Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รวมท่าทีของฝ่ายต่างๆ อาทิ อดีต กกต.-นักวิชาการ-นักการเมือง หลังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. 229 คน ไม่มีความผิด

‘ปริญญา’ เรียกร้อง กกต.เปิดเหตุผล คำวินิจฉัยคณะอนุฯ คดีฮั้ว ส.ว. 

เวลา 8.05 น. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องมติคณะอนุวินิจฉัย ฯ ชุดที่ 36 ให้ยกฟ้องปล่อยผีคดีฮั้ว สว. ยกชุด โดยอาจารย์นิติศาสตร์ผู้นี้เรียกร้องให้ กกต. ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว. ว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา”

โพสต์ดังกล่าวระบุว่า ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร ส.ว. สอบตก 2 คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร ส.ว. 2 คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า “จับคู่กันนะคะ”

แต่กับ ส.ว. ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆ และมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต. กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งเป็น ส.ว. จำนวน 138 คน และคนอื่นอีก 91 คนนั้น ”ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“ แม้แต่คนเดียว

เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่าผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต. มากยิ่งขึ้นไปอีก

แน่นอนว่ายังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต. จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย เพราะมิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

สิ่งที่ กกต. พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต. 7 คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า “ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา” ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง

เพราะขนาดผู้สมัคร ส.ว. สอบตกเขียนไลน์หากันเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “จับคู่กันนะ” กกต. ยังส่งให้ศาลฎีกา ถ้า คดีฮั้ว ส.ว. ที่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าสงสัยถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากกว่ามาก ถ้าจะไม่ส่งไปให้ศาลฎีกาเลยแม้แต่คนเดียว ก็ต้องเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใส และสามารถอธิบายต่อสังคมได้

กกต. ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต. 6 ท่านจากทั้งหมด 7 ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก ส.ว. ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดไปในทางที่ว่าท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. มากไปกว่านี้ ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา

ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว ส.ว. ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม ท่านประธาน กกต. เคยเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ท่านคงไม่ลืมหลักการที่นักกฎหมายทั่วโลกยึดถือกันที่สอนกันว่า

“Justice is not only to be done, but must also be seen to be done”

ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องทำให้เกิดขึ้นมา แต่ต้องทำให้คนเห็นว่าด้วยว่า ที่ทำไปนั้นคือความยุติธรรม และทั้งหมดที่ผมวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องไปนั้น - รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย - จริงๆ แล้วก็มีเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องนี้ครับ

‘สมชัย’ อดีต กกต. ชี้อนุฯ กกต.ชุด 36 ผิดปกติ ก่อนปล่อยผีคดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่อง “ความผิดปกติของการตั้ง อนุวินิจฉัย ฯ ชุดที่ 36” โดยระบุว่าข่าวมติคณะอนุวินิจฉัย ฯ ชุดที่ 36 ให้ยกฟ้องปล่อยผีคดีฮั้ว สว. ยกชุด ทำให้กลับมาคิดว่า การตั้งอนุ ฯ ชุดนี้  มีอะไรผิดปกติหรือไม่

สมชัย ระบุว่าสมัยมี กกต. 5 คน เรามีอนุวินิจฉัย ฯ 25 ชุด ๆ ละ 5 คน โดย กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าเป็นตัวแทน สมัยมี กกต. 7 คน เรามีอนุวินิจฉัย ฯ 35 ชุด ๆ ละ 7 คน โดย กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าไปเป็นตัวแทน

สมชัย ระบุว่าเมื่อมีคดีเลือกตั้ง คณะอนุวินิจฉัย ฯ จะทำหน้าที่เหมือนองค์กรกลั่นกรองเรื่อง ก่อนส่งความเห็นผ่านรองเลขา ฯ และ เลขาฯ สู่ที่ประชุมใหญ่ กกต. โดยเรื่องที่ส่งเข้าอนุจะเป็นการเรียงตามลำดับของอนุฯ แบบสุ่ม ไม่สามารถล็อกว่า เรื่องนี้ ต้องเข้าชุดนั้น ชุดนี้ได้

“การให้คดีเข้าสู่อนุวินิจฉัยฯ แบบสุ่ม จึงเป็นกลไกป้องกันการวิ่งเต้น หรือ ส่งคนเข้าไปจัดการคดีตามที่ กกต. บางคนต้องการ” อดีต กกต.รายนี้ระบุ

สมชัย ระบุว่าพอมี คดี ฮั้ว สว. การตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เพื่อมาจัดการเรื่องเป็นการเฉพาะเจาะจง จึงเป็นเรื่องที่ดูผิดปกติ และ ปัจจุบันเป็นเรื่องที่มีการร้อง 157 ต่อ กกต. ชุดเก่ายกชุด ถึงศาลอาญาทุจริตแล้ว โดยศาลให้ กกต. ตอบคำถามต่าง ๆ แต่ กกต. ก็ขอเลื่อนมาเรื่อยจนศาลไม่ให้เลื่อนและนัดฟังคำสั่งในขั้นตรวจฟ้องวันที่ 22 เมษายน 2569

กกต.ชุดใหญ่ มีเวลา 90 วันหลังจากอนุวินิจฉัย ฯ มีมติ  ดังนั้น จึงมี 2 ทางเลือก

  1. รอหลัง 22 เมษายน 2569 แล้วค่อยเอาเข้าที่ประชุม
  2. รีบประชุม รีบตัดจบ รีบประกาศความบริสุทธิ์ ให้แก่คนที่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.

สมชัย ระบุว่าทางเลือกแรก น่าจะดูรอบคอบมากกว่า เพราะหากศาลว่าผิด ก็เป็นเรื่อง กกต. ชุดเก่า ที่เขาแต่งตั้ง อนุ ฯ ชุดที่ 36 โดยไม่เหมาะสมทางเลือกสองดูว่าทำงานรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แต่ อาจจบด้วยชุดใหม่ มีส่วนร่วมในการกระทำผิด โตๆ แล้ว คิดเองได้ครับ

‘เท้ง’ บอก “ค้านสายตาประชาชน”

กรุงเทพธุรกิจรายงานคำพูด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดี ฮั้ว สว. 229 คน ไม่มีความผิด ว่า เป็นสิ่งที่ค้านสายตาประชาชน ผลสรุปจากคณะอนุฯ ออกมาแล้ว ต่อไปก็ต้องเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ เรายังคงติดตามในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังคงคาดหวังว่าทาง กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา 

ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพรรคประชาชน นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมา และพรรคเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไป

โสภณ ปัดพรรค ภท.เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ชี้ไม่ได้วางแผนกินรวบอย่างที่ถูกกล่าวหา

โพสต์ทูเดย์รายงานคำพูด โสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากขัดแย้งกับคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยเห็นว่ากรณีผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 229 คนนั้นไม่มีมูลความผิด ซึ่งประเด็นนี้ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาร่วมรัฐบาลแล้ว คดีความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะถูกทำให้เงียบหายไปหรือไม่ นายโสภณระบุว่าเรื่องดังกล่าวในขณะนี้ยังเป็นเพียงกระแสข่าวที่อ้างอิงจากแหล่งข่าวภายในคณะอนุกรรมการฯ เท่านั้น ตนจึงยังไม่สามารถให้ความเห็นที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่ากระบวนการทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา

นายโสภณกล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันเป็นยุคแห่งการตรวจสอบ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องสามารถตอบคำถามต่อสังคมและองค์กรตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมีความกังวลใจมากเกินไป พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างถึงบทเรียนในอดีตว่า หากข้าราชการไม่มีหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทำการใดที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทุกคนย่อมตระหนักดีถึงผลกระทบที่ตามมา ดังนั้นตนจึงเชื่อมั่นว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมต้องใช้ความระมัดระวังและยึดถือความถูกต้องเป็นหลักในการวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังและเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับ

สำหรับข้อครหาเรื่อง "บุรีรัมย์กินรวบ" นายโสภณชี้แจงว่าในขณะนั้นทางพรรคไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะได้รับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ เพราะ ส.ว. มีกระบวนการเลือกตามวิธีการของเขาเอง การที่พรรคภูมิใจไทยได้เสียงข้างมากและเสนอชื่อตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือเป็นเรื่องที่มาบรรจบกันโดยบังเอิญ ไม่ได้มีการวางแผนเพื่อกินรวบตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนมุมมองที่ว่าคดีของพรรคฝ่ายค้านมักดำเนินการรวดเร็วแต่คดีของรัฐบาลกลับเงียบหายนั้น ตนมองว่ารัฐบาลย่อมถูกตรวจสอบเข้มข้นกว่าปกติอยู่แล้ว หากหน่วยงานที่ตัดสินไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องรับผิดชอบต่อกระบวนการตรวจสอบที่มีอยู่ พร้อมย้ำว่าพรรคไม่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. และต้องการให้ประเทศขับเคลื่อนด้วยความรักไม่ใช่ความเกลียดชัง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง