รวมท่าทีหลายองค์กร หลัง กกต. แจ้งความประชาชน นักการเมือง และช่างภาพข่าว ข้อหา 'ขัดขวางการเลือกตั้ง ยุยงปลุกปั่น อั้งยี่' ปมร่วมกันถ่ายภาพบาร์โคด หรือ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพต้นขั้ว และพยายามเชื่อมโยงว่าใครลงคะแนน เมื่อ 22 ก.พ. 2569
โดยผู้ถูกฟ้องมีจำนวนทั้งสิ้น 6 คน ประกอบด้วย
- ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต (D-Vote) มหาวิทยาลัยศรีปทุม
- ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Domecloud และผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน
- ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black
- สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน
- ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพจากสำนักข่าว Spacebar
สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง กกต.ทบทวนปมฟ้องช่างภาพข้อหาหนัก ชี้ต้องแยกแยะการแทรกแซงเลือกตั้งกับการทำหน้าที่สื่อ
เฟซบุ๊กสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเผยแพร่แถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงต่อกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อนายทรงพล เรืองสมุทร ช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โคดและบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 โดยระบุว่า กกต. ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริง และตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง
แถลงการณ์ฉบับนี้ระบุว่า
“สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง”
“สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย”
“เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ”
“สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”
SPACEBAR ออกแถลงการณ์ “ยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน” หลังช่างภาพในสังกัดเป็น 1 ใน 6 คนที่ถูกฟ้อง
เมื่อคืนวานนี้ (26 ก.พ.) ทางด้านสื่อ SPACEBAR ได้โพสต์แถลงการณ์ต่อกรณีที่ ทรงพล เรืองสมุทร เป็น 1 ใน 6 บุคคลที่ถูก กกต. แจ้งความ โดยยืนยันว่า “SPACEBAR ยึดมั่นในพันธกิจสื่อมวลชน”
“นับเป็นสถานการณ์ที่ “อ่อนไหวสูง” เพราะเกี่ยวข้องกับ ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง, สิทธิความลับของผู้ใช้สิทธิ, และ การใช้กฎหมายความมั่นคง/กฎหมายอาญาร้ายแรง กับบุคคลที่มีสถานะสาธารณะหลายรายและรวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งช่างภาพ SPACEBAR ได้ร่วมปฏิบัติงานในฐานะสื่อมวลชน ถ่ายภาพการลงคะแนนเลือกตั้ง การนับคะแนน ภาพบุคคล บรรยากาศในบริเวณรอบหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนให้ความสนใจ”
“โดยถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งก่อนการเผยแพร่ได้ทำการเลือน รายละเอียดต่างๆ บริเวณต้นขั้วบัตร ได้แก่ เลขเล่ม , เลขที่บัตร , เลขลำดับที่ รวมทั้งลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว”
“SPACEBAR ยืนยันว่า เคารพกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต เคารพสิทธิประชาชน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างโปร่งใส การทำหน้าที่ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบในเชิงเทคนิคของการเลือกตั้งและนับคะแนน มิได้มีเจตนาจะละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิ หรือบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้ง”
“การตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ กระทบเสรีภาพการตรวจสอบของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งทำหน้าที่คือรักษาดุลยภาพ ไม่ใช่เลือกข้าง หรือเป็นการกระทำเพื่อบ่อนทำลายตามที่ กกต. กล่าวหา”
“เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ขอสงวนสิทธิในการให้รายละเอียดบางประการเพิ่มเติม จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
“ขอยืนยันถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักวิชาชีพที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและรับผิดชอบต่อสังคม และจะปกป้องคุ้มครองการทำหน้าที่ของช่างภาพ SPACEBAR อย่างถึงที่สุด และขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน และติดตามข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ”
พรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วย กกต. ฟ้องประชาชนที่มาตรวจสอบด้วยข้อหาหนัก
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า
“จากข่าวที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบอำนาจให้รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันตรวจสอบ กรณีข้อสงสัยเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น”
“พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวของ กกต. อย่างยิ่ง”
“เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัยในการดำเนินการเกิดขึ้นหลายประการ ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงที่สับสนกลับไปกลับมาจนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเขย่ง กรณีเอกสารสำคัญในหน่วยเลือกตั้งถูกนำไปทิ้งอย่างมีข้อสงสัย กรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตรไปกาบัตรเอง กรณีการรวมคะแนนไม่ตรงกับการขีดคะแนนบนป้ายคะแนน กรณีการขีดคะแนนบนป้ายบันทึกคะแนนที่ดูน่าสงสัย ฯลฯ ในทุกกรณีกลับมีการชี้แจงที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งเมื่อมีการขอให้เปิดเผยข้อมูลที่สังคมสงสัย กลับมีท่าทีปฏิเสธ ไม่ตอบรับ สร้างความกังขาในความสุจริต เที่ยงธรรม ของการเลือกตั้งต่อสังคมในวงกว้าง”
“ดังนั้น การที่บุคคลต่างๆ ต้องการตรวจสอบกรณีที่ตนมีความสงสัย โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เป็นการขัดขวางรบกวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การตอบโต้การดำเนินการตรวจสอบใด ๆ ด้วยการฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบ จึงเสมือนเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่อนัยของการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างยิ่ง”
“อีกทั้งข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด”
“พรรคฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป”
‘ไอติม’- ‘สมชัย’ ไม่หวั่นหลัง กกต.แจ้งความ
วันนี้ (27 ก.พ.) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางเอกซ์ว่า “รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผม สืบเนื่องมาจากการทำหน้าที่ของผมในการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย”
“ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เอง จะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน”
ค่ำวานนี้ ( 26 ก.พ.) ภายหลังจากที่ทราบว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้ถูกฟ้อง สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขอให้ กกต. อย่าถอนแจ้งความ เพราะ
1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือ กลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร
2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย
3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และ ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย
4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก เป็นต้น
