Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อเดือนมีนาคม 2026 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุฉันทามติในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของนักกีฬาอาชีพ "นักกีฬาคือแรงงาน และสิทธิของพวกเขาคือสิทธิแรงงาน" ทว่างานวิจัยที่สำรวจนักกีฬากว่า 700 คนใน 70 ประเทศ พบว่านักกีฬาเกือบ 80% ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของปฏิญญาสิทธินักกีฬาที่องค์กรกีฬาโลกประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2017 และแม้แต่ผู้ที่รู้ว่าตนมีสิทธิ์ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าสามารถใช้สิทธิ์นั้นได้จริงโดยปราศจากผลกระทบต่อตัวเอง


ภาพจาก: Freerange Stock (CC0 1.0)

เดือนมีนาคม 2026 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นครั้งแรกในการวางแนวปฏิบัติสากลเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของนักกีฬาอาชีพและนักกีฬาระดับสูง ครอบคลุมทั้งประเด็นสิทธิแรงงานและการจัดการกับความรุนแรงและการล่วงละเมิดในวงการกีฬา

แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นผลจากการประชุม ILO Meeting of Experts on Fundamental Principles and Rights at Work and on Violence and Harassment in the World of Sport ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–6 มีนาคม 2026 และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชุมชนนานาชาติมาร่วมกันประกาศอย่างเป็นทางการว่า "นักกีฬาคือแรงงาน และสิทธิของพวกเขาคือสิทธิแรงงาน"

"ข้อตกลงนี้คือเป้าหมายที่นักกีฬาทั่วโลกต่อสู้มาหลายปี" วอลเตอร์ พาลเมอร์ (Walter Palmer) ผู้อำนวยการบริหารของ World Players Association กล่าว "กีฬาไม่สามารถยึดมาตรฐานที่แตกต่างจากโลกแห่งการทำงานได้อีกต่อไป"

แต่กระนั้นนักกีฬาจำนวนมากบนสนามทั่วโลกยังคงเผชิญกับความเป็นจริงที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

จากปฏิญญาบนกระดาษ สู่ชีวิตจริงในสนาม

ย้อนกลับไปในปี 2017 World Players Association ได้ออก Universal Declaration of Player Rights ซึ่งรับรองสิทธิพื้นฐานของนักกีฬาไว้ 17 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิในการแสดงความเห็น ความเป็นส่วนตัว การคุ้มครองจากความรุนแรง ไปจนถึงสิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองร่วม และในปีถัดมา (2018) คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้ออก Athletes' Rights and Responsibilities Declaration ในทิศทางเดียวกัน

แต่เอกสารเหล่านี้ส่งถึงมือนักกีฬาจริงหรือไม่?

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน BMJ Open Sport & Exercise Medicine โดยทีมนักวิจัยจาก Yale School of Public Health และมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ได้สำรวจนักกีฬา 730 คนจาก 70 ประเทศ พบว่านักกีฬาถึง 78.5% ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของปฏิญญาสิทธิเหล่านี้เลย

ตัวเลขดังกล่าวเปิดเผยช่องว่างระหว่างสิ่งที่องค์กรกีฬาระดับโลกประกาศกับสิ่งที่นักกีฬาได้รับรู้และประสบในชีวิตจริง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในการศึกษานี้เป็นนักกีฬาที่ยังแข่งขันอยู่ (67.1%) อยู่ในระดับอินเตอร์เนชันแนล (60%) และกว่าครึ่งหนึ่ง (54.6%) ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพนักกีฬาใดเลย

น่าสังเกตว่าแม้นักกีฬาส่วนใหญ่จะ "รู้" ว่าตนมีสิทธิอะไรบ้าง เมื่อถูกถามในเชิงความรู้ความเข้าใจ โดย 86.8–95.9% ระบุว่าข้อความที่ผู้วิจัยนำมาถามนั้น "เป็นสิทธิของนักกีฬา" แต่ความรู้ดังกล่าวกลับไม่แปลงเป็นความเชื่อหรือพฤติกรรมในชีวิตจริง ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างความรู้เรื่องสิทธิและความเชื่อที่จะใช้สิทธินั้นอยู่ในระดับต่ำมาก ไม่เกิน 0.21 ซึ่งถือว่าเชื่อมโยงกันน้อยมาก

"รู้ว่าเรามีสิทธิเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าเรารู้สึกอิสระพอจะใช้มัน" นั่นคือประโยคที่กลายเป็นชื่องานวิจัยชิ้นนี้ และสะท้อนความเป็นจริงของนักกีฬาทั่วโลกได้อย่างตรงไปตรงมา

เพศ อำนาจ และวัฒนธรรมความกลัว

หากมีตัวแปรใดหนึ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นคือ "เพศ" คือตัวแปรที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อความเชื่อและพฤติกรรมของนักกีฬาในเรื่องสิทธิ

นักกีฬาชายมีแนวโน้มยอมรับแรงกดดันจากโค้ช (ค่าสัมประสิทธิ์ 0.99) และเพื่อนร่วมทีม (0.83) มากกว่านักกีฬาหญิงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงยอมรับความรุนแรงจากโค้ช (0.66) และเพื่อนร่วมทีม (0.76) ในระดับที่สูงกว่าเช่นกัน

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักกีฬาหญิงอยู่ในสถานะที่ดีกว่า ตรงกันข้าม นักกีฬาหญิงมีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะเชื่อว่าตนสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องกลัวผลกระทบหรือการตอบโต้ เมื่อพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

งานวิจัยอธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบคิดเรื่อง "ความเป็นชายแบบครอบงำ" (hegemonic masculinity) ซึ่งแฝงอยู่ในวัฒนธรรมกีฬาอย่างลึกซึ้ง สังคมหล่อหลอมให้ผู้ชายมองว่าการยอมรับแรงกดดันและความรุนแรงเป็น "การเป็นผู้ชายที่แท้จริง" ขณะเดียวกันก็สอนให้ผู้หญิงเกรงกลัวผลจากการออกมาเรียกร้อง นักวิจัยชี้ว่านี่คือสิ่งที่สังคมปลูกฝังมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมในวงการกีฬาเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่า 52.7% ของนักกีฬายอมรับในระดับที่แตกต่างกัน หรือวางเฉยต่อคำกล่าวที่ว่า "บางครั้งก็เป็นเรื่องปกติที่โค้ชจะกดดันฉันได้ทุกทาง" และ 48.5% ยอมรับในลักษณะเดียวกันกรณีที่แหล่งที่มาของแรงกดดันคือเพื่อนร่วมทีม ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าการกระทำที่อาจถือเป็นการละเมิดสิทธิได้รับการยอมรับว่าเป็น "เรื่องปกติ" ในสนามกีฬา

ในมิติของนักกีฬาพาราลิมปิก งานวิจัยพบว่ากลุ่มนี้มีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะยอมรับความรุนแรงจากโค้ชหรือเพื่อนร่วมทีม ซึ่งนักวิจัยตีความว่าอาจเป็นเพราะนักกีฬาที่มีความพิการมีประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ มาก่อนแล้ว หรืออาจสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการฝึกซ้อมในวงการกีฬาคนพิการที่มีพลวัตอำนาจที่แตกต่างออกไป

จากแนวปฏิบัติ สู่ความรับผิดชอบที่ต้องลงมือทำ

ข้อค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำสิ่งที่ World Players Association พยายามนำเสนอในเวทีเจนีวา นั่นคือ การออกนโยบายหรือปฏิญญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปราศจากกลไกบังคับใช้จริงและวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนแปลง

แนวปฏิบัติ ILO ฉบับใหม่กำหนดให้รัฐบาลแต่ละประเทศนำหลักการดังกล่าวไปบรรจุในกฎหมายภายในประเทศ และให้สหพันธ์กีฬาต่าง ๆ ฝังหลักการเหล่านี้ไว้ในโครงสร้างการกำกับดูแลและการดำเนินงาน โดยเน้นเป็นพิเศษในเรื่องการส่งเสริมความเท่าเทียมสำหรับนักกีฬาหญิง นอกจากนี้ยังยืนยันว่าการจัดการกับความรุนแรงและการล่วงละเมิดในกีฬาเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการยอมรับสถานะของนักกีฬาในฐานะแรงงาน

ฝั่งงานวิจัยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่านักกีฬาที่เป็นสมาชิกสหภาพนักกีฬามีความเชื่อมั่นมากกว่าว่าตนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างอิสระในสภาพแวดล้อมการแข่งขัน (ค่าสัมประสิทธิ์ 0.45) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการในปฏิญญาสิทธิของ World Players ที่ระบุว่าการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมคือกลไกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุดในการส่งมอบการคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าแม้แต่ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิก็ยังไม่เพียงพอหากปราศจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ลึกกว่านั้น เนื่องจากความเชื่อเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมที่แข็งแกร่งกว่าความรู้ นักกีฬาที่ไม่รู้สึกปลอดภัยหรือได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของตน จะไม่รายงานปัญหาใด ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะมีความรู้เรื่องสิทธิมากเพียงใดก็ตาม

"ความท้าทายในขณะนี้คือการนำไปปฏิบัติ แนวปฏิบัติจะกลายเป็นความจริงได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนำมาบังคับใช้ สหพันธ์กีฬาให้ความเคารพ และนักกีฬามีพลังอำนาจร่วมในการบังคับใช้" พาลเมอร์ระบุ

แม้แนวปฏิบัติของ ILO เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ World Players Association เตือนว่าเอกสารจะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐบาลนำไปบังคับใช้จริง สหพันธ์กีฬายึดถือ และนักกีฬามีอำนาจต่อรองเพียงพอที่จะเรียกร้องได้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ตราบใดที่วัฒนธรรมในวงการกีฬายังไม่เปลี่ยน นักกีฬาจำนวนมากก็จะยังไม่กล้าใช้สิทธิที่ตัวเองมี


ที่มาข้อมูล:
World Players Leads Adoption of Historic Global Guidelines on Athlete Rights (World Players Association, 6 March 2026)
‘Knowing we have these rights does not always mean we feel free to use them’: athletes’ perceptions of their human rights in sport (Yetsa A Tuakli-Wosornu และคณะ, BMJ Open Sport & Exercise Medicine, 16 August 2022) 
UNIVERSAL DECLARATION OF PLAYER RIGHTS (World Players Association, 2017)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง