Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

Boeing บรรลุข้อตกลงสัญญาจ้างงานใหม่กับพนักงาน 1,600 คน หลังควบรวมกิจการยักษ์ใหญ่

Boeing บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำสัญญาจ้างงานฉบับใหม่ กับพนักงานสายวิชาชีพจำนวนประมาณ 1,600 คน ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของ Spirit AeroSystems ที่บริษัทเพิ่งกลับเข้าซื้อกิจการเมื่อเดือนธันวาคม 2025 โดยสัญญาฉบับนี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากพนักงานสูงถึงร้อยละ 85 และจะมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายปี 2030 ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในการเจรจาแรงงานกับกลุ่มพนักงานจากบริษัทที่เพิ่งควบรวมเข้ามา

รายละเอียดของสัญญาฉบับใหม่นี้ประกอบด้วยการมอบเงินโบนัสพิเศษสำหรับการลงนามรับรองจำนวน 6,000 ดอลลาร์ พร้อมการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี รวมถึงการยกระดับแผนประกันสุขภาพและแผนการเกษียณอายุ นอกจากนี้พนักงานยังจะได้รับวันหยุดพักผ่อนเพิ่มเติมอีก 6 วันต่อปี โดยกลุ่มพนักงานดังกล่าวเป็นสมาชิกของ สมาคมพนักงานวิศวกรรมอาชีพในอุตสาหกรรมอวกาศ (Society of Professional Engineering Employees in Aerospace - SPEEA) ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานของ Boeing ประมาณร้อยละ 11 ของพนักงานทั้งหมด 182,000 คน ตามข้อมูลที่แจ้งต่อ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (Securities and Exchange Commission - SEC) และบริษัทมีแผนจะเริ่มการเจรจาครั้งใหญ่กับกลุ่มวิศวกรและช่างเทคนิคอีกกว่า 16,000 คนในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปี 2026 นี้

ที่มา: The Express Tribune, 1/2/2026

โฆษณา - Advertising

วิกฤตความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ NDIS ในออสเตรเลีย หลังแผนปฏิรูปล่าช้าท่ามกลางเหตุคุกคามรุนแรงที่พุ่งสูงขึ้น

พนักงานของ หน่วยงานประกันผู้พิการแห่งชาติ (National Disability Insurance Agency - NDIA) ในออสเตรเลียกำลังเผชิญกับสภาวะการทำงานที่อันตรายอย่างหนัก โดยมีการรายงานเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยกว่า 445 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2025 ซึ่งรวมถึงการถูกสะกดรอยตาม การคุกคามทางโทรศัพท์ การขู่ฆ่า ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายในศูนย์บริการ แม้ว่าจะมีผลการตรวจสอบความปลอดภัยที่เสนอแนะมาตรการเร่งด่วนถึง 36 ข้อตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่หน่วยงานกลับมีแผนที่จะดำเนินมาตรการป้องกันทางกายภาพ เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ฉากกั้นนิรภัย และประตูล็อกอัตโนมัติให้ครบถ้วนภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งถือเป็นความล่าช้าเกือบ 3 ปี นับจากได้รับรายงาน

สหภาพแรงงานภาครัฐและชุมชน (Community and Public Sector Union - CPSU) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้านี้ว่า "น่ารังเกียจ" และไม่เพียงพอต่อการปกป้องชีวิตพนักงานที่ต้องรับมือกับความเกรี้ยวกราดของผู้รับบริการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนกฎหมายและงบประมาณสนับสนุนผู้พิการในเดือนตุลาคม 2024 โดยข้อมูลระบุว่าพนักงานต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต เช่น ผู้รับบริการพยายามขับรถเข็นไฟฟ้าพุ่งชนพนักงาน หรือการขู่วางระเบิดและทำร้ายตัวเองในพื้นที่สาธารณะ แม้ทางโฆษกของหน่วยงานจะยืนยันว่าได้เริ่มอัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัยและจัดอบรมด้านสุขภาพจิตแก่พนักงานแล้ว แต่ทางสหภาพฯ และพนักงานยังคงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้ปลอดภัยในทันทีเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นก่อนจะถึงกำหนดการในปีหน้า

ที่มา: The Guardian, 2/2/2026

โฆษณา - Advertising

ผลสำรวจชี้ร้อยละ 75 ของบริษัทญี่ปุ่นใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ

กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นระบุว่า ร้อยละ 75 ของบริษัทของญี่ปุ่นใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 11

ทางกระทรวงระบุว่าได้ดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม และมีบริษัทมากกว่า 1,100 แห่งตอบแบบสอบถาม

การใช้ AI เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 89 ในบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนในธุรกิจขนาดกลาง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 66 และการใช้ AI ในบริษัทขนาดย่อมก็เพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 65

โฆษณา - Advertising

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ในการร่างเอกสารเสียเป็นส่วนมาก รองลงมาคือการรวบรวมข้อมูล และการสนับสนุนทางเทคนิคและการพัฒนา

ในด้านประโยชน์ของ AI ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าแชตบอตออนไลน์ช่วยลดความจำเป็นในการรับโทรศัพท์ลงอย่างมาก บริษัทแห่งหนึ่งคาดว่าจะลดเวลาทำงานลงได้ประมาณ 60,000 ชั่วโมงต่อปี โดยใช้ AI ในการสร้างรายงานการประชุมและสรุปอีเมล

ธุรกิจค้าปลีกแห่งหนึ่งที่ตอบการสำรวจระบุว่า ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าตัว เนื่องจากการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ด้วย AI บริษัทอื่น ๆ ใช้เทคโนโลยีนี้ในการฝึกอบรม โดยให้ระบบอัลกอริทึมเรียนรู้ทักษะของพนักงานที่มีประสบการณ์

ในด้านข้อจำกัดนั้น บางบริษัทกล่าวว่าพวกตนขาดพนักงานหรือความเชี่ยวชาญในการใช้ AI ขณะที่บางบริษัทกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการรั่วไหลของข้อมูล

โฆษณา - Advertising

ที่มา: NHK World, 2/2/2026

เยอรมนีครองแชมป์แรงงานสูงวัยมากที่สุดในสหภาพยุโรป หลังขยับเกณฑ์เกษียณอายุสู้สังคมผู้สูงอายุ

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) ระบุว่าเยอรมนีมีสัดส่วนแรงงานที่มีอายุระหว่าง 55 ถึง 64 ปีสูงที่สุดในกลุ่ม สหภาพยุโรปโดยมีจำนวนสูงถึง 9.8 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในประเทศที่มีอยู่ราว 40.9 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกอื่นในสหภาพยุโรปที่อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้น โดยมีอิตาลีตามมาเป็นอันดับสองที่ร้อยละ 23 ในขณะที่มอลตาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนแรงงานสูงวัยต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 11

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เยอรมนีมีสัดส่วนแรงงานสูงวัยสูงมากเป็นผลมาจากโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการปรับเพิ่มเกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมายที่จะค่อย ๆ ขยับขึ้นไปถึง 67 ปีภายในปี 2029 ส่งผลให้อายุเกษียณเฉลี่ยของทั้งชายและหญิงในปี 2024 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 64.7 ปี ซึ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสถิติในปี 2004 ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายระยะเวลาการทำงานของประชากรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดภาระในระบบบำนาญท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่ในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป

โฆษณา - Advertising

ที่มา: Yahoo News, 3/2/2025

แรงงานแพลตฟอร์มอินเดียนัดหยุดงานประท้วง จี้รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครอง-หยุดระบบระงับบัญชีไม่เป็นธรรม

กลุ่มแรงงานอิสระที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในอินเดียได้รวมตัวนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ส่งผลกระทบต่อบริการส่งอาหารและการบริการทางออนไลน์ในหลายพื้นที่ โดยมีจุดศูนย์กลางการชุมนุมอยู่ที่จันตาร์ มันตาร์ ในกรุงนิวเดลี การเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ภายใต้การนำของ สหภาพแรงงานกิ๊กและบริการแพลตฟอร์ม (Gig and Platform Service Workers Union - GIPSWU) เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานหลังจากที่การประท้วงหลายครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งประกอบด้วยพนักงานส่งของ ช่างซ่อมบำรุง และพนักงานเสริมสวยผ่านแอปพลิเคชัน ได้ระบุถึงปัญหาสำคัญคือการถูกระงับบัญชีผู้ใช้งานโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าหรือการตรวจสอบที่โปร่งใส ซึ่งเปรียบเสมือนการถูกตัดหนทางทำมาหากินในทันที นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่มั่นคง ภาระค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่พนักงานต้องแบกรับ และความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงานที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานหญิงที่มักเผชิญกับการคุกคามแต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางแพลตฟอร์มอย่างเพียงพอ

ทาง สหภาพแรงงาน GIPSWU ได้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียกร้องให้มีการประกาศใช้กฎหมายกลางฉบับใหม่ที่รับรองสถานะของแรงงานกิ๊กให้มีสิทธิและสวัสดิการเทียบเท่าพนักงานประจำ พร้อมทั้งต้องการให้มีการจัดตั้งระบบร้องทุกข์ที่มีมนุษย์เป็นผู้ดูแลแทนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ทางสหภาพยืนยันว่าจะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าข้อเรียกร้องเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรมและกลไกการทำงานที่มีธรรมาภิบาลจะได้รับการแก้ไขเพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้ใช้แรงงานในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่

ที่มา: Lokshahi Marathi, 3/2/2026

พนักงานเทศบาลมอนทรีออลนัดหยุดงาน 24 ชั่วโมง กระทบการเก็บขยะแต่ยังคงบริการกำจัดหิมะ

พนักงานระดับปฏิบัติการของเทศบาลเมืองมอนทรีออลจำนวนเกือบ 6,000 คน ได้เริ่มนัดหยุดงานประท้วงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 06:00 น. ของวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 ไปจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี เพื่อเรียกร้องความคืบหน้าในการทำสัญญาจ้างงานฉบับใหม่หลังจากที่สัญญาเดิมสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2024 โดยประเด็นหลักที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้คือการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ส่งผลให้การบริการพื้นฐานหลายด้านต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว

การประท้วงในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บขยะในครัวเรือน การเก็บขยะรีไซเคิล และการเก็บขยะอินทรีย์ซึ่งจะไม่มีการให้บริการตลอดช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศาลแรงงานปกครอง (Tribunal administratif du travail - TAT) ได้อนุมัติข้อตกลงระหว่างเมืองและสหภาพแรงงานเพื่อรักษาบริการที่จำเป็น (Essential Services) โดยเฉพาะการกำจัดหิมะและการโรยเกลือบนท้องถนนเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาว รวมถึงการซ่อมแซมท่อประปาหลักและถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เพื่อให้มั่นใจว่าความปลอดภัยสาธารณะจะไม่ได้รับอันตรายจากการนัดหยุดงานระยะสั้นครั้งนี้

แม้ว่าบริการทำความสะอาดสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะจะยังดำเนินต่อไปตามข้อตกลง แต่ประชาชนในหลายเขตของมอนทรีออลอาจได้รับความไม่สะดวกจากการสะสมของขยะบริเวณที่พักอาศัย โดยทางศาลแรงงานพิจารณาว่าการหยุดเก็บขยะเพียงหนึ่งวันไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณสุขร้ายแรง ทั้งนี้ สหภาพแรงงานยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงฝ่ายบริหารเมืองมอนทรีออลให้เร่งกลับมาเจรจาด้วยข้อเสนอที่ยุติธรรมต่อพนักงานที่ทำงานหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้าย

ที่มา: Yahoo News, 4/2/2026

สหภาพแรงงานมอลต้าชี้ "บทลงโทษของการเป็นแม่" ทำผู้หญิงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากลำบาก

สหภาพแรงงานทั่วไป (General Workers’ Union - GWU) ของประเทศมอลต้า ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอุปสรรคสำคัญที่พนักงานหญิงต้องเผชิญหลังจากลาคลอด โดยพบว่าระเบียบการทำงานที่ขาดความยืดหยุ่นกลายเป็นปัจจัยหลักที่ขัดขวางการกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม สมาชิกของสหภาพในภาคส่วนวิชาชีพ การเงิน และการบริการ ระบุว่าพวกเขาต้องเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า "บทลงโทษของการเป็นแม่" (Motherhood Penalty) ซึ่งทำให้เสียโอกาสในความก้าวหน้า ถูกปฏิเสธการทำงานจากระยะไกล หรือแม้กระทั่งไม่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทเดิมที่เคยทำก่อนการลาคลอดได้

ปัญหาดังกล่าวมิใช่เพียงเรื่องความยุติธรรมในที่ทำงาน แต่เป็นประเด็นระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคม โดยเลขาธิการแผนกของสหภาพฯ ย้ำว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีกลไกที่บังคับใช้ได้จริงเพื่อรับประกันสิทธิในการกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีมาตรการสนับสนุนการทำงานที่ยืดหยุ่นและระบบการดูแลเด็กที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของพ่อแม่วัยทำงาน เพื่อลดความกดดันด้านการจัดการและภาระทางการเงินที่ครอบครัวใหม่ต้องเผชิญ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเลี้ยงดูบุตรและการทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ที่มา: MaltaToday, 4/2/2026

พนักงานขนส่งสาธารณะนับแสนนัดหยุดงานประท้วงใหญ่ เรียกร้องลดเวลาทำงานและเพิ่มสวัสดิการ

พนักงานขนส่งสาธารณะเกือบ 100,000 คนจากบริษัทเดินรถและขนส่งมวลชนเทศบาลกว่า 150 แห่งทั่วเยอรมนี ได้เริ่มนัดหยุดงานประท้วงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ภายใต้การนำของ สหภาพแรงงานบริการภาครัฐ (Public Service Trade Union - Ver.di) เพื่อกดดันให้สมาคมนายจ้างภาครัฐเทศบาลเพิ่มสวัสดิการและปรับปรุงสภาพการทำงานที่ตึงเครียด โดยการประท้วงครั้งนี้ส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนในหลายรัฐทั่วประเทศต้องหยุดชะงัก ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งถือเป็นจุดแตกหักหลังจากที่การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่น่าพอใจได้

ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ประท้วงเน้นไปที่การลดชั่วโมงการทำงานรายสัปดาห์จาก 37.5 ชั่วโมงเหลือ 35 ชั่วโมงโดยไม่ลดค่าจ้าง การเพิ่มวันหยุดพักผ่อน และการกำหนดเวลาพักระหว่างกะที่ชัดเจนอย่างน้อย 11 ชั่วโมง เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องแบกรับภาระงานหนักและตารางเวรที่ทำลายสุขภาพจนส่งผลให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานมีฝีมืออย่างรุนแรง ในขณะที่ฝ่ายนายจ้างกลับพยายามเสนอให้มีการเพิ่มชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์สูงถึง 42 ชั่วโมงและยกเลิกสวัสดิการบางอย่าง ซึ่งทางสหภาพฯ มองว่าเป็นความพยายาม "หมุนนาฬิกาย้อนกลับ" และทำลายความมั่นคงของบริการสาธารณะที่ประชาชนนับล้านต้องพึ่งพา

นอกจากประเด็นเรื่องค่าจ้างและเวลาทำงานแล้ว การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงประเด็นระดับมหภาคเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของงบประมาณแผ่นดิน โดยทางสหภาพฯ และกลุ่มเครือข่ายแรงงานก้าวหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาลงทุนในระบบขนส่งมวลชนและทรัพยากรมนุษย์แทนการทุ่มงบประมาณไปกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและการทหารเพียงอย่างเดียว

ที่มา: Countercurrents, 6/2/2026

สหภาพแรงงานไอร์แลนด์แฉบริษัทรักษาความปลอดภัยค้าแรงงานทาส เบี้ยวค่าจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ

สมาพันธ์สหภาพแรงงานบริการ อุตสาหกรรม และวิชาชีพ (Services Industrial Professional and Technical Union - SIPTU) ได้นำกลุ่มอดีตพนักงานยื่นฟ้องร้องต่อ คณะกรรมการความสัมพันธ์ในที่ทำงาน (Workplace Relations Commission - WRC) โดยกล่าวหาบริษัท BGS Security Ltd ว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นระบบจากกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีความเปราะบางจากแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "การค้าทาสสมัยใหม่" เนื่องจากบริษัทจงใจจ้างพนักงานที่เป็นชาวผิวสีหรือชาวเอเชียเข้าทำงานในร้านค้าปลีกทั่วกรุงดับลินแต่กลับไม่จ่ายค่าจ้าง ในขณะที่พนักงานระดับบริหารที่เป็นชาวไอริชหรือชาวยุโรปผิวขาวกลับได้รับค่าตอบแทนตามปกติ

เหตุการณ์ความอยุติธรรมนี้ส่งผลกระทบต่ออดีตพนักงานมากกว่า 50 รายที่เผชิญกับรูปแบบการถูกคุกคามที่คล้ายคลึงกัน คือการได้รับค่าจ้างเพียงช่วงสั้น ๆ ในตอนต้นก่อนจะถูกเบี้ยวค่าจ้างทั้งหมดในเวลาต่อมา แม้บริษัทจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย แต่กลุ่มแรงงานยังคงเผชิญปัญหาในการเข้าถึงเงินชดเชยจากกองทุนกรณีที่นายจ้างล้มละลายเนื่องจากขาดการส่งเงินสมทบประกันสังคม นอกจากนี้ผู้บริหารของบริษัทยังได้หลบหนีออกจากประเทศไปพร้อมกับการขายทรัพย์สินส่วนตัว ทำให้กระบวนการเยียวยาพนักงานกลุ่มนี้เป็นไปได้อย่างยากลำบากยิ่งขึ้น

ที่มา: The Irish Times, 9/2/2026

สหภาพแรงงานยานยนต์สหรัฐฯ แสดงสนับสนุนการนัดหยุดงานต่อต้าน Tesla ในสวีเดน

สหภาพแรงงานยานยนต์สหรัฐอเมริกา (United Auto Workers - UAW) ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนสหภาพแรงงานโลหะการสวีเดน IF Metall ในการนัดหยุดงานต่อต้าน Tesla ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความสนใจระดับนานาชาติต่อข้อพิพาทด้านแรงงานที่ยืดเยื้อในประเทศสวีเดน ทาง UAW ได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่ายืนเคียงข้างแรงงาน IF Metall ที่กำลังนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้ Tesla Sweden ลงนามในข้อตกลงการเจรจาต่อรองร่วม โดยผู้อำนวยการภูมิภาคที่ 8 ของ UAW ได้ประกาศการสนับสนุนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่

IF Metall เริ่มนัดหยุดงานต่อต้าน Tesla Sweden ในปลายปี 2023 เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงร่วม การดำเนินการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงานอื่นผ่านการนัดหยุดงานเชิงเห็นอกเห็นใจที่ส่งผลกระทบต่อท่าเรือ โลจิสติกส์ และการดำเนินงานด้านบริการ ทาง Tesla Sweden ยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของสวีเดนและเสนอค่าจ้างและสวัสดิการที่แข่งขันได้ แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการแสดงจุดยืนล่าสุดของ UAW ขณะเดียวกัน กลุ่มสนับสนุนสหภาพแรงงานในสวีเดนได้ขยายการเข้าถึงไปยังเจ้าของรถ Tesla โดยเริ่มแจกใบปลิวสีเหลืองที่ออกแบบให้คล้ายใบแจ้งจอดรถบนรถ Tesla ที่จอดทั่วกรุงสตอกโฮล์ม เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของรถกดดันบริษัทให้ลงนามในข้อตกลงร่วม

ที่มา: Teslarati, 9/10/2026

การนัดหยุดงานคนเก็บขยะในเบอร์มิงแฮมยืดเยื้อถึงฤดูร้อน หลังลงมติขยายเวลาถึงเดือนกันยายน

คนงานเก็บขยะในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ได้ลงคะแนนเสียงให้ขยายการนัดหยุดงานเลยการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพฤษภาคม 2025 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2025 สหภาพแรงงาน Unite ระบุว่าคนงานนัดหยุดงานเนื่องจากสภาเมืองเบอร์มิงแฮมได้เลิกจ้างแล้วจ้างใหม่ทั้งพนักงานขนขยะและพนักงานขับรถภายใต้สัญญาที่ลดค่าจ้างสูงถึง 8,000 ปอนด์ ขณะที่คนงานจากบริษัทจัดหางาน Job & Talent นัดหยุดงานเนื่องจากการกลั่นแกล้งและการคุกคาม

คนงานเก็บขยะได้นัดหยุดงานมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 เพื่อต่อต้านแผนปรับโครงสร้างบริการจัดการขยะ การตัดสินใจขยายการนัดหยุดงานในครั้งนี้จะทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 20 เลขาธิการใหญ่ของ Unite กล่าวว่าสมาชิกมีความมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม และสภาเมืองจำเป็นต้องกลับมาเจรจาเพราะการนัดหยุดงานจะไม่สิ้นสุดจนกว่าจะได้ข้อตกลงที่ยุติธรรม Unite ระบุว่ายังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา แต่กล่าวหาสภาเมืองว่าปฏิเสธที่จะพบปะ ในขณะที่สภาเมืองระบุว่าข้อเรียกร้องของ Unite จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายค่าจ้างอีกหลายร้อยล้านปอนด์ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้

ที่มา: ITV, 10/2/2026

1 ใน 3 ของคนงานขนส่งสาธารณะสิงคโปร์กังวลรถยนต์ไร้คนขับกระทบงาน

การสำรวจในปี 2025 โดยสหภาพแรงงานคนงานขนส่งแห่งชาติสิงคโปร์ (National Transport Workers' Union - NTWU) แสดงให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความกังวลว่ารถยนต์ไร้คนขับจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเขา โดยความกังวลหลักคือความมั่นคงในงานและการลดลงของค่าจ้าง สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติ (National Trades Union Congress - NTUC) ประกาศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 ถึงการเริ่มต้นการมีส่วนร่วมกับคนงานขนส่งสาธารณะเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไร้คนขับ โครงการระยะหนึ่งปีนี้จะมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อทำความเข้าใจและสนับสนุนพวกเขา ท่ามกลางการที่รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมปล่อยรถยนต์ไร้คนขับ 6 คันตั้งแต่กลางปี 2026 บนเส้นทาง 400 และ 191 เป็นระยะเวลาทดลอง 3 ปี

การสำรวจมีผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 500 คนประกอบด้วยพนักงานขับรถบัสและช่างเทคนิค โดย 1 ใน 3 ยังคงมั่นใจว่าคนขับจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการนำรถยนต์ไร้คนขับมาใช้ การประชุมกลุ่มย่อยครั้งแรกจัดขึ้นร่วมกับ Go-Ahead Singapore, SBS Transit, SMRT Corporation และ Tower Transit โดยมีพนักงานขับรถบัสและช่างเทคนิค 40 คนเข้าร่วม พนักงานขับรถบัสและช่างเทคนิคตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างการฝึกอบรมใหม่และการเข้าถึงบทบาทใหม่ของคนงานสูงอายุ พนักงานขับรถบัสระดับอาวุโสที่มีอายุงาน 7 ปีกล่าวว่าคำถามที่แท้จริงคือการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน บริษัท และสหภาพแรงงานเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น พนักงานขับรถบัสที่มีประสบการณ์ยืนยันว่ารถยนต์ไร้คนขับไม่สามารถแทนที่สัญชาตญาณของคนขับที่มีประสบการณ์ได้ง่ายๆ และบทบาทยังคงต้องการมนุษย์โดยเฉพาะเมื่อให้บริการผู้โดยสารสูงอายุและผู้โดยสารที่ใช้รถเข็น

ที่มา: Mothership, 11/2/2026

กระทรวงแรงงานฮอนดูรัสเผยมีการละเมิดสิทธิแรงงานฟาร์มเมลอนบริษัทข้ามชาติ

กระทรวงแรงงานฮอนดูรัสยืนยันการละเมิดสิทธิแรงงานร้ายแรงที่กระทำโดยบริษัท Fyffes/Sumitomo ในฟาร์มเมลอนที่เมืองโชลูเตกา โดยสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชมเชยแก่คนงานที่เกี่ยวข้องและจ่ายค่าปรับให้รัฐรวมเกือบ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นคนงานเกษตรตามฤดูกาลซึ่งหลายคนทำงานในฟาร์มเหล่านี้มานานกว่า 20 ปีโดยไม่ได้รับการคุ้มครองพื้นฐานที่มอบให้แก่คนงานประจำ แม้ว่าคนงานตามฤดูกาลจะเป็นกำลังแรงงานส่วนใหญ่และถูกจ้างงานหลายรอบการเก็บเกี่ยว แต่พวกเขาถูกปฏิบัติอย่างเป็นระบบเสมือนแรงงานที่สามารถทิ้งได้ โดยมีการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและการคุ้มครองทางสังคมอย่างจำกัด บริษัท Fyffes ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการลงนามข้อตกลงกับสหภาพแรงงานคนงานตามฤดูกาล STAS ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธ์สหภาพแรงงานอาหารระหว่างประเทศ (International Union of Food - IUF)

ในการสอบสวน กรมตรวจแรงงานฮอนดูรัสพบว่าบริษัทในเครือของ Fyffes คือ Suragroh และ Melon Export S.A. ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานฮอนดูรัสในการปฏิบัติต่อคนงานเกษตรตามฤดูกาล การละเมิดเหล่านี้รวมถึงการไม่จ่ายค่าล่วงเวลาและโบนัสตามฤดูกาล การไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมตามกฎหมาย และมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอในฟาร์ม กรมตรวจแรงงานยังยืนยันว่าคนงานเกษตรตามฤดูกาลมีสิทธิได้รับสิทธิและการคุ้มครองเช่นเดียวกับคนงานประจำ แม้ว่า Fyffes จะขายกิจการให้กับบริษัท Martori Farms แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้บริษัทพ้นจากความรับผิดชอบ Fyffes ต้องปฏิบัติอย่างสุจริตและให้เกียรติต่อภาระหน้าที่ตามกฎหมายด้วยการจ่ายค่าจ้างและผลประโยชน์ที่เป็นหนี้แก่อดีตคนงานตามกฎหมายฮอนดูรัส การถอนการลงทุนของบริษัทไม่สามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

ที่มา: IUF, 11/2/2026

สหภาพแรงงานญี่ปุ่นเรียกร้องเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุความเท่าเทียมทางเพศ

ประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานญี่ปุ่น (Japanese Trade Union Confederation) หรือที่รู้จักในนาม Rengo กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายสถานการณ์เพื่อเอาชนะบทบาททางเพศที่หยั่งรากลึกและบรรลุความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศในภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ในญี่ปุ่นสัดส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารยังคงต่ำและจำนวนผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการบริหารมีน้อย แม้จะมีการเพิ่มขึ้นของครอบครัวที่มีรายได้สองฝ่ายและการเข้าร่วมแรงงานของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

ประธาน Rengo ชี้ให้เห็นว่าในญี่ปุ่นมีความตระหนักรู้และขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับบทบาททางเพศที่หยั่งรากลึก โดยผู้หญิงมักต้องรับภาระความรับผิดชอบในฐานะภรรยา ลูกสะใภ้ หรือลูกสาว ในสถานที่ทำงานผู้หญิงมักทำงานเช่นชงชา ทำงานเบ็ดเตล็ด และให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงถูกบังคับให้ระงับอาชีพการงานอย่างไม่สมส่วนเนื่องจากการย้ายงานของคู่สมรส โดยกล่าวว่าผู้หญิงไม่สามารถมีบทบาทที่เท่าเทียมกับผู้ชายได้ เว้นแต่บทบาททางเพศจะถูกขจัดออกไปไม่เพียงแต่ในสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในครอบครัวและชุมชนทั้งหมดด้วย

ประธานแสดงการสนับสนุนการนำระบบนามสกุลคู่แบบเลือกได้มาใช้ในญี่ปุ่น ซึ่งอนุญาตให้คู่สมรสเลือกระหว่างการใช้นามสกุลร่วมกันหรือรักษานามสกุลเดิมไว้หลังการแต่งงาน โดยระบุว่าเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนเนื่องจากชื่อสกุลเป็นตัวแทนของบุคคลตั้งแต่เกิด และระบบนี้ขยายทางเลือกในการใช้ชีวิตของผู้คน นอกจากนี้ยังกล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้หญิงสามารถทำงานได้อย่างเพียงพอโดยการเพิ่มค่าจ้างและยกเลิกระบบที่ทำให้ผู้คนไม่อยากทำงานมากขึ้นเพื่อรักษาภาระภาษีและเบี้ยประกันสังคมที่เบาลง

ที่มา: The Japan Times, 12/2/2026

สหภาพแรงงานอินเดียประท้วงกฎหมายแรงงานใหม่

สมาชิกของสหภาพแรงงานและสมาคมพนักงานต่างๆ จัดการประท้วงในเมืองฮับบัลลีและดาร์วาดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงานทั่วประเทศที่เรียกโดยคณะกรรมการร่วมสหภาพแรงงาน (Joint Committee of Trade Unions - JCTU) เพื่อต่อต้านกฎหมายแรงงานใหม่

เลขาธิการสมาคมพนักงานฮับบัลลีดาร์วาดกล่าวในการชุมนุมประท้วงว่าสหภาพแรงงานกำลังต่อต้านการเอกชนและการควบรวมธนาคารที่เสนอไว้ รวมถึงการเคลื่อนไหวเพื่อนำเงินทุนต่างชาติเข้ามาในธนาคารภาครัฐ โดยสหภาพแรงงานยังประท้วงต่อต้านการจ้างงานภายนอก นโยบายการสรรหา และการดำเนินการตามกฎหมายแรงงานใหม่ แม้ว่ากฎหมายแรงงาน 29 ฉบับจะถูกรวมเป็น 4 ประมวลกฎหมาย แต่สหภาพแรงงานจะไม่คัดค้านหากบทบัญญัติยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามมีการกล่าวหาว่าการแก้ไขโดยเฉพาะพระราชบัญญัติสหภาพแรงงานเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างและทำให้การคุ้มครองคนงานและเสรีภาพอ่อนแอลง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าจำนวนสมาชิกขั้นต่ำที่จำเป็นในการก่อตั้งสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 7 เป็น 300 คนซึ่งคุกคามการอยู่รอดของสหภาพแรงงาน

ฝ่ายผู้ประท้วงยังระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2025 หากไม่มีการต่อต้าน กฎหมายเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้และจะขจัดสิทธิในการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ขจัดค่าจ้างขั้นต่ำ และขจัดสิทธิในการเจรจาต่อรอง โดยกล่าวว่าเหตุผลในการแก้ไขประมวลกฎหมายเหล่านี้เพียงเพื่อช่วยเหลือโจรที่ปล้นประเทศคือบรรษัทขนาดใหญ่ รัฐบาลรัฐเกรละได้ประกาศแล้วว่าจะไม่ดำเนินการตามกฎหมายเหล่านี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลรัฐกรณาฏกะยังไม่ได้คัดค้านกฎหมายเหล่านี้ พนักงานธนาคารและประกันภัย พนักงานอาสาสมัครสาธารณสุข และพนักงานอาหารกลางวันเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการประท้วง

ที่มา: The Hindu, 12/2/2026

ชาวอาร์เจนตินาประท้วงต่อต้านการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่จะจำกัดสิทธิแรงงาน

ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เพื่อต่อต้านการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่จะจำกัดสิทธิการนัดหยุดงานและลดสวัสดิการพนักงาน การชุมนุมเกิดขึ้นขณะที่วุฒิสภากำลังพิจารณากฎหมายดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีผู้มีแนวคิดเสรีนิยม การปฏิรูปครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดอำนาจของสหภาพแรงงาน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่าจำเป็นต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีที่ปราศจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน

การชุมนุมนำไปสู่การปะทะกับตำรวจในใจกลางเมือง เจ้าหน้าที่ใช้ปืนฉีดน้ำ กระสุนยาง และแก๊สน้ำตา ขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนขว้างระเบิดขวด หิน และขวดน้ำ สมาพันธ์แรงงานทั่วไป (General Confederation of Labour) ซึ่งเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานที่ร่วมจัดการชุมนุม ออกแถลงการณ์ประณามการปฏิรูปว่าเป็นการโจมตีสิทธิคนงาน กฎหมายใหม่จะทำให้ธุรกิจไล่พนักงานออกได้ง่ายขึ้น ลดค่าชดเชย และจำกัดบทบาทสหภาพแรงงานในการเจรจาต่อรองร่วม สมาพันธ์กล่าวว่านี่ไม่ใช่การปรับปรุงให้ทันสมัย แต่เป็นมาตรการรัดเข็มขัดที่กดทับคนงาน

ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงจำเป็นเพื่อดึงดูดการลงทุน วุฒิสมาชิกซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงกล่าวว่าตลาดแรงงานของอาร์เจนตินาเป็นระบบที่ไม่สมดุลและมีปัญหาการฟ้องร้องมากเกินไป ประธานาธิบดีคนปัจจุบันชนะการเลือกตั้งในปี 2023 ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจซบเซา

ที่มา: Al Jazeera, 12/2/2026

สิงคโปร์จัดตั้งสภา AI แห่งชาติ พร้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงาน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ในการผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ผ่านงบประมาณประจำปี 2026 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดตั้ง สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางงานวิจัย กฎระเบียบ และการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งจัดตั้งภารกิจปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การขนส่งและโลจิสติกส์ การเงิน และสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและสังคมผู้สูงอายุผ่านการเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากโครงสร้างการบริหารจัดการแล้ว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและย่อม โดยอนุญาตให้สถานประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 400% สำหรับปีประเมินภาษี 2027 และ 2028 รวมถึงการขยายพื้นที่ เอไอพาร์ก (AI Park) เพื่อสร้างระบบนิเวศสำหรับนักวิจัยและนวัตกรในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงาน โดยผู้ที่สำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมด้าน AI ที่กำหนดจะได้รับสิทธิเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรีเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าพลเมืองสิงคโปร์จะมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะในอนาคต

ที่มา: Computer Weekly, 13/2/2026

พนักงานโรงงาน Pepsi ในไซปรัสยกระดับประท้วงหยุดงานไม่มีกำหนด หลังฝ่ายบริหารปฏิเสธเจรจาสหภาพ

พนักงานของบริษัท Ektam ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่ม Pepsi และน้ำอัดลมรายใหญ่ในพื้นที่ไซปรัสเหนือ ได้ประกาศยกระดับการนัดหยุดงานประท้วงเป็น "แบบไม่มีกำหนด" หลังจากตัวแทนจากบริษัทผู้ผลิตและบริษัทสาขาของ PepsiCo ในตุรกี ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมเจรจากับตัวแทนสหภาพแรงงานเพื่อหาทางออกในข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ โดยทาง สหภาพแรงงานเอเมก-อิส (Emek-Is) ระบุว่าความพยายามในการเจรจาทั้งหมดถูกปฏิเสธเนื่องจากนายจ้างพยายามหลีกเลี่ยงการหารือกับตัวแทนอย่างเป็นทางการ และต้องการเจรจาโดยตรงกับพนักงานเพียงลำพังเพื่อลดบทบาทของสหภาพ

ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากการที่พนักงานพยายามใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการรวมตัวเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในสังกัดของ สมาพันธ์สหภาพแรงงานปฏิวัติ (Revolutionary Trade Unions Federation - Dev-Is) แต่กลับถูกฝ่ายบริหารข่มขู่ด้วยการบังคับให้เซ็นใบลาออกและขู่ว่าจะเลิกจ้างพนักงาน 39 ราย รวมถึงคำขู่ที่จะปิดโรงงานทั้งหมดทิ้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสการบอยคอตผลิตภัณฑ์ Pepsi และเครื่องดื่มในเครือจากสหภาพแรงงานอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น สหภาพครูและสหภาพพนักงานไฟฟ้า ในขณะที่ สหพันธ์สหภาพแรงงานโลก (World Federation of Trade Unions - WFTU) ได้ประกาศจุดยืนสนับสนุนการต่อสู้ของแรงงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่

ที่มา: Cyprus Mail, 14/2/2025

รายงานชี้ช่องว่างค่าจ้างหญิง-ชายในอังกฤษ ต้องใช้เวลาอีก 30 ปีถึงจะหายไป

รายงานใหม่เปิดเผยว่าช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศจะใช้เวลาอีกสามทศวรรษกว่าจะปิดลงหากยังคงดำเนินการด้วยอัตราความคืบหน้าในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามเร่งให้เกิดความเท่าเทียมกันในค่าจ้าง แต่จะไม่สำเร็จจนถึงปี 2056 หากไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติม ตามการวิเคราะห์ของสภาสหภาพแรงงานสหราชอาณาจักร (Trades Union Congress - TUC) ระบุว่าช่องว่างค่าจ้างอยู่ที่ร้อยละ 12.8 เทียบเท่า 2,548 ปอนด์ต่อปีสำหรับคนงานหญิงโดยเฉลี่ย ซึ่งหมายความว่าผู้หญิงทำงานฟรี 47 วันต่อปีและเริ่มได้รับค่าจ้างจริงตั้งแต่วันนี้เมื่อเทียบกับผู้ชายโดยเฉลี่ย

สหภาพแรงงาน TUC ระบุปัจจัยหลายประการที่ผลักดันช่องว่างค่าจ้าง รวมถึงผู้หญิงต้องทำงานแบบนอกเวลาเพื่อรองรับภาระความรับผิดชอบในการดูแลตลอดชีวิต ทั้งเด็กและญาติผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้หญิงต้องรับการลดเงินเดือนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อต้องลดชั่วโมงการทำงาน รายงานพบว่าช่องว่างค่าจ้างยังคงมีอยู่ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงสาขาที่มีคนงานหญิงเป็นส่วนใหญ่ เช่น การศึกษาและการดูแล ในภาคสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ช่องว่างค่าจ้างอยู่ที่ร้อยละ 12.8 ขณะที่การศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 17 ส่วนผู้หญิงในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกประสบช่องว่างร้อยละ 10.8

ผู้หญิงวัยกลางคนและสูงอายุเผชิญช่องว่างค่าจ้างที่ใหญ่ที่สุด โดยกลุ่มอายุ 40-49 ปีมีช่องว่างร้อยละ 16.2 ผู้หญิงอายุ 50-59 ปีมีช่องว่างสูงสุดที่ร้อยละ 19.7 ขณะที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีช่องว่างร้อยละ 17.7 สหภาพแรงงาน TUC เรียกร้องให้รัฐบาล "เร่งดำเนินการ" หากต้องการบรรลุเป้าหมายปิดช่องว่างค่าจ้าง รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ชายและผู้หญิงแบ่งปันภาระดูแล เลขาธิการใหญ่กล่าวว่าผู้หญิงทำงานฟรีเดือนครึ่งแรกของปีเมื่อเทียบกับผู้ชาย ซึ่งเป็นความจริงของช่องว่างค่าจ้าง และในปี 2026 สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

ที่มา: City AM, 15/2/2026

ศาลเกาหลีใต้ไฟเขียว GM Korea ปิดศูนย์บริการ 9 แห่ง ท่ามกลางการคัดค้านจากสหภาพแรงงาน

ศาลแขวงอินชอน มีคำสั่งยกคำร้องของสหภาพแรงงาน GM Korea ที่ยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการสั่งย้ายพนักงานและการปิดศูนย์บริการโดยตรง 9 แห่งทั่วประเทศ คำตัดสินนี้ส่งผลให้แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ GM Korea มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายทันที โดยพนักงานประมาณ 400 คนในศูนย์บริการสาขาโซล, อินชอน, ปูซาน และเมืองอื่น ๆ จะต้องยุติบทบาทหน้าที่เดิมตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานไปสู่ระบบศูนย์บริการความร่วมมือแทน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีใต้ที่มีการยกเลิกศูนย์บริการโดยตรงของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เพื่อเพิ่มผลกำไรและเสถียรภาพทางการเงิน

ทางด้าน สหภาพแรงงานโลหะการ (Metal Workers’ Union) ซึ่งเป็นองค์กรระดับสูงของสหภาพแรงงาน GM Korea โต้แย้งว่าการจ้างบริษัทภายนอก มาดูแลด้านความปลอดภัยของรถยนต์จะส่งผลเสียต่อผู้บริโภค แต่ศาลได้ยกฟ้องข้อเสนอดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถดำเนินการขายสินทรัพย์และที่ดินของศูนย์บริการเดิมเพื่อสร้างความมั่นคงทางงบประมาณได้ตามแผน โดยทางตัวแทนของ GM Korea ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าสื่อสารกับสหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับประกันการจ้างงานสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ และมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าผ่านเครือข่ายศูนย์บริการความร่วมมือกว่า 380 แห่งทั่วประเทศให้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

ที่มา: The Chosun Daily, 16/2/2026

พนักงานสนามบินเคนยานัดหยุดงานประท้วง กระทบเที่ยวบินหยุดชะงักทั่วประเทศ

พนักงานสนามบินในเคนยาเริ่มเปิดฉากนัดหยุดงานประท้วง ส่งผลให้เที่ยวบิน ณ ท่าอากาศยานหลักต้องล่าช้าและหยุดชะงักอย่างหนัก การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พนักงานได้ยื่นหนังสือแจ้งล่วงหน้า 7 วันเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้ข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สหภาพแรงงานพนักงานสนามบินเคนยา (Kenya Airport Workers Union - KAWU) และหน่วยงานบริหาร โดยกลุ่มผู้ประท้วงยื่นข้อเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง ปรับปรุงสวัสดิการ และสภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

ทางด้าน การท่าอากาศยานเคนยา (Kenya Airports Authority - KAA) ระบุว่าได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบแล้ว พร้อมยืนยันความพร้อมในการเปิดเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ขณะที่สายการบิน Kenya Airways ได้ออกประกาศเตือนผู้โดยสารให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทาง เนื่องจากปัญหาด้านการควบคุมจราจรทางอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขึ้นบินและลงจอด ซึ่งสถานการณ์นี้นับเป็นเรื่องเร่งด่วนเนื่องจาก ท่าอากาศยานนานาชาติโจโม เคนยัตตา (Jomo Kenyatta International Airport - JKIA) เป็นศูนย์กลางการขนส่งและท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

ที่มา: CTV News, 16/2/2026

งานวิจัยพบลูกหลานคนงานเชอร์โนบิลมีการกลายพันธุ์ใน DNA สูงกว่าปกติ

สี่ทศวรรษหลังภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมนี พบว่าลูกหลานของคนงานที่เข้าร่วมทำความสะอาดพื้นที่มีจำนวนการกลายพันธุ์ในดีเอ็นเอสูงกว่าคนทั่วไป งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างรวม 1,515 คน พบว่าลูกของคนงานเชอร์โนบิลมีการกลายพันธุ์แบบกลุ่ม (clustered de novo mutations) เฉลี่ย 2.65 ครั้งต่อคน เทียบกับเพียง 0.88 ครั้งในกลุ่มที่พ่อแม่ไม่เคยสัมผัสรังสี และยังพบว่ายิ่งพ่อแม่ได้รับรังสีในปริมาณมากเท่าใด ลูกยิ่งมีการกลายพันธุ์มากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าความเสี่ยงต่อโรคจากการกลายพันธุ์เหล่านี้อยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากการกลายพันธุ์เกิดขึ้นในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างโปรตีน จึงไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และลูกหลานคนงานเชอร์โนบิลไม่มีความเสี่ยงต่อโรคสูงกว่าประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด

ที่มา: MSN, 17/2/2026

สหภาพแรงงานยุโรปวิจารณ์นโยบายอพยพและลี้ภัยใหม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

สหพันธ์สหภาพแรงงานบริการสาธารณะยุโรป (European Public Service Union - EPSU) คัดค้านกลยุทธ์การจัดการอพยพและลี้ภัยที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดตัวในเดือนมกราคม 2026 โดยเฉพาะระบบส่งกลับผู้อพยพ รายชื่อประเทศที่ปลอดภัย และมาตรการตรวจจับที่เพิ่มขึ้น แม้คณะกรรมาธิการจะอ้างว่ากลยุทธ์นี้เสริมความมั่นคงชายแดนและปรับปรุงระบบลี้ภัย แต่ EPSU โต้แย้งว่าไม่สะท้อนความเป็นจริง

ระเบียบส่งกลับใหม่แนะนำคำสั่งส่งกลับระดับสหภาพยุโรป ซึ่งหมายความว่าคำสั่งออกจากประเทศสมาชิกหนึ่งจะใช้กับทั้งสหภาพยุโรป และอนุญาตให้สร้างศูนย์กักกันนอกสหภาพยุโรป มาตรา 6 น่ากังวลเป็นพิเศษเพราะอาจบังคับให้พนักงานบริการสาธารณะรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องรายงานผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร กลยุทธ์ยังแก้ไขแนวคิด "ประเทศที่ปลอดภัย" โดยรัฐสภาอนุมัติรายชื่อที่รวมประเทศอย่างตูนิเซีย ตุรกี อินเดีย และโมร็อกโกเพื่อเร่งการตัดสินใจลี้ภัย EPSU เตือนว่าการนำไปใช้นี้ทำให้ผู้สมัครต้องเผชิญกระบวนการเร่งด่วน มีเวลาจำกัดในการนำเสนอคดี และอาจถูกส่งกลับก่อนอุทธรณ์

กลยุทธ์เรียกร้องให้เพิ่มการตรวจจับและฟ้องร้องผ่านความร่วมมือกับอินเทอร์โพล ยูโรโพล และหน่วยงานอื่นๆ EPSU ตั้งคำถามว่าจะดำเนินการได้อย่างไรโดยไม่ทำร้ายพนักงานและผู้อพยพ กฎใหม่ขัดแย้งกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและเพิ่มแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่แนวหน้า EPSU เน้นว่าการขาดแคลนแรงงานในหน่วยงานลี้ภัยส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายยุโรปใช้แนวทางที่เน้นสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองแทนการกักกันและส่งกลับ

ที่มา: EPSU, 17/2/2026

รายงานชี้ครอบครัวแรงงานข้ามชาติขับเคลื่อนตลาดแรงงานอังกฤษมากกว่าผู้ถือวีซ่าทำงาน

การวิเคราะห์ใหม่จาก Migration Observatory มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เปิดเผยว่าครอบครัวของผู้อพยพที่เข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักรมีผลกระทบต่อแรงงานมากกว่าผู้ถือวีซ่าหลักเสียอีก การศึกษาพบว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของแรงงานข้ามชาติหลังเบร็กซิตถูกขับเคลื่อนหลักโดยผู้ติดตามของนักเรียนและแรงงาน รวมถึงผู้ที่มาจากเส้นทางอพยพอื่นที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติมตำแหน่งงานโดยตรงแต่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสุขภาพและการดูแล ขณะที่ผู้ถือวีซ่าทำงานระยะยาวขับเคลื่อนการเติบโตในอุตสาหกรรมที่ต้องการบัณฑิต เช่น การเงินและไอที แต่ผู้ติดตามของพวกเขากลับขับเคลื่อนการเติบโตในภาคก่อสร้างและค้าปลีก

จากข้อมูลกระทรวงมหาดไทย พบว่าจากพลเมืองนอกสหภาพยุโรป 3.45 ล้านคนที่ได้รับวีซ่าหลัง Brexit และยังมีสถานะตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกต้องในปลายปี 2024 มีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่เป็นผู้สมัครหลักด้วยวีซ่าทำงาน รายงานระบุว่าในขณะที่ผู้ถือวีซ่าทำงานหลายคนออกจากประเทศ สมาชิกครอบครัวและผู้ลี้ภัยมีแนวโน้มอยู่ระยะยาว รัฐบาลแรงงานมุ่งมั่นเชื่อมโยงนโยบายทักษะและการอพยพ และจะบังคับให้นายจ้างที่สรรหาช่างเทคนิคและแรงงานระดับกลางจากต่างประเทศต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแผนแรงงานที่ได้รับอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่าการเพิ่มแรงงานที่ได้รับการฝึกอบรมในประเทศไม่ได้นำไปสู่การลดการอพยพโดยอัตโนมัติ เนื่องจากนายจ้างอาจเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิต นอกจากนี้ค่าจ้างและสภาพการทำงานที่ไม่ดีอาจทำให้ยากต่อการสรรหาแรงงานในท้องถิ่น ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์กล่าวว่าประมาณร้อยละ 85 ของคนงานก่อสร้างเกิดในสหราชอาณาจักร ดังนั้นการฝึกอบรมและการรักษาพนักงานในประเทศจึงสำคัญกว่าการอพยพในระยะยาว

ที่มา: The National, 18/2/2026

ประธานบริษัทก่อสร้างสหรัฐฯ เผยแรงงานถูกคุกคามนอกสถานที่ทำงานจนลาออก

ประธานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง O'Neill Construction Group ในรัฐออริกอน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาใหม่ที่ไม่สามารถควบคุมได้คือการที่คนงานถูกกลั่นแกล้งและคุกคามนอกสถานที่ทำงาน ซึ่งส่งผลให้พนักงานลาออกหรือลดชั่วโมงการทำงาน คนงานชาวฮิสแปนิกและละตินคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างสหรัฐอเมริกา ในการสัมภาษณ์กับรายการ Marketplace Morning Report ประธานบริษัทซึ่งทำงานรับเหมาช่วงด้านไฟฟ้าสำหรับโครงการอาคารพาณิชย์กล่าวว่าตลาดกำลังชะลอตัวและมีความผันผวนมากขึ้นเนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดระหว่างอัตราดอกเบี้ย ความสามารถในการหาวัสดุ และนโยบายภาษีศุลกากรที่เปลี่ยนแปลง

ประธานระบุว่านโยบายภาษีทำให้ยากต่อการประเมินราคาโครงการและแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับต้นทุนในระยะยาว เนื่องจากธุรกิจใช้โลหะ เหล็กกล้า อลูมิเนียม และทองแดงจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มีภาษีศุลกากรหากนำเข้า นอกจากนี้ยังเผชิญปัญหาจากนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดซึ่งทำให้ช่างเทคนิคมีจำนวนน้อยลง และเมื่อเสียคนเก่งไปก็สูญเสียโอกาสในการฝึกคนใหม่ด้วย

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการกลั่นแกล้งและคุกคามนอกสถานที่ทำงานที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ พนักงานถูกตะโกนด่าขณะขับรถบริษัทไปรับวัสดุหรือถูกติดตามและจับตามองเมื่อเข้าไปในพื้นที่โครงการ แม้พนักงานเหล่านี้จะมีเอกสารถูกต้องและมีสิทธิทำงานในอเมริกา แต่ก็ถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าต้องปกป้องครอบครัวจึงเลือกลาออกหรือลดชั่วโมงทำงาน ส่งผลให้บริษัทสูญเสียคนเก่งและลดความสามารถในการรับงานเพิ่ม ประธานบริษัทกล่าวว่าปัจจุบันต้องหลีกเลี่ยงโครงการบางแห่งในพื้นที่บางพื้นที่เพราะตระหนักว่าจะทำให้พนักงานอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้สึกปลอดภัย

ที่มา: marketplace.org, 19/2/2026

แรงงานอาร์เจนตินานัดหยุดงานประท้วงใหญ่ คัดค้านการปฏิรูปกฎหมายแรงงานของรัฐบาล

สหภาพแรงงานทั่วอาร์เจนตินาพร้อมใจกันนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่เป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายปฏิรูปแรงงานของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการตัดลดงบประมาณ การประท้วงส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนหยุดชะงัก เที่ยวบินถูกยกเลิก และไม่มีการจัดเก็บขยะทั่วกรุงบัวโนสไอเรส โดย สมาพันธ์แรงงานทั่วไป (General Confederation of Labour - CGT) ระบุว่าการหยุดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือสูงสุดถึงร้อยละ 90 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่การชุมนุมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาบานปลายจนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการปิดกั้นถนน

ร่างกฎหมายเจ้าปัญหาดังกล่าวมีเนื้อหาที่เอื้อให้นายจ้างสามารถจ้างงานและเลิกจ้างได้ง่ายขึ้น รวมถึงการลดค่าชดเชย การจำกัดสิทธิในการนัดหยุดงาน และการเพิ่มชั่วโมงทำงาน ซึ่งสหภาพแรงงานมองว่าเป็นการทำลายความมั่นคงในอาชีพของพนักงานที่มีสัญญาจ้างไม่เป็นทางการอยู่แล้วเกือบร้อยละ 40 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลโต้แย้งว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระภาษีให้นายจ้างและกระตุ้นการสร้างงานใหม่ แม้ในความเป็นจริงเศรษฐกิจกำลังถดถอยและมีการปิดตัวของบริษัทจำนวนมาก รวมถึงการเลิกจ้างพนักงานกว่า 300,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่เริ่มดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดเป็นต้นมา

ที่มา: France 24, 20/2/2026 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising