โฆษกดีเอสไอยอมรับ ดีเอสไอยุติเรื่องสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ หลังสืบสวนนาน 7 เดือน เหตุตำรวจ ปปป. สอบสวนเรื่องเดียวกัน ส่ง ป.ป.ช. รับไม้ต่อตามกฎหมาย พ.ร.ป. ป.ป.ช.ฯ พิจารณาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ
15 มีนาคม 2569 หลายสื่อ อาทิ เดลินิวส์ และ ไทยรัฐออนไลน์ รายงานตรงกันว่า จากกรณี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อันอาจเป็นที่ดินของรัฐและเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะบุคคลหลายฝ่าย เป็นเรื่องสืบสวนที่ 97/2568 พร้อมให้ดำเนินการสอบสวนปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐาน ประสานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมามีรายงานข่าวภายในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดงพื้นที่ ต.อิสาณ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หลังจากก่อนหน้านี้ มีตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย เคยเข้าร้องทุกข์ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปบุกรุกครอบครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 4,414 ไร่ แต่ปรากฏล่าสุดในส่วนของดีเอสไอที่ได้มีการสืบสวนมาอย่างยาวนาน 7 เดือน แต่วันที่ 24 ก.ค.68 ได้มีมติไม่รับเรื่องบุกรุกที่ดินเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับมาดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าว เนื่องด้วยมีบุคคลมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องจากการไปออกเอกสารสิทธิที่ดินและในส่วนของคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ดีเอสไอได้สืบสวนอยู่นั้น ก็ได้มีการสอบถามไปยังทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงทราบว่าทางตำรวจ โดย บก.ปปป. ก็ได้มีการสืบสวนในเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน ประเด็นเดียวกัน จากที่มีผู้ไปร้องทุกข์ไว้เหมือนกัน และทางตำรวจ บก.ปปป. ก็ได้ส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว จึงทำให้ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้อย่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นเหตุจำเป็นที่เรื่องใดก็ตามที่ดีเอสไอสืบสวนในประเด็นเดียวกันอยู่นี้จะต้องส่งไปประกอบสำนวนด้วยเช่นกัน เพื่อให้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพิจารณา สำหรับสำนวนสืบสวนของดีเอสไอที่ส่งให้ ป.ป.ช. ไปพิจารณาร่วมกับสำนวนของตำรวจ บก.ปปป. ก็ได้มีการระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในสำนวน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกล่าวหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่มีผู้ร้องทุกข์ไว้
ทั้งนี้ สถานะคดีล่าสุด ดีเอสไอจึงได้ยุติเรื่องสืบสวนดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลทางข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญว่าการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐใด กฎหมายระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ส่วนเรื่องทางปกครองและทางแพ่งที่ยังเป็นเรื่องดำเนินคดีคงค้างกันอยู่นั้น ทราบว่าก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากมีการฟ้องแพ่งเรื่องเพิกถอนที่ดินระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงเป็นสาเหตุให้ศาลได้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดินไปแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าว ว่าจะเพิกถอนที่ดินหรือไม่ แต่เมื่อตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาแล้ว ก็ปรากฏตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีมติไม่เพิกถอนที่ดิน จึงมีการฟ้องขอให้เพิกถอนมติเดิมนี้ ทำให้ยังคงมีคดีในศาลปกครองกันอยู่ และมีคดีแพ่งที่ค้างอยู่ระหว่างราษฎรและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ดีเอสไอจึงเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์เห็นควรให้ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานท้องที่เพื่อสามารถนำไปใช้ดำเนินการต่อไป
นอกจากนั้นทาง DSI ออกจดหมายข่าวชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นข้อกฎหมายด้วยว่า ประเด็นการบุกรุกที่ดินของรัฐนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 30 กำหนดให้เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นอำนาจวินิจฉัย รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ปปช. ด้วย ซึ่งหากคณะกรรมการ ปปช. มีมติเป็นประการใด หรือประสงค์ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษช่วยดำเนินการในเรื่องใด ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีและพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติ อีกทั้ง เรื่องนี้ยังมีคดีที่อยู่ในชั้นศาลหลายคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงส่งผลการสืบสวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีและรักษาผลประโยชน์ของรัฐตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงาน
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่มีการยุติการดำเนินการในเรื่องเขากระโดงทั้งหมด ตามที่สาธารณชนเข้าใจ แต่เป็นการดำเนินการภายใต้บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงขอเน้นย้ำและชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชน ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมุ่งมั่นในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษฯ และหลักนิติธรรมทุกประการ
