทยจะขยายตัวขึ้นมาแล้ว พรรคกล้าธรรมก็เป็นอีกพรรคที่เบียดแทรกขึ้นมาในพื้นที่อีสานและแย่งที่นั่งมาได้จากทั้งพรรคเพื่อไทย 6 ที่นั่งและพรรคประชาชน 2 ที่นั่ง ก็เป็นพรรคที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมพรรคหน้าใหม่เช่นนี้ถึงได้ สส.ไปเยอะนัก แม้ที่จริงจะต้องบอกว่าทั้งพรรคมีแต่คนเดิมๆ ที่ไหลมาจากพรรคอื่น เช่น พลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ เป็นต้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการเข้ามาชิงพื้นที่ของพรรคกล้าธรรม ประเทืองมองว่าใช้กลยุทธ์คล้ายกับของพรรคภูมิใจไทยคือเน้นไปที่ผู้สมัครรายบุคคลที่ไปเลือกจากผู้สมัครที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งหรือเจ้าของพื้นที่เดิมมาสังกัดพรรค ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงน้อยแต่มีประสิทธิภาพมากและสามารถนับยอดได้เลยว่าแต่ละเขตใครจะชนะการเลือกตั้งแน่นอน จึงไม่แปลกที่ สส.ที่ได้มานั้นถูกคำนวนและคาดการณ์ไว้หมดแล้วนอกจากนั้นพรรคเองก็ยังทำโพลล์สำรวจเองด้วยตลอดเวลา ทำให้ทราบว่าแต่ละเขต สส.คนไหนจะชนะเลือกตั้งแบบชัวร์ๆ พรรคก็จะเลือกให้การสนับสนุนคนนั้นอย่างเต็มที่ ตัวเลขที่ออกมาจึงไม่เป็นที่เป็นเรื่องน่าตกใจอะไร
พรรคประชาชนยังเจาะพื้นที่อีสานไม่ได้
ประเด็นนี้ ประเทืองมองว่าพรรคประชาชนยังให้ความสำคัญกับกระแสพรรคมากกว่ากระแสส่วนบุคคลของ สส. ซึ่งจะต่างจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมดังที่กล่าวไปแล้วว่าให้ความสำคัญกับกระแสส่วนตัวของบุคคลมากกว่ากระแสพรรค
“เหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งก็คือเขาวางยุทธศาสตร์หรือว่าดำเนินยุทธศาสตร์ไว้โดยการให้ความสำคัญกับกระแสส่วนบุคคลมากกว่ากระแสพรรค พยายามไปดึงบุคคลที่มีกระแสความนิยมให้มาสังกัดพรรคแล้วก็เลือกให้การสนับสนุนผู้สมัครที่มีกระแสดีอยู่แล้ว”
ผลที่ตามมาจากการเลือกยุทธศาสตร์เช่นนี้ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ทำให้ทั้งสองพรรคได้คะแนนบัญชีรายชื่อตามมาด้วย ซึ่งประเทืองมองว่าทั้งสองพรรคนี้ “อ่านเกมขาด”
ประเทืองให้ข้อมูลว่า ในการเลือกตั้งรอบนี้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อในอุบลฯ ของพรรคภูมิใจไทยได้มาเป็นอันดับ 3 คือ 127,263 คะแนน ใกล้เคียงกับพรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชนที่ได้ 187,407 คะแนนและอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทย 175,187 คะแนน ส่วนอันดับสี่คือพรรคไทยรวมพลัง 122,282 คะแนนที่เหลือก็เป็นพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ
ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับหนึ่งของอุบลฯ คือชนะทั้งหมด 10 เขตจากทั้งหมด 11 เขตในอุบลฯ ยกเว้นหนึ่งเขตที่พรรคประชาชนชนะ แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยแพ้เกือบทุกเขตยกเว้น 2 เขตที่ได้อันดับ 1 ที่เหลือคือพรรคประชาชน 4 เขตที่ได้อันดับ 1 ไทรวมพลัง 3 เขต และภูมิใจไทย 2 เขต และทั้ง 2 เขตที่ภูมิใจไทยได้บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ก็เป็นเขตที่ภูมิใจไทยได้ สส.เขตด้วยส่วนเขตที่ไม่ได้อันดับหนึ่งก็ยังอยู่ในระดับสูง
“เขาวางเกมขาดจากเดิมที่การเลือกตั้งปี 66 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของภูมิใจไทยน้อยมากไม่ถึง 10% ในขณะที่เพื่อไทยได้ 38% ก้าวไกล(พรรคประชาชน) 30% แต่ว่ารอบนี้คะแนนภูมิใจไทยสูงมากจนได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์อันดับสามของอุบลฯ และมีคะแนนใกล้เคียงกับพรรคประชาชนกับเพื่อไทยด้วย”
ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ใช้กลยุทธ์เดียวกับพรรคภูมิใจไทยที่เชื่อว่าหากได้คะแนนของ สส.เขตมาแล้วก็จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อตามมาด้วยเมื่อสมมติฐานที่ตั้งไว้ถูกต้อง ก็ทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นมาอย่างมากด้วย
