Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ฉันเติบโตมาในสถาบันครอบครัวที่จำลองโครงสร้าง "ปิตาธิปไตย" มาอย่างเบ็ดเสร็จ ที่นั่น... พ่อคือศูนย์กลางของจักรวาลและอำนาจ ทั้งที่ในเชิงประจักษ์ พ่อไม่ได้มีความสามารถเหนือกว่าแม่เลย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเศรษฐกิจ (รายได้) หรือทักษะการดูแลสมาชิกในบ้าน แต่ในโลกที่อนุญาตให้ผู้ชาย "เสียงดัง" กว่าใครเพื่อน พ่อจึงสถาปนาอำนาจนั้นผ่านความรุนแรงเสมอมา

ภาพจำแรกที่ฝังรากลึกในจิตใจของเด็กวัยสี่ขวบ..  วันหนึ่ง หลังจากแม่อาบน้ำและกำลังเช็ดตัวให้ฉัน อยู่ ๆ พ่อก็อาละวาดเสียงดังโวยวาย ทั้งปาข้าวของ แม่ในสภาพท้องแก่ใกล้คลอด ต้องอุ้มฉันวิ่งหนีกำปั้นของพ่อไปพึ่งพิงชายคาบ้านคนอื่น บ้านซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย กลับกลายเป็นเขตอันตรายที่ผู้ชายถือสิทธิ์ขาดในการทำร้ายร่างกายภรรยาเพียงเพื่อระบายอารมณ์

สถานะของพ่อในบ้านคือ "ทรราชขนาดเล็ก" ที่ปกครองด้วยอารมณ์แปรปรวน วนเวียนอยู่ในวัฏจักรของการทำร้ายแล้วกลับมาทำดีเพื่อธำรงอำนาจไว้ชั่วคราว พ่อบริหารจัดการชีวิตตนเองได้อย่างล้มเหลว ทั้งเรื่องการเงิน ความสัมพันธ์ และการนอกใจที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ในโครงสร้างสังคมที่ให้ราคา "ความเป็นชาย" พ่อกลับมองว่าการมีเมียน้อยคือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติในแวดวงสังคมราชการ สังคมที่ผลิตซ้ำค่านิยมว่าการละเมิดพันธสัญญาชีวิตคู่คือ "ความเท่" หรือ "สิทธิ" ที่ชายพึงทำได้ แม้กฎหมายจะไม่อนุญาต แต่ขนบวัฒนธรรมได้อนุญาต 

แม่เองก็ติดอยู่ใน "กรงขังทางวัฒนธรรม" ที่สอนให้ผู้หญิงยอมจำนน แม่ยอมอดทนภายใต้วาทกรรม "ครอบครัวที่สมบูรณ์" และ "ความกลัวต่อตราบาปของแม่เลี้ยงเดี่ยว" ซึ่งในยุคนั้น สังคมมักตราหน้าผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธอำนาจชายว่าเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลวในการรักษาบ้าน ความอดทนของแม่จึงไม่ใช่แค่ความรัก แต่คือผลผลิตของค่านิยมที่กดทับให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระทางศีลธรรมไว้เพียงลำพัง

โฆษณา - Advertising

จนกระทั่งฉันอายุ 14 ปี เมื่อแม่เอ่ยปากถามเรื่องการหย่าร้าง นั่นคือวินาทีที่ฉันตระหนักได้ว่า... การมี "พ่อ" ที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางอำนาจแต่ไร้ซึ่งความเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนในบ้าน ไม่ได้นำมาซึ่งความอบอุ่นใดๆ มันเป็นเพียงการรักษารูปแบบภายนอกของครอบครัวที่แท้จริงแล้วภายในบ้านมันผุพัง เพื่อให้คนภายนอกเห็นว่าเรายังเป็น "ครอบครัวปกติ" ตามมาตรฐานที่สังคมชายเป็นใหญ่ขีดเส้นไว้เท่านั้น นั่นจึงเป็นเรื่องแรก ๆ ของเรื่องในบ้านที่ฉันเห็นพ้องต้องกันกับแม่มากที่สุด 

เมื่อฉันเข้าสู่วัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยถูกคุกคามทางเพศโดยผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนของอาจารย์ เจอกันในร้านเหล้า เขาก็จ่ายเงินให้ฉันและเพื่อน เป็นค่าเหล้าค่ากับแกล้มที่เราสั่งกันมา ตอนกลับก็ขอไปส่งฉันที่บ้านพัก ในขณะที่เพื่อน ๆ ต่างแยกย้ายด้วยไว้ใจว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ และทั้งเป็นเพื่อนของอาจารย์ที่ฉันสนิท สุดท้ายเขาเลี้ยวรถเข้าโรงแรมม่านรูด พยายามที่จะกอด รัด ฟัด จูบ โดยที่ฉันปฏิเสธและไม่ได้ยินยอมแต่อย่างใด ฉันแกล้งเมา แกล้งอ้วก วิ่งเข้า - ออก ห้องน้ำ จากตีสองถึงหกโมงเช้า เมียของเขาโทรตาม นั่นเป็นเสียงที่ทำให้ฉันรอดพ้นปีศาจในวันนั้น  เป็นครั้งที่ฉันรอดมาได้เพราะอำนาจของ "ผู้หญิงอีกคน" ไม่ใช่เพราะความเคารพในความเป็นมนุษย์ที่เขามีต่อฉัน

หลายปีต่อมา เมื่อฉันก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในองค์กรที่เชิดชูอุดมการณ์ประชาธิปไตย ฉันกลับพบว่า "ปีศาจ" ตัวเดิมยังคงแฝงตัวอยู่ วันหนึ่งน้องในทีมยื่นจดหมายลาออก ในวันสุดท้ายที่เธอมาทำงาน ผู้บริหารซึ่งเป็นชายได้เรียกเธอเข้าไปพบเป็นการส่วนตัว ฉันนั่งรอเธอจนกว่าเธอจะออกมาก็เกือบเวลาเลิกงาน เธอนั่งร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมง ฉันไม่ได้ถามอะไรเธอมาก ในใจก็เป็นห่วง แต่คิดว่าอาจจะมีเรื่องผิดใจกับผู้บริหาร ถ้าเธออยากเล่าก็คงเล่าให้ฉันฟัง วันนั้นเราไปกินข้าวด้วยกันหลังเลิกงานสองคน เธอชื่นชมฉันหลายอย่างที่เข้มแข็งอยู่ท่ามกลางอำนาจที่ไม่ปกติ รวมถึงอวยพรให้ฉันเจอสิ่งดี ๆ  หลังจากวันนั้นเธอก็ไม่มาทำงานอีกเลยทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนที่เธอจะต้องทำงานที่นั่น 

ฉันโทรหาเธอไม่รับสาย ไลน์ไปไม่ตอบกลับ กระทั่งน้องคนหนึ่งในทีมบอกว่า จำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องสำคัญให้ฉันฟังในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้างาน เผื่อวันหนึ่งมีน้องผู้หญิงเข้ามาทำงานและมีเคสแบบนี้อีก เรื่องที่ฉันได้รับฟังคือ ในวันที่น้องคนที่ยื่นใบลาออกได้เข้าพบผู้บริหารเป็นครั้งสุดท้าย เธอถูกคุกคามทางเพศ และนั่นไม่ใช่ครั้งแรก เป็นครั้งที่สอง ตั้งแต่ที่เธอทำงานที่นั่น ฉันจึงได้ขอนัดทานข้าวกับเธอและเปิดใจรับฟังเรื่องราวของเธอทั้งหมด 

โฆษณา - Advertising

เธอเล่าให้ฉันฟังว่า.. วันหนึ่งหลังกินเลี้ยงกันในองค์กร ผู้บริหารชายคนดังกล่าวได้ขอไปส่งเธอที่บ้าน อ้างว่ากลับทางเดียวกัน ทั้งที่เธอกำลังจะเรียกแกร๊บ เธอพยายามบ่ายเบี่ยงว่าจะกลับเอง แต่เขาก็ยังเร้าหรือที่จะไปส่งให้ได้ และเขาก็มีอาการเมาด้วยเล็กน้อย สุดท้ายเธอต้องยอมขึ้นรถไปกับเขา แต่รถของเขาไม่ได้ไปถึงคอนโดของเธอ เขาพาเธอไปที่บ้าน ล็อคประตูบ้านหนาแน่น และปิดห้องอยู่กันสองต่อสอง เธอปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์กับเขา และขอกลับบ้าน ฝ่ายชายก็ไม่ได้เปิดประตูบ้านให้เธอ แต่ดีที่ความเมาทำให้เขาหลับไป เธอนอนไม่หลับในบ้านหลังนั้น แม้เอาตัวรอดออกมาจากห้องของเขาได้ แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะปีนรั้วบ้านที่สูงมากออกมาได้อยู่ดี โชคดีที่วันนั้นเขาไม่ได้ล็อครถ เธอจึงนั่งรอในรถจนเช้า กระทั่งเขาตื่นขึ้นมาเห็นเธอในรถ และเปิดประตูรั้วให้ในตอนเช้า เพราะกลัวจะมีคนในบ้านตื่นมาเห็น

เรื่องราวของเธอทำให้ฉันย้ำคิดอยู่ซ้ำ ๆ ในทุกเมื่อเชื่อวันที่ไปทำงาน ในฐานะหัวหน้างานที่ไม่มีอำนาจมากพอจะปกป้องคนในทีมได้ และหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกซ้ำ ๆ หลังจากนั้น 1 เดือน ฉันยื่นจดหมายลาออก และกลายเป็นคนที่ล้มเหลวในการทำงานประจำอีกครั้ง รวมถึงต้องต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าอีกรอบหนึ่ง แต่ฉันปิดปากเงียบกับเรื่องนี้กระทั่งทุกวันนี้

เรื่องราวทั้งหมดที่ฉันเล่ามา เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้อย่างไร?

ถ้าเปรียบครอบครัว วงเหล้า และองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยเป็นรัฐจำลองขนาดเล็ก เสียงตวาดของพ่อที่แม่ต้องอุ้มฉันหนีหัวซุกหัวซุน ผู้ชายที่อ้างความอาวุโสแล้วพาฉันเข้าโรงแรมม่านรูด  จนถึงประตูห้องทำงานที่ปิดล็อกโดยผู้บริหารองค์กร มันคือภาพสะท้อนว่า "ระบอบปิตาธิปไตย" (Patriarchy) นั้นมีอำนาจเหนือกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองทุกชนิด มันทำงานแนบเนียนและแข็งแกร่งเกินกว่าที่กฎหมายหรือการเลือกตั้งจะก้าวข้ามไปได้ง่าย ๆ

โฆษณา - Advertising

ประชาธิปไตยที่หยุดลงแค่หน้าประตูบ้าน เรามีสิทธิมีเสียงในสนามเลือกตั้ง แต่เรากลับยอมจำนนต่อ "เผด็จการในบ้าน" สังคมไทยสอนให้เรากลัวการเสียสถาบันครอบครัวที่ "สมบูรณ์" มากกว่าการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความอดทนของแม่ฉันในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก แต่มันคือการสยบยอมต่อโครงสร้างที่บอกว่า "ผู้หญิงที่ไม่มีสามีคือผู้หญิงที่ล้มเหลว" ตราบใดที่วัฒนธรรมยังกดทับให้เหยื่อแบกรับภาระทางศีลธรรมไว้เพียงลำพัง ประชาธิปไตยที่อ้างเรื่องสิทธิเท่าเทียมก็เป็นเพียงวาทกรรมที่กลวงเปล่า หรือแม้แต่ผู้อาวุโสที่บังคับขืนใจโดยไม่นึกถึงความยินยอมอีกฝ่าย พวกเขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของการจะไปสู่สังคมของคนที่เท่ากัน

และเมื่อนักประชาธิปไตย กลายเป็นผู้กดขี่เสียเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องในทีมของฉันคือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด มันพิสูจน์ว่าต่อให้องค์กรจะป่าวประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงใด แต่หากผู้นำยังมองว่า "สถานะ" และ "เพศสภาพ" ของตนคือใบเบิกทางในการละเมิดความยินยอม (Consent) ของผู้อื่น องค์กรนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับระบอบเผด็จการที่เปลี่ยนเครื่องแบบใหม่ การที่ผู้ชายใช้ความ "ใจดี" หรือ "ความอาวุโส" มาเป็นเครื่องมือในการกักขังผู้หญิงไว้ในพื้นที่ปิด คือการใช้โครงสร้างอำนาจแบบเก่ามาบดขยี้หลักการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็น

ฉันไม่แปลกใจ.. ทำไมการเมืองไทยถึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง? 

ตราบใดที่เรายังแยก "ความรุนแรงในบ้าน" ออกจาก "การเมือง" เราจะไม่มีวันเปลี่ยนโครงสร้างประเทศได้เลย เพราะคนที่กุมอำนาจรัฐ หรือคนที่เรียกตนเองว่าฝั่งประชาธิปไตยจำนวนมาก ยังคงเติบโตและเสวยสุขอยู่ในวัฒนธรรมที่อนุญาตให้ผู้มีอำนาจมากกว่า "ลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) เมื่อเขาทำผิดต่อคนในปกครอง

โฆษณา - Advertising

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ คือการที่ผู้กระทำไม่ได้จำกัดวงความรุนแรงไว้แค่หลังประตูบ้านอีกต่อไป แต่มันถูกขยายขอบเขตมาสู่พื้นที่สาธารณะ และสร้างฉากทัศน์ใหม่ให้มีเสียงผู้สนับสนุนความรุนแรงที่เป็นประชาชนทั่วไปในสังคม  ดังที่ปรากฏในกรณีของนายก อบจ. ลำพูน ที่มีการใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะ มันได้สร้างความอับอายและความหวาดกลัวให้กับผู้ถูกกระทำ  และสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในโครงสร้างอำนาจนี้ คือความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อความจริงถูกตีแผ่ ทั้งตัวผู้กระทำและพรรคต้นสังกัดกลับใช้ชั้นเชิงทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนสถานะให้ "ผู้กระทำ" กลายเป็น "ผู้ถูกกระทำทางการเมือง" นี่คือกระบวนการกลบเสียงของผู้ถูกกระทำตัวจริงที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างแสนสาหัส ด้วยการลดทอนข้อเท็จจริงและสร้างฉากทัศน์ใหม่ขึ้นมาหลอกล่อสังคมกองเชียร์ การอ้างว่าเรื่องนี้คือการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่เพียงแต่เป็นการปัดความรับผิดชอบ แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำซึ่งกล้าเปิดหน้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรมต้องตกอยู่ในอันตรายและไม่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม

มันสะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งที่น่าเศร้าว่า พรรคการเมืองที่อ้างตัวว่าสู้เพื่อประชาชนและประชาธิปไตย กลับเลือกที่จะปกป้อง "ฐานคะแนนของพรรค" มากกว่าที่จะรักษา "หลักการความเท่าเทียม" และยังค่านิยมของสังคมที่เห็นพ้องว่าเรื่องในบ้านหรือเรื่องความรุนแรงในครอบครัวนั้นเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว และตำแหน่งแห่งที่กับอำนาจทางการเมืองต่างหากคือเรื่องใหญ่ที่ต้องรักษาไว้ให้ได้

การเมืองไทยจะไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เลย หากเรายังปล่อยให้ผู้มีอำนาจใช้ "หัวโขนทางการเมือง" เป็นโล่กำบังพฤติกรรมกดขี่ทางเพศ หากเรายังมองว่าการทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวเป็นแค่ "ปัญหาส่วนตัว" หรือ "เกมการเมือง" เราก็เป็นเพียงสังคมที่เปลี่ยนคนถืออำนาจ แต่ไม่เคยเปลี่ยนระบบหรือวัฒนธรรมการกดขี่

ตราบใดที่เรายังเปลี่ยน "เสียงร้องไห้ของเหยื่อ" ให้กลายเป็นเพียง "หมากในเกมการเมือง" เพื่อรักษาอำนาจของพรรคพวก ประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบไว้บนโครงสร้างปิตาธิปไตยที่เน่าเฟะ ความเท่าเทียมที่แท้จริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย เมื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำแม้เพียงหนึ่งหรือสองคนได้ถูกกลบฝังอยู่ใต้บันไดที่ใช้ก้าวขึ้นไปสู่การมีอำนาจทางการเมือง.

โฆษณา - Advertising

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising