สภาพัฒน์ เผยปลายปี 68 หนี้ครัวเรือนทรงตัวเพราะสถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อ แต่ลูกหนี้ค้างจ่ายมากขึ้น คนรายได้หลักแสนเสี่ยงผิดนัดจ่ายหนี้เพิ่ม นอกจากนั้นยังเกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์จากเหตุ รพ.เอกชนลงทุนซื้อเครื่องมือมาก เพิ่มค่าตอบแทนหมอเพื่อดึงตัว ตั้งราคายาสูง
23 ก.พ.2568 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ในด้านต่างๆ โดยกล่าวถึงสถานการณ์หนี้สินครัวเรือน การจ้างงาน รวมถึงสภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ด้วย
รายงานระบุว่า การจ้างงานในไตรมาส 4 ปี 2568 ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.8 ล้านคนลดลงร้อยละ 0.9 จากไตรมาส 4 ของปี 2567 จากการจ้างงานที่ลดลงร้อยละ 3.4 ในภาคเกษตรกรรมเหลืออยู่ที่ 11.5 ล้านคน แม้ว่าจะมีการขยายตัวนอกภาคเกษตรร้อยละ 0.2 ที่มีจำนวนแรงงานอย่ที่ 28.3 ล้านคน เนื่องจากการขยายตัวในสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 3.2 และการผลิตที่ขยายตัวร้อยละ 1.2 แต่ในสาขาการก่อสร้าง, โรงแรมและภัตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีกก็หดตัวเช่นกัน

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานลดลงมีอยู่ประมาณ 2.8 แสนคนหรือร้อยละ 0.7 โดยกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ้นคือกลุ่มที่นายจ้างหยุดหรือปิดกิจการเพิ่มร้อยละ 18.1 ส่วนผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ร้อยละ 1.78 ลดลงจากปี 2567 ที่มีอยู่ร้อยละ 1.81 อย่างไรก็ตามในภาพรวมของปี 2568 อัตราการมีงานทำยังอยู่ที่ร้อยละ 99.1 ของกำลังแรงงานทั้งหมด 40.2 ล้านคน

รายงานระบุข้อเสนอไว้ 3 ประเด็นคือ สนับสนุนให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจไทยและพัฒนาทักษะแรงงาน โดยขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและให้ครอบคลุมผู้ประกอบการร่ายย่อยหรือ SME ควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี และควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจนและเป็นธรรมรวมถึงลงทุนพัฒนาทักษะด้านนี้เพื่อบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานจากการเข้ามาของ AI
นอกจากนั้น รายงานระบุถึงปัญหาหนี้สินครัวเรือนในช่วงไตรมาสสามของ ปี 2568 ที่แม้จะลดลงร้อยละ 0.29 โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท แต่เป็นผลมาจากสถาบันการเงินระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่
ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ ร้อยละ 86.8 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ

จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ของไตรมาสก่อนเป็นร้อยละ 9.4 คิดเป็นมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท
สภาพัฒน์เสนอให้ กำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายและผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPLs ในอนาคต จึงควรผลักดันให้ผู้ให้บริการทุกรายเข้าร่วมเครดิตบูโร และกำหนดเพดานหนี้ร่วม
นอกจากนั้น ปัญหาในกลุ่มคนรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือนราวร้อยละ 21.0 เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่มีรายได้ต่ำกว่า จึงต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น การแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้หรือการมีมาตรการจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา

รายงานสภาพัฒน์ยังได้กล่าวถึงปัญหาภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ที่คำนวนจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 มีอัตราอยู่ที่ร้อยละ 10.8 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อนทั่วไปที่ร้อยละ 0.7 และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกที่ร้อยละ 10.3 ด้วย

สภาพัฒน์ระบุสาเหตุที่มาของเงินเฟ้อทางการแพทย์ในไทยว่า เกิดจาก 4 ปัจจัย คือ
- ลงทุนเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่าทำให้ต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้น
- การแข่งขันด้านค่าตอบแทนของแพทย์ โดยโรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนที่ให้แก่แพทย์สูงเพื่องดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ และค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีสัดส่วนสูงสุดโดยในปี 2568 ส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 45 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- ราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้นทุนค่าอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ
- คนทำประกันสุขภาพใช้บริการทางการแพทย์สูงขึ้นและใช้เกินจำเป็นที่มีแรงจูงใจมาจากการทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย คิดเป็นร้อยละ 28 ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แม้จะเกิดจากผู้เอาประกันเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น
นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ในมุมของบริษัทประกันยังระบุถึงข้อจำกัดของโรงพยาบาลรัฐในหลายด้านทั้งด้านความหนาแน่นการครองเตียงผู้ป่วย ระยะเวลารอคอยการรักษานาน ทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
สภาพัฒน์เสนอให้ภาครัฐกำหนดเพดานควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงกำหนดให้เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได รวมถึงมีราคามาตรฐานอ้างอิงเพื่อช่วยในการตัดสินใจใช้บริการของผู้ใช้บริการ และให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น รวมถึงนำ AI มาใช้ในระบบบริการสุขภาพเพื่อลดต้นทุนดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
