Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รวมท่าทีหลายองค์กร หลัง กกต. แจ้งความประชาชน นักการเมือง และช่างภาพข่าว ข้อหา 'ขัดขวางการเลือกตั้ง ยุยงปลุกปั่น อั้งยี่' ปมร่วมกันถ่ายภาพบาร์โคด หรือ QR  Code ในบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพต้นขั้ว และพยายามเชื่อมโยงว่าใครลงคะแนน เมื่อ 22 ก.พ. 2569

โดยผู้ถูกฟ้องมีจำนวนทั้งสิ้น 6 คน ประกอบด้วย

  1. ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต (D-Vote) มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  2. ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Domecloud และผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน
  3. ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black
  4. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  5. พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน
  6. ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพจากสำนักข่าว Spacebar

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง กกต.ทบทวนปมฟ้องช่างภาพข้อหาหนัก ชี้ต้องแยกแยะการแทรกแซงเลือกตั้งกับการทำหน้าที่สื่อ

เฟซบุ๊กสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเผยแพร่แถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงต่อกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อนายทรงพล เรืองสมุทร ช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โคดและบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 โดยระบุว่า กกต. ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริง และตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

แถลงการณ์ฉบับนี้ระบุว่า 

“สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง”

“สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย”

“เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ”

“สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ “ยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน” หลังช่างภาพในสังกัดเป็น 1 ใน 6 คนที่ถูกฟ้อง

เมื่อคืนวานนี้ (26 ก.พ.) ทางด้านสื่อ SPACEBAR ได้โพสต์แถลงการณ์ต่อกรณีที่ ทรงพล เรืองสมุทร เป็น 1 ใน 6 บุคคลที่ถูก กกต. แจ้งความ โดยยืนยันว่า “SPACEBAR ยึดมั่นในพันธกิจสื่อมวลชน”

“นับเป็นสถานการณ์ที่ “อ่อนไหวสูง” เพราะเกี่ยวข้องกับ ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง, สิทธิความลับของผู้ใช้สิทธิ, และ การใช้กฎหมายความมั่นคง/กฎหมายอาญาร้ายแรง กับบุคคลที่มีสถานะสาธารณะหลายรายและรวมทั้งสื่อมวลชน ซึ่งช่างภาพ SPACEBAR ได้ร่วมปฏิบัติงานในฐานะสื่อมวลชน ถ่ายภาพการลงคะแนนเลือกตั้ง การนับคะแนน ภาพบุคคล บรรยากาศในบริเวณรอบหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนให้ความสนใจ”

“โดยถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งก่อนการเผยแพร่ได้ทำการเลือน รายละเอียดต่างๆ บริเวณต้นขั้วบัตร ได้แก่ เลขเล่ม , เลขที่บัตร , เลขลำดับที่ รวมทั้งลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว”

“SPACEBAR ยืนยันว่า เคารพกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต เคารพสิทธิประชาชน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างโปร่งใส การทำหน้าที่ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบในเชิงเทคนิคของการเลือกตั้งและนับคะแนน มิได้มีเจตนาจะละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิ หรือบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้ง”

“การตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ กระทบเสรีภาพการตรวจสอบของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งทำหน้าที่คือรักษาดุลยภาพ ไม่ใช่เลือกข้าง หรือเป็นการกระทำเพื่อบ่อนทำลายตามที่ กกต. กล่าวหา”

“เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ขอสงวนสิทธิในการให้รายละเอียดบางประการเพิ่มเติม จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

“ขอยืนยันถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักวิชาชีพที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและรับผิดชอบต่อสังคม และจะปกป้องคุ้มครองการทำหน้าที่ของช่างภาพ SPACEBAR อย่างถึงที่สุด และขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน และติดตามข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ”

วันนี้ (27 ก.พ.) Spacebar ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดี กับกลุ่มบุคคลและช่างภาพ Spacebar ที่ไปสังเกตการณ์และรายงานข่าวการเลือกตั้งใหม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569
 
“การตั้งข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง ยุยงปลุกปั่นประชาชน เพื่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ถือเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรง โดยปราศจากข้อเท็จจริง หลักฐานใดๆ รองรับ
สะท้อนเจตนาอาฆาตมาดร้าย และพฤติกรรมข่มขู่ประชาชนแลคุกคามสื่อ ของ กกต.”
 
“การปฏิบัติหน้าที่ของช่างภาพ Spacebar เป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อ
รายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยมิได้ละเมิดกฎหมายและไม่มี
อคติใดๆต่อ กกต.เป็นการทำหน้าที่สื่ออย่างตรงไปตรงมา”
 
“Spacebar จะไม่หวั่นไหว หวาดกลัว ยอมจำนน ต่อพฤติกรรมคุกคามสื่อ
ของ กกต. และจะทำหน้าที่สื่อที่เป็นตัวแทนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมุ่งมั่นต่อไป”
 

พรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วย กกต. ฟ้องประชาชนที่มาตรวจสอบด้วยข้อหาหนัก

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า

“จากข่าวที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบอำนาจให้รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันตรวจสอบ กรณีข้อสงสัยเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น”

“พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวของ กกต. อย่างยิ่ง”

“เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัยในการดำเนินการเกิดขึ้นหลายประการ ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงที่สับสนกลับไปกลับมาจนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ  กรณีบัตรเขย่ง กรณีเอกสารสำคัญในหน่วยเลือกตั้งถูกนำไปทิ้งอย่างมีข้อสงสัย กรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตรไปกาบัตรเอง กรณีการรวมคะแนนไม่ตรงกับการขีดคะแนนบนป้ายคะแนน กรณีการขีดคะแนนบนป้ายบันทึกคะแนนที่ดูน่าสงสัย ฯลฯ ในทุกกรณีกลับมีการชี้แจงที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งเมื่อมีการขอให้เปิดเผยข้อมูลที่สังคมสงสัย กลับมีท่าทีปฏิเสธ ไม่ตอบรับ สร้างความกังขาในความสุจริต เที่ยงธรรม ของการเลือกตั้งต่อสังคมในวงกว้าง”

“ดังนั้น การที่บุคคลต่างๆ ต้องการตรวจสอบกรณีที่ตนมีความสงสัย โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เป็นการขัดขวางรบกวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  การตอบโต้การดำเนินการตรวจสอบใด ๆ ด้วยการฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบ จึงเสมือนเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่อนัยของการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างยิ่ง”

“อีกทั้งข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด”

“พรรคฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป”

‘ไอติม’- ‘สมชัย’ ไม่หวั่นหลัง กกต.แจ้งความ 

วันนี้ (27 ก.พ.) พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางเอกซ์ว่า “รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผม สืบเนื่องมาจากการทำหน้าที่ของผมในการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย”

“ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เอง จะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน”

ค่ำวานนี้ ( 26 ก.พ.) ภายหลังจากที่ทราบว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้ถูกฟ้อง สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขอให้ กกต. อย่าถอนแจ้งความ เพราะ

1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว  จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือ กลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร

2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ  ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย

3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และ ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ  จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย  และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย

4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม  การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก  เป็นต้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้ กกต. หยุดใช้การดำเนินคดีปิดปากประชาชน
 
วันนี้ (27 ก.พ.) เวลา 15.46 น. เฟซบุ๊กศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่ปรากฎรายงานจากหลายสำนักงานข่าวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับสื่อมวลชน ประชาชนและนักการเมือง รวมหกราย ซึ่งไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง จากเหตุเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 เขตคันนายาว ในหลายข้อกล่าวหา
 
ก่อนหน้านี้ยังมีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน 3 ราย โดยผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี ในฐานบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฐาน “เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง” ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีได้ทำการเปิดหีบเลือกตั้ง
 
การดำเนินคดีกับนักการเมืองและสื่อมวลชนซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมขึ้นเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารสิรินธรรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เมื่อวันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 ว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท และอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง
 
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า การดำเนินการอย่างน้อยสามกรณีดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเมืองตั้ง เป็นการใช้กฎหมายเพื่อยับยั้งการตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การใช้กฎหมายในสามคดีดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชน [Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPPs)] ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบและตั้งคำถามกับการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้
 
1. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานยุติการดำเนินคดีต่อประชาชน สื่อมวลชน นักการเมือง ซึ่งพยายามทำหน้าที่ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าเป็นไปโดยโปร่งใสหรือไม่
 
2. ขอให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องคดี กรณีที่เห็นว่าคดีดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้คดีความกลายเป็นภาระกับประชาชนที่ออกมาทำประโยชน์สาธารณะ
 
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของการเลือกตั้งนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานขององค์กรจัดการเลือกตั้งและกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ มิใช่การยังยั้งการตรวจสอบ
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง