สหภาพครูอังกฤษเริ่มลงคะแนนหยั่งเสียงนัดหยุดงาน ประท้วงวิกฤตงบประมาณและภาระงานล้นตัว
สหภาพการศึกษาแห่งชาติ (National Education Union - NEU) ของอังกฤษ เริ่มเปิดการลงคะแนนหยั่งเสียง (Indicative ballot) ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2026 เพื่อสอบถามความเห็นสมาชิกเรื่องการนัดหยุดงานประท้วงกรณีค่าจ้าง ภาระงาน และงบประมาณสนับสนุนสถานศึกษา โดยจะเปิดให้ลงคะแนนไปจนถึงกลางเดือนเมษายน หลังจากที่รัฐบาลเสนอการปรับขึ้นค่าจ้างร้อยละ 6.5 ในระยะเวลา 3 ปี แต่กลับกำหนดให้แต่ละโรงเรียนต้องบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเพื่อจ่ายค่าจ้างส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ซึ่งทางสหภาพฯ มองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ผู้นำสหภาพฯ ระบุว่าสถานศึกษาในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะ "ถังแตก" จากการถูกตัดลดงบประมาณสะสมมาหลายรัฐบาล ส่งผลให้ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนพื้นฐาน ชั้นเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้น และจำนวนผู้ช่วยสอนลดลง นอกจากนี้ เงินเดือนเริ่มต้นของครูเมื่อเทียบตามค่าเงินจริงยังคงย่ำแย่เทียบเท่ากับช่วงปี 2010 ซึ่งสวนทางกับค่าครองชีพและภาระงานที่พุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่วิกฤตการขาดแคลนบุคลากรเนื่องจากครูจำนวนมากลาออกและไม่มีพนักงานใหม่มาทดแทน สหภาพฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยุติมาตรการรัดเข็มขัดและหันมาลงทุนในระบบการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อรักษาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
สหภาพแรงงานเวเนซุเอลาชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ จี้รัฐบาลปฏิรูปค่าจ้างและหยุดใช้นโยบายเงินโบนัสแทนเงินเดือน
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กลุ่มสหภาพแรงงานและองค์กรการเมืองในเวเนซุเอลาได้รวมตัวประท้วงหน้ากระทรวงแรงงาน ณ กรุงการากัส และอีก 14 รัฐทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและคุ้มครองสิทธิแรงงาน ท่ามกลางวิกฤตค่าเงินโบลีวาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยค่าแรงขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 มีมูลค่าลดลงจาก 30 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียงประมาณ 0.31 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ส่งผลให้พนักงานในภาคสาธารณะต้องพึ่งพาเงินโบนัสพิเศษซึ่งไม่ถูกนับรวมเป็นฐานเงินเดือนในการคำนวณสวัสดิการอื่น ๆ
ทางด้าน สมาพันธ์คนงานมหาวิทยาลัยแห่งเวเนซุเอลา (Central University of Venezuela Workers' Union - UCV) และตัวแทนจาก สหพันธ์แรงงานแห่งเวเนซุเอลา (United Confederation of Workers of Venezuela - CUTV) ระบุว่า นโยบายการจ่ายเงินโบนัสแทนเงินเดือนเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน เนื่องจากช่วยลดภาระของนายจ้างในการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมและค่าชดเชยต่าง ๆ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงที่แช่แข็งสิทธิการเจรจาต่อรองร่วม และขอให้ปล่อยตัวผู้นำแรงงานที่ถูกจับกุมจากการออกมาปกป้องสิทธิของคนงาน โดยกลุ่มสหภาพแรงงานได้ประกาศนัดรวมตัวประท้วงใหญ่อีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม 2026 เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่อาจลดทอนสวัสดิการที่เคยได้รับ
ที่มา: Venezuelanalysis, 1/3/2026
สิงคโปร์เปิดตัวโครงการฝึกทักษะ AI ให้แรงงาน 1 แสนคน ภายในปี 2029
รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเปิดตัว โครงการ National AI Impact Programme (NAIIP) โดยมีเป้าหมายยกระดับทักษะด้าน AI ให้แก่แรงงานจำนวน 100,000 คน และสนับสนุนวิสาหกิจกว่า 10,000 แห่งภายใน 3 ปีข้างหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและข้อมูลระบุว่า ความต้องการหลักคือการสร้างแรงงานที่ "รู้สองภาษา" คือมีความเชี่ยวชาญในสายอาชีพของตนควบคู่ไปกับความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI เพื่อแก้ปัญหาในงานจริง โดยเน้นไปที่กลุ่มอาชีพที่ไม่ใช่สายเทคโนโลยีโดยตรง เช่น บัญชี กฎหมาย และทรัพยากรบุคคล
ภายใต้โครงการนี้ สำนักงานพัฒนาสื่อสารสนเทศและสื่อ (Infocomm Media Development Authority - IMDA) จะขยายขอบเขตโครงการ TechSkills Accelerator (TeSA) เพื่อจัดทำหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับนักบัญชีและทนายความในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งจะช่วยให้มืออาชีพเหล่านี้สามารถใช้ AI ในการวิเคราะห์รายงานการเงิน ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย และบริหารจัดการสัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินผ่านเงินอุดหนุนโซลูชันเพื่อการผลิต โดยปรับเพิ่มสัดส่วนเทคโนโลยีที่มี AI เป็นส่วนประกอบจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 50 เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
สหภาพแรงงานเนเธอร์แลนด์วอล์กเอาต์ขู่ประท้วงใหญ่ คัดค้านแผนขยายอายุเกษียณและลดสวัสดิการว่างงาน
วิกฤตความขัดแย้งด้านแรงงานในเนเธอร์แลนด์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 หลังจากกลุ่มสหภาพแรงงานหลัก ได้แก่ สมาพันธ์สหภาพแรงงานเนเธอร์แลนด์ (Federation of Dutch Trade Unions - FNV), สมาพันธ์สหภาพแรงงานคริสเตียน (National Federation of Christian Trade Unions - CNV) และ สหพันธ์บุคลากรระดับบริหาร (Trade Union Federation for Professionals - VCP) ตัดสินใจวอล์กเอาต์ออกจากการประชุมร่วมกับรัฐบาลภายในเวลาเพียง 45 นาที เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแผนการปรับเพิ่มอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ต้องทำงานจนถึงอายุ 72 ปี โดยสหภาพแรงงานชี้ว่าแผนดังกล่าวละเมิดข้อตกลงบำนาญปี 2019 ที่เคยทำไว้ร่วมกัน
นอกจากประเด็นอายุเกษียณ สหภาพแรงงานยังคัดค้านแผนของรัฐบาลสายกลาง-ขวาที่จะลดระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจาก 2 ปีเหลือเพียง 1 ปี รวมถึงการตัดงบประมาณด้านสวัสดิการผู้ทุพพลภาพเพื่อนำงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านยูโรไปใช้ในด้านกลาโหมและการศึกษา ผู้นำสหภาพแรงงานระบุว่าสมาชิกในภาคขนส่งและท่าเรือมีความโกรธแค้นอย่างมาก และกำลังเตรียมพร้อมยกระดับการเคลื่อนไหวจากการชุมนุมใหญ่ในกรุงเฮกและอัมสเตอร์ดัมไปสู่การนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ หากรัฐบาลไม่ยอมยกเลิกแผนการตัดลดสวัสดิการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานหนัก
ครูในอิสตันบูลนัดหยุดงานประท้วง จี้รัฐมนตรีลาออกหลังเหตุสลดนักเรียนแทงครูเสียชีวิต
กลุ่มสหภาพแรงงานด้านการศึกษาในอิสตันบูลประกาศนัดหยุดงานประท้วงเป็นเวลาหนึ่งวันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2026 เพื่อแสดงความขัดแย้งและเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาออก หลังจากเกิดเหตุสลดนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อเหตุใช้มีดทำร้ายครูวิชาชีววิทยาและผู้เกี่ยวข้องภายในโรงเรียนเทคนิคแห่งหนึ่งในเขตเช็กเมคอย ส่งผลให้ครูหญิงรายดังกล่าวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แม้ว่าผู้ตายจะเคยแจ้งรายชื่อนักเรียนที่มีความเสี่ยงสูงต่อคณะกรรมการวินัยของโรงเรียนไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุมจนนำมาสู่ความสูญเสีย
ทางด้าน สหภาพแรงงานการศึกษาและวิทยาศาสตร์ (Education and Science Workers’ Union - Eğitim-Sen) และ สหภาพการศึกษาตุรกี (Turkish Education Union - Türk Eğitim-Sen) ได้รวมตัวประท้วงเพื่อเรียกร้องให้นโยบายความปลอดภัยในโรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่เป็นรูปธรรม โดยเสนอให้มีการจัดจ้างบุคลากรเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและแนะแนวประจำสถานศึกษาทุกแห่งเพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันการสั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของศาลท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงในเยาวชนที่พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการปกปิดปัญหาแทนการแก้ไขที่ต้นเหตุของระบบการศึกษา
ที่มา: Turkish Minute, 5/3/2026
สหภาพแรงงานอังกฤษจี้ขยาย กม.คุ้มครองแรงงาน ครอบคลุมการคุกคามทุกรูปแบบ
ในการประชุมสตรีของ สมาพันธ์สหภาพแรงงานสหราชอาณาจักร (Trades Union Congress - TUC) ณ เมืองบอร์นมัธ ตัวแทนพนักงานได้เรียกร้องให้มีการผลักดันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Worker Protection Act) โดยชี้ว่ากฎหมายฉบับปี 2024 ยังมีช่องว่างสำคัญ แม้จะมีการระบุให้นายจ้างใช้ "ขั้นตอนที่เหมาะสม" เพื่อป้องกันการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน แต่กลับขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และยังไม่ครอบคลุมถึงการคุกคามทางเชื้อชาติหรือรูปแบบการคุกคามที่ทับซ้อนอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของแรงงานในวงกว้าง
นอกจากนี้ ตัวแทนจาก สมาคมครูและสหภาพสตรีครูแห่งชาติ (National Association of Schoolmasters Union of Women Teachers - NASUWT) ได้แสดงความกังวลอย่างหนักต่อการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงทางดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดีพเฟก (Deepfakes) บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งครูและนักเรียนหญิงตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ที่ประชุมจึงมีมติให้ TUC ดำเนินการล็อบบี้รัฐบาลเพื่อขยายขอบเขตกฎหมายให้ครอบคลุมหน้าที่ในการป้องกันการคุกคามทุกรูปแบบ และกำหนดให้มีการฝึกอบรมภาคบังคับสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและวิทยาลัย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการเรียนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
คนทำงานประจำเรือกรีซนัดหยุดงานประท้วง จี้อพยพแรงงานออกจากพื้นที่สงครามตะวันออกกลาง
คนทำงานประจำเรือในกรีซนัดหยุดงานประท้วงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การบริการเรือข้ามฟากในประเทศหยุดชะงัก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าของเรือเร่งอพยพลูกเรือที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียท่ามกลางสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดย สหพันธ์คนประจำเรือกรีซ (Panhellenic Seamen's Federation - PNO) ระบุว่ามีเรือสัญชาติกรีซกว่า 325 ลำติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีและการปิดล้อมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก โดยมีรายงานเรือได้รับความเสียหายแล้ว 9 ลำ และมีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง
ผลจากการเจรจาผ่าน เวทีการเจรจาระหว่างประเทศ (International Bargaining Forum - IBF) ร่วมกับ สมาพันธ์คนงานขนส่งระหว่างประเทศ (International Transport Workers’ Federation - ITF) นำมาสู่ข้อตกลงที่อนุญาตให้คนประจำเรือปฏิเสธการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงได้ โดยบริษัทต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับและจ่ายเงินชดเชยเท่ากับค่าจ้างพื้นฐาน 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีการปรับเพิ่มค่าจ้างและเพิ่มเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพเป็นสองเท่า ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในกรุงเอเธนส์และเมืองไพรีอัสยังคงยืนหยัดเรียกร้องให้ยุติการส่งแรงงานไปเสี่ยงชีวิตเพื่อผลกำไรทางธุรกิจและวอนให้รัฐบาลเร่งนำพนักงานทุกคนกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็ว
ที่มา: Sight Magazine, 6/3/2026
กฎหมายสิทธิการจ้างงานฉบับใหม่ของอังกฤษเตรียมบังคับใช้ เมษายน 2026 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานหญิง
สมาพันธ์สหภาพแรงงานสหราชอาณาจักร (Trades Union Congress - TUC) เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดระบุว่า แรงงานสตรีจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบังคับใช้ พระราชบัญญัติสิทธิการจ้างงาน (Employment Rights Act) ที่จะเริ่มมีผลในเดือนเมษายน 2026 โดยมาตรการใหม่นี้จะขยายสิทธิการรับค่าจ้างขณะป่วย (Statutory Sick Pay) ให้ครอบคลุมผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งคาดว่าจะมีผู้หญิงถึง 4.7 ล้านคนได้รับประโยชน์ และในจำนวนนี้กว่า 830,000 คนจะได้รับสิทธิดังกล่าวเป็นครั้งแรกหลังจากที่เคยถูกกีดกันเนื่องจากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 125 ปอนด์ต่อสัปดาห์
นอกเหนือจากเงินชดเชยการป่วย กฎหมายฉบับนี้ยังมอบสิทธิให้พ่อและคู่สมรสสามารถลาเพื่อดูแลบุตร (Paternity leave) ได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน รวมถึงสิทธิของพ่อแม่ทุกคนในการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยไม่รับค่าจ้าง (Unpaid parental leave) ตั้งแต่วันแรกเช่นกัน รัฐบาลระบุว่ามาตรการนี้รวมถึงการกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องมีแผนปฏิบัติการด้านวัยหมดประจำเดือน (Menopause action plans) จะช่วยแก้ปัญหา "โทษทัณฑ์ของความเป็นแม่" (Motherhood penalty) ที่ทำให้ผู้หญิงสูญเสียรายได้เฉลี่ยกว่า 65,618 ปอนด์ในช่วง 5 ปีแรกหลังคลอดบุตร ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ผลสำรวจชี้ไรเดอร์ในเอดินเบอระเผชิญความรุนแรงและถูกโจรกรรม จี้สร้างศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย
กลุ่มเฝ้าระวังคนทำงาน (Workers’ Observatory) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนทำงาน นักวิชาการ และสหภาพแรงงาน ได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารในเมืองเอดินเบอระ ตลอดระยะเวลา 4 เดือน พบว่า ต้องเผชิญกับอันตรายอย่างหนัก โดยมีไรเดอร์ประมาณ 30 รายระบุว่าเคยถูกทำร้ายร่างกายขณะปฏิบัติงาน อีก 30 รายเคยประสบอุบัติเหตุ และมากกว่า 20 รายตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถูกขโมยรถจักรยานที่เป็นเครื่องมือทำกินหลัก นอกจากนี้ยังพบปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและการคุกคามจากคนเดินถนนในหลายพื้นที่
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงแผนที่โดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ พบว่าเหตุการณ์ความรุนแรงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในย่านใจกลางเมือง ทางกลุ่มจึงเสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้นด้วยการสร้าง "ศูนย์สนับสนุนไรเดอร์" ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อน หลบฝน ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์และรถจักรยาน รวมถึงการเข้าถึงห้องสุขา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการจอดรอริมถนนและเพิ่มความปลอดภัยให้กับแรงงาน ขณะที่ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจระบุว่าได้รับทราบปัญหาและยอมรับว่าคนทำงานในกลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมบ่อยครั้งเกินไปในขณะที่พวกเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ที่มา: Midlothian View, 9/3/2026
คนทำงานภาครัฐกานากว่า 6 หมื่นคนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ เมินคำเตือนผิดกฎหมาย จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างเงินเดือน
พนักงานรัฐและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกานากว่า 60,000 คน เริ่มนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ ตามประกาศของ สมาคมพนักงานบริการพลเรือนและส่วนท้องถิ่นแห่งกานา (Civil and Local Government Staff Association of Ghana - CLOGSAG) เพื่อกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อตกลงการปรับโครงสร้างเงินเดือนรูปแบบใหม่ที่มีการลงนามร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2019 การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่า คณะกรรมการแรงงานแห่งชาติ (National Labour Commission - NLC) จะมีคำสั่งระงับโดยอ้างว่าเป็นสไตรค์ที่ผิดกฎหมายเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายแรงงานปี 2003 (ฉบับที่ 651) ก็ตาม
แกนนำสหภาพแรงงานระบุว่า รัฐบาลผิดนัดการบังคับใช้โครงสร้างเงินเดือนใหม่มาแล้วหลายครั้ง โดยล่าสุดกำหนดไว้ในวันที่ 1 มกราคม 2025 แต่กลับไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การเลือกปฏิบัติที่อดีตรัฐมนตรีคลังเคยอนุมัติการปรับเงินเดือนให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในกระทรวงการคลังแต่กลับละเลยข้าราชการส่วนอื่น ๆ ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน งาน และการจ้างงาน ได้พยายามขอร้องให้ยุติการประท้วงเพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ทางสหภาพฯ ยืนกรานเงื่อนไขเดียวในการยุติการหยุดงานคือรัฐบาลต้องบังคับใช้ข้อตกลงทันที ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลให้งานบริการภาครัฐในกระทรวงและหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง
กองตรวจคนเข้าเมืองฮ่องกงกวาดล้างแรงงานข้ามชาติลอบทำงานเสริม-นายจ้างรับคนผิดกฎหมาย
กองตรวจคนเข้าเมืองฮ่องกง (Immigration Department - ImmD) ดำเนินการจู่โจมตรวจสอบครั้งใหญ่เป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยสามารถจับกุมผู้กระทำผิดรวม 20 ราย แบ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมาย 14 ราย และนายจ้าง 6 ราย ซึ่งไฮไลต์สำคัญของการจับกุมครั้งนี้คือการบุกตรวจบริเวณสะพานลอยและอุโมงค์ในย่านเซ็นทรัล พบกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้านชาวต่างชาติฉวยโอกาสในวันหยุดตั้งร้านชั่วคราวเพื่อให้บริการนวดและทำเล็บแก่เพื่อนร่วมอาชีพ โดยคิดค่าบริการประมาณ 50 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อครั้ง ซึ่งถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขการจ้างงานที่อนุญาตให้ทำงานเฉพาะในครัวเรือนของนายจ้างที่ระบุในสัญญาเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ระบุว่าในกลุ่มแรงงานที่ถูกจับกุม มีทั้งลูกจ้างที่ยังมีสัญญาจ้าง ผู้ที่อยู่เกินกำหนด (Overstayer) ผู้ถือวีซ่านักท่องเที่ยว และผู้ถือหนังสือรับรอง (Recognisance form) โดยบางส่วนถูกพบว่าลักลอบทำงานเป็นพนักงานล้างจานและผู้ช่วยในครัวตามร้านอาหาร รวมถึงสถานดูแลผู้สูงอายุ ด้านนายจ้างชาวฮ่องกง 6 รายถูกจับกุมในฐานะเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ทางการได้ย้ำเตือนว่าลูกจ้างที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับ 50,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วนนายจ้างที่รับแรงงานผิดกฎหมายเข้าทำงานอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับหนักถึง 500,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หากลูกจ้างรายนั้นเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหรืออยู่เกินกำหนด
สหภาพแรงงานอิสราเอลจี้รัฐสั่งปิดไซต์งานที่ไร้มาตรฐานความปลอดภัย หลังคนงานเสียชีวิตจากวิถีขีปนาวุธ
สหภาพแรงงานก่อสร้างและไม้ (Construction and Wood Workers’ Union) ร่วมกับองค์กร Kav LaOved และภาคประชาสังคม ได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ด่วนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกร้องให้สั่งปิดสถานที่ทำงานที่ละเมิดแนวทางความปลอดภัยในทันที หลังจากมีคนงาน 2 รายเสียชีวิตจากสะเก็ดขีปนาวุธของอิหร่าน ณ ไซต์งานก่อสร้างในเมืองเยฮุด โดยเน้นย้ำว่าแนวทางของกองบัญชาการแนวหลัง (Home Front Command) จะต้องไม่เอื้อให้นายจ้างนำชีวิตคนงานไปเสี่ยงกับอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้
หนังสืออุทธรณ์ระบุว่า นายจ้างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการจัดเตรียมพื้นที่ป้องกัน (Protected spaces) ที่ได้มาตรฐาน และรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและแรงงานอพยพกว่า 240,000 คน ที่ต้องทำงานกลางแจ้งในภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งหลายคนเผชิญกับสถานการณ์สู้รบเป็นครั้งแรกและมีข้อจำกัดด้านภาษาในการเข้าถึงคำเตือนภัย องค์กรต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้มีการฝึกอบรมพนักงานในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ และสั่งห้ามเปิดสถานประกอบการที่ไม่มีพื้นที่กำบังที่ปลอดภัยสำหรับพนักงานทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องความเป็นความตายที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
รัฐโคโลราโดเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานจากอุณหภูมิสุดโต่ง เน้นเก็บข้อมูลก่อนบังคับใช้จริงปี 2028
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐโคโลราโดได้เสนอร่างกฎหมาย HB 26-1272 เพื่อกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับพนักงานที่ต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด โดยในปีนี้ผู้เสนอร่างกฎหมายได้ปรับเปลี่ยนแนวทางเป็นแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" เพื่อลดแรงกดดันจากภาคธุรกิจที่เคยคัดค้านร่างกฎหมายฉบับปีก่อนว่าเป็นการใช้อำนาจควบคุมที่เกินขอบเขต ซึ่งร่างกฎหมายใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่การให้ความยืดหยุ่นตามลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรม
ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ กรมแรงงานและการจ้างงานโคโลราโด (Colorado Department of Labor and Employment - CDLE) จะต้องเริ่มเก็บข้อมูลการบาดเจ็บจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิในปี 2027 และจัดทำ "แผนแม่บทเพื่อการป้องกัน" ให้แก่นายจ้างภายในต้นปี 2028 จากนั้นนายจ้างทุกภาคส่วนรวมถึงหน่วยงานรัฐจะต้องยื่นแผนป้องกันของตนเองเพื่อให้กรมฯ อนุมัติภายในเดือนกันยายน 2028 ซึ่งแผนดังกล่าวอาจรวมถึงการจัดหาจุดพักผ่อน น้ำดื่ม ร่มเงา หรือมาตรการบรรเทาความร้อนและสร้างความอบอุ่นที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ยังคงเผชิญกับการคัดค้านจากกลุ่มธุรกิจ เช่น สมาคมอุตสาหกรรมการก่อสร้างและกลุ่มผู้ประกอบการสกี โดยอ้างว่ากฎหมายนี้เป็นการซ้ำซ้อนกับมาตรฐานของ สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Occupational Safety and Health Administration - OSHA) และจะสร้างภาระงบประมาณให้แก่รัฐมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตงบประมาณขาดดุล ทั้งนี้ ร่างกฎหมายมีกำหนดการพิจารณาในวาระแรกของคณะกรรมการในวันที่ 18 มีนาคม 2026
ที่มา: States Newsroom, 12/3/2026
สหภาพแรงงานเบลเยียมเตรียมประท้วงใหญ่ คัดค้านนโยบายบำนาญที่กระทบต่อผู้หญิง
ความตึงเครียดทางการเมืองในเบลเยียมพุ่งสูงขึ้นก่อนการประท้วงใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบำนาญแสดงทัศนะต่อร่างปฏิรูปบำนาญของรัฐบาล โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีมาตรการ "ค่าปรับบำนาญ" (Pension penalty) ที่จะลดเงินสวัสดิการสำหรับผู้ที่เกษียณอายุก่อนกำหนดโดยมีอายุงานไม่ครบตามเกณฑ์ ซึ่งนักวิจารณ์และสหภาพแรงงานชี้ว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะทำงานพาร์ตไทม์หรือหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวมากกว่าผู้ชาย
ความโกรธแค้นทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบำนาญเสนอแนะว่าผู้หญิงควรปรับพฤติกรรมโดยการหันมาทำงานฟูลไทม์มากขึ้นในอนาคตเพื่อรักษาสิทธิบำนาญ ซึ่งคำกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นการละเลยข้อเท็จจริงทางสังคมและภาระงานดูแลที่ผู้หญิงแบกรับอยู่ สหภาพแรงงานระบุว่านโยบายนี้จะยิ่งขยายช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศให้กว้างขึ้น แม้รัฐบาลจะโต้แย้งว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต่อความยั่งยืนทางการเงินของประเทศท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ และยืนยันว่าการลาเพื่อดูแลบุตรหรือการเจ็บป่วยจะยังถูกนับรวมในสิทธิบำนาญ แต่กลุ่มผู้ประท้วงยืนกรานว่านี่คือการทำลายสิทธิทางสังคมและกดดันให้คนทำงานต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป
ที่มา: Belga News Agency, 12/3/2026
ไทเปเริ่มนำร่องโครงการ “ลดชั่วโมงทำงานเพื่อเลี้ยงลูก” หนุนพ่อแม่มีเวลาให้ครอบครัว
กรุงไทเปเริ่มเดินหน้าโครงการ “ลดชั่วโมงทำงานเพื่อเลี้ยงลูก” ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ โดย เจี่ยงว่านอัน ผู้ว่าการกรุงไทเป เปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 12 มีนาคม มีบริษัทแล้ว 139 แห่ง ยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการ และยังมีภาคธุรกิจจำนวนมากสอบถามรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง ทางกรุงไทเปจะใช้ช่วงทดลองโครงการเพื่อปรับปรุงมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยินดีแบ่งปันประสบการณ์ให้รัฐบาลกลางและท้องถิ่นอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
โครงการนี้มุ่งส่งเสริมให้บริษัทที่ตั้งอยู่ในกรุงไทเป อนุญาตให้พนักงานที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในไทเป และมีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งต้องรับส่งบุตรด้วยตนเอง สามารถลดเวลาทำงานลงวันละ 1 ชั่วโมง โดยเทศบาลกรุงไทเปจะให้เงินสนับสนุน สูงสุดคนละ 15,000 เหรียญไต้หวัน และกำหนดเพดานเงินสนับสนุนสำหรับแต่ละบริษัทไว้ที่ ไม่เกิน 100,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวและสนับสนุนให้พ่อแม่มีเวลามากขึ้นในการดูแลบุตร
เจียงว่านอันยังระบุว่า โครงการนี้เป็นเพียง โครงการนำร่อง ที่มุ่งกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยระหว่างดำเนินการจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัวที่มีลูกเล็ก และให้พ่อแม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างงานกับครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: Radio Taiwan International, 13/3/2026
ฝันสลายในดูไบ แรงงานปากีสถานเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง กระทบรายได้ส่งกลับประเทศ
เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตแรงงานชาวปากีสถานในอ่าวเปอร์เซีย โดยล่าสุดมีรายงานว่าแรงงานชาวปากีสถานอย่างน้อย 2 รายเสียชีวิตจากการโจมตีโต้ตอบของอิหร่านในดูไบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือแรงงานวัย 27 ปีที่เป็นเสาหลักเพียงคนเดียวของครอบครัว ซึ่งเสียชีวิตจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นตกใส่รถยนต์ สร้างความโศกเศร้าและจุดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และปากีสถานเร่งให้ความคุ้มครองรวมถึงเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย
นักวิเคราะห์จาก Capital Economics เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงรายได้ที่แรงงานส่งกลับประเทศ โดยปัจจุบันรายได้ส่วนนี้มีความสำคัญมหาศาลต่อปากีสถาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ถึง 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ปากีสถานได้รับเงินส่งกลับสูงถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
แม้ว่าขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานจะระบุว่ายังไม่มีการอพยพกลับประเทศขนานใหญ่ แต่วิกฤตสงครามได้ส่งผลกระทบวงกว้าง ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศ และการเดินทางกลับของชาวปากีสถานกว่า 4,000 คนจากอิหร่าน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสะท้อนความผิดหวังที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อว่าดูไบเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับการหาเลี้ยงชีพ แต่กลับต้องรับศพลูกหลานกลับบ้านท่ามกลางไฟสงครามที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ที่มา: Geo Television Network, 14/3/2026
สปป.ลาว ตั้งเป้าส่งแรงงานไปเกาหลีใต้ 1.7 หมื่นคนในปี 2026 หวังดึงเงินตราต่างประเทศแก้เศรษฐกิจ
รัฐบาล สปป.ลาว โดย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ประกาศแผนยุทธศาสตร์ส่งออกแรงงานระยะยาวปี 2026–2030 โดยตั้งเป้าหมายส่งแรงงานไปทำงานตามฤดูกาล (Seasonal Worker Program) ณ ประเทศเกาหลีใต้ มากกว่า 17,000 คนภายในปี 2026 นี้ เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยแรงงานในโครงการนี้สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 1,600 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างในประเทศที่ผู้จบปริญญาตรีจะได้รับเพียงประมาณ 375 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2026 เริ่มมีการส่งแรงงานชุดแรกไปยังเมืองยองชอนและอำเภอคกซองของเกาหลีใต้เพื่อทำงานในภาคเกษตรกรรม เช่น การปลูกมะเขือเทศ พีช และพุทรา โดยทางเกาหลีใต้ได้อำนวยความสะดวกด้วยการจัดล่ามภาษาลาวและพิจารณาขยายสัญญาจ้างจาก 5 เดือนเป็น 8 เดือนเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่แรงงาน ขณะที่รัฐบาลลาวเร่งปรับปรุงหลักสูตรอบรมทักษะภาษาก่อนเดินทางและลดขั้นตอนทางทะเบียนราษฎร์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการส่งออกแรงงานได้สร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปัจจุบัน สปป.ลาว กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศกว่า 800,000 คน จากประชากรวัยทำงานทั้งหมดประมาณ 5 ล้านคน เนื่องจากแรงงานจำนวนมากตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศเพื่อรายได้ที่สูงกว่า รมว.แรงงาน โพไซ ไซยะสอน ระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งหาจุดสมดุลระหว่างการรับเงินโอนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 426 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี กับการรักษาบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นให้เดินหน้าต่อไปได้
ที่มา: The Laotian Times, 15/3/2026
ผลสำรวจชี้แรงงานภาคผลิตเกาหลีใต้ 9 ใน 10 เผชิญความวิตกกังวลด้านการจ้างงาน หลังหุ่นยนต์รุกคืบโรงงาน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยรายงานผลสำรวจสิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน พบว่าพนักงานในภาคการผลิตร้อยละ 90 มีความกังวลว่าตำแหน่งงานของตนจะลดลงหรือถูกเปลี่ยนไปเนื่องจากการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ โดยผลสำรวจจากแรงงาน 500 คนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และแบตเตอรี่ทุติยภูมิระบุว่า สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน มีสัดส่วนการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในบางส่วนของกระบวนการสูงถึงร้อยละ 49.1 และแนวโน้มนี้กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นอกเหนือจากความกังวลเรื่องความมั่นคงในอาชีพ แรงงานร้อยละ 61.2 ยังรายงานว่าเคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ เช่น การถูกกระแทกหรือถูกเครื่องจักรดึงรั้ง และร้อยละ 30.4 เคยเผชิญสถานการณ์อันตรายจากการเคลื่อนไหวที่คาดเดาไม่ได้ของหุ่นยนต์ เช่น การเร่งความเร็วอย่างกะทันหัน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงทางกายภาพรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี
ทีมวิจัยเน้นย้ำว่า แม้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจดูเหมือนสร้างความมั่นคงในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพกลับพบปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานในรูปแบบใหม่ เช่น ความเข้มข้นของงานที่เพิ่มขึ้น และการโยนความรับผิดชอบไปยังตัวบุคคล หากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัตินำไปสู่การจ้างเหมาช่วงหรือการจ้างงานที่ไม่มั่นคง อาจทำให้เกิดโครงสร้าง "แรงงานที่ไม่เสถียรและไร้ตัวตน" (Invisible unstable labor) ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม
ที่มา: The Chosun Daily, 16/3/2026
ITF เรียกร้องยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการบินพลเรือนและบุคลากรในตะวันออกกลาง
สมาพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (International Transport Workers’ Federation - ITF) ออกโรงเตือนถึงอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตของพนักงานในอุตสาหกรรมการบินพลเรือน ท่ามกลางเหตุโจมตีสนามบินในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 โดยระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งส่งผลให้ทั้งพนักงานและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บแล้วหลายราย ขณะที่แรงงานในภูมิภาคต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความกดดันมหาศาลเพื่อดูแลเที่ยวบินอพยพและรักษาการดำเนินงานที่จำเป็นในสภาวะที่อันตรายและไม่แน่นอน
ทางสมาพันธ์ฯ เน้นย้ำว่าความปลอดภัยของพนักงานและผู้โดยสารต้องเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด และเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ ยุติการกระทำที่ส่งผลอันตรายต่อบุคลากรการบิน นอกจากนี้ ผลกระทบของความขัดแย้งยังขยายวงกว้างไปทั่วโลก ส่งผลให้สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินและปิดน่านฟ้า ซึ่งสร้างภาระหนักให้แก่ลูกเรือ พนักงานภาคพื้นดิน และเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศที่ต้องรับมือกับการหยุดชะงักของการดำเนินงานครั้งใหญ่ โดย ITF ยืนหยัดร่วมกับสหภาพแรงงานสมาชิกกว่า 3 ล้านคนทั่วโลกในการเรียกร้องให้ยุติสงครามและหันกลับมาใช้แนวทางทางการทูตเพื่อความปลอดภัยของมวลมนุษยชาติ
สหภาพครูญี่ปุ่นขยายการช่วยเหลือโรงเรียนบุตรหลานแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยในไทย
ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและการสู้รบในเมียนมา "โรงเรียนปารมี" (Parami School) ซึ่งก่อตั้งโดย สหพันธ์สหภาพแรงงานเมียนมา (Confederation of Trade Unions of Myanmar - CTUM) ตั้งแต่ปี 1998 ในประเทศไทย ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับบุตรหลานแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย ล่าสุด สหภาพครูญี่ปุ่น (Japan Teachers' Union - JTU) ได้ประกาศขยายความช่วยเหลือทางการเงินและสวัสดิการไปจนถึงปี 2029 เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาและเงินเดือนครูที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ร่วมขบวนการอารยะขัดขืน ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางสถานะกฎหมายในต่างแดน
ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ดูแลนักเรียนกว่า 505 คน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา โดยจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมทั้งภาษาเมียนมา ไทย อังกฤษ ไปจนถึงวิชาชีพอย่างการเย็บผ้าและงานไฟฟ้า แม้จะประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ หอพัก และรถรับส่งนักเรียน รวมถึงความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อมีนาคม 2025 แต่ความช่วยเหลือจาก JTU และ สหภาพแรงงานพนักงานท้องถิ่นแห่งญี่ปุ่น (All-Japan Prefectural and Municipal Workers Union - JICHIRO) ได้กลายเป็นสายป่านสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทยหรือเข้าสู่ตลาดงานที่มีคุณค่า เพื่อวางรากฐานสู่สังคมประชาธิปไตยในอนาคต
ที่มา: Education International, 17/3/2026
สหภาพแรงงาน Samsung Electronics มีมติเตรียมหยุดงานประท้วงเดือนพฤษภาคม 2026 ปมเงินโบนัส
พนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) ลงมติเห็นชอบให้มีการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้านเงินโบนัสตามผลประกอบการ โดยจากการลงคะแนนเสียงที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พบว่ามีผู้เข้าร่วมกว่า 66,000 คน และร้อยละ 93.1 เทคะแนนสนับสนุนแผนการสไตรค์ ซึ่งถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของสมาชิกจาก 3 สหภาพแรงงาน รวมถึง สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National Samsung Electronics Union - NSEU) ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 90,000 คน
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา มีประเด็นหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องให้เปิดเผยเกณฑ์การคำนวณโบนัสอย่างโปร่งใส การยกเลิกเพดานการจ่ายเงินจูงใจพิเศษที่ผูกกับกำไรจากการดำเนินงานของแต่ละแผนก โดยเฉพาะในหน่วยธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่สร้างรายได้มหาศาล รวมถึงการขอขึ้นค่าจ้างร้อยละ 7 ขณะที่ทางฝั่ง Samsung Electronics เสนอปรับขึ้นร้อยละ 6.2 พร้อมมอบหุ้นบริษัทให้คนละ 20 หุ้น แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องเพดานโบนัสได้ การประท้วงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของบริษัท นับตั้งแต่การสไตรค์ครั้งแรกในปี 2024
ที่มา: The Korea Times, 18/3/2026
สหภาพแรงงานออสเตรเลียจี้เก็บภาษีลาภลอยบริษัทพลังงาน 25% หลังวิกฤตสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง
สภาสหภาพแรงงานแห่งออสเตรเลีย (Australian Council of Trade Unions - ACTU) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเร่งแก้ไขระบบการจัดเก็บภาษีทรัพยากรปิโตรเลียม (Petroleum Resource Rent Tax - PRRT) โดยเสนอให้เปลี่ยนมาเป็นการเก็บภาษีร้อยละ 25 จากรายได้การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แทน เพื่อให้มั่นใจว่าผลกำไรมหาศาลหรือ "กำไรจากลาภลอย" (Windfall profits) ของบริษัทข้ามชาติด้านน้ำมันและก๊าซอย่าง Woodside และ Santos จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของชาวออสเตรเลียในช่วงที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน
ทางสหภาพระบุว่า ในขณะที่คนทำงานต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพงขึ้นและภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากการประชุม ธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia - RBA) แต่ระบบภาษีปัจจุบันกลับล้มเหลวในการจัดเก็บรายได้จากทรัพยากรของชาติ โดยในปีงบประมาณ 2023-2024 ระบบเดิมจัดเก็บภาษีได้ไม่ถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 9 ของยอดที่ควรจะได้ตามข้อเสนอใหม่ที่อาจสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ACTU ย้ำว่ารัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ที่บริษัทพลังงานกวาดกำไรไปกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประชาชนต้องรัดเข็มขัดจากภาวะเงินเฟ้อที่ลามไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน
วิกฤตแรงงานธนาคารโรมาเนีย 3 แบงก์ยักษ์ถอนตัวทำข้อตกลงร่วมล่ม กระทบพนักงาน 3 หมื่นคน
สหภาพแรงงานระดับภูมิภาคยุโรป (UNI Europa) ผนึกกำลังเข้าพบรัฐบาลและกลุ่มนายจ้างในกรุงบูคาเรสต์ เพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ในภาคการธนาคารของโรมาเนีย หลังจากธนาคารข้ามชาติ 3 แห่ง ได้แก่ Raiffeisen Bank, Societe Generale (BRD) และ ING ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิก สภาจ้างงานธนาคารโรมาเนีย (Romanian Council of Bank Employers - CPBR) ส่งผลให้การคุ้มครองตามข้อตกลงร่วมระดับสถาบัน (Sectoral Collective Bargaining) ยุติลง และจะทำให้พนักงานธนาคารกว่า 30,000 คน หรือร้อยละ 60 ของทั้งอุตสาหกรรม ขาดการคุ้มครองด้านสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป
การถอนตัวของธนาคารทั้งสามแห่งส่งผลให้สัดส่วนตัวแทนของสภาจ้างงานฯ ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 ซึ่งเป็นระดับขั้นต่ำตามกฎหมายที่จะทำให้ข้อตกลงระดับภาคส่วนมีผลบังคับใช้ได้ทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยข้อตกลงเดิมมีการระบุสิทธิสำคัญ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะกลุ่ม ภาระผูกพันในการจ่ายค่าชดเชย และเวลาพักผ่อนที่ชัดเจน ทางด้านตัวแทนจาก สหพันธ์สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมการเงิน (Federation of Financial Industry Unions - FSIF) และ สหพันธ์สหภาพแรงงานประกันภัยและธนาคาร (Federation of Insurance and Banking Trade Unions - FSAB) ระบุว่าการกระทำนี้ขัดต่อเป้าหมายของสหภาพยุโรปที่ต้องการขยายความครอบคลุมของข้อตกลงร่วมให้ถึงร้อยละ 80 พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารทั้งสามกลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อสร้างความเป็นธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล
ที่มา: UNI Global Union, 19/3/2026
พนักงานโรงหนังอิสระระดับตำนานในเมืองบรู๊คไลน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ โหวตอนุมัติสไตรค์ หลังเจรจาสัญญาจ้างไม่คืบ
พนักงานของ โรงภาพยนตร์คูลิจ คอร์เนอร์ (Coolidge Corner Theatre) โรงหนังอิสระระดับตำนานในเมืองบรู๊คไลน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นกว่าร้อยละ 80 เพื่ออนุมัติการนัดหยุดงานประท้วง หลังจากกระบวนการเจรจาสัญญาจ้างงานฉบับแรกระหว่างสหภาพแรงงานและฝ่ายบริหารเกิดสภาวะชะงักงันมานานหลายสัปดาห์ โดยพนักงานได้รวมตัวกันภายใต้ สหภาพแรงงานยานยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา สาขา 1596 (United Autoworkers Local 1596 - UAW) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024
ประเด็นขัดแย้งหลักในการเจรจาคือเรื่อง "ความมั่นคงในการทำงาน" โดยเฉพาะการคุ้มครองพนักงานพาร์ตไทม์และพนักงานชั่วคราว รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการนำตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มาใช้ ซึ่งทางสหภาพต้องการข้อตกลงที่พบกันครึ่งทางเพื่อรักษาตำแหน่งงานเดิมไว้ แม้ฝ่ายบริหารจะระบุว่าได้เสนอแผนการจ้างงานที่ครอบคลุมและยั่งยืนแล้ว แต่ทางตัวแทนสหภาพเผยว่าการเจรจาเป็นไปอย่างล่าช้าและมีการผ่อนปรนเงื่อนไขมามากพอแล้ว อย่างไรก็ตาม การโหวตครั้งนี้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อเตรียมพร้อม แต่ยังไม่มีการกำหนดวันหยุดงานทันที โดยพนักงานยังคงหวังว่าการเจรจาในรอบถัดไปจะมีความคืบหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการประท้วง
