112WATCH สัมภาษณ์ กิตติคุณ “มัมดิว” ธรรมกิติราษฎร์ ศิลปินแต่งคอสเพลย์ในโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันเป็นผู้ลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนีหลังจากถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากกรณีถ่ายโฆษณาให้กับแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า "ลาซาด้า" เมื่อปี 2565 และในอีกประมาณ 1 ปีต่อมามัมดิวได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าได้ลี้ภัยทางการเมืองไปที่ประเทศเยอรมนีหลังจากทราบข่าวว่ามีคนไปคุกคามครอบครัว
112WATCH : จากจุดเริ่มต้นที่เกิดจากรสนิยมและความชื่นชอบส่วนตัว จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “มัมดิว” ในโซเชียลมีเดีย คุณมองว่าขอบเขตระหว่าง “เสรีภาพในการแสดงออกและการสร้างสรรค์ศิลปะ” กับ “การหมิ่นประมาทกษัตริย์” อยู่ที่ไหน และคุณรู้สึกอย่างไรที่ตัวตนของคุณถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรม
มัมดิว : ในทัศนะของดิฉัน ศิลปะคือการถ่ายทอดความจริงและการสื่อสารทางสังคมผ่านการเลียนแบบเชิงล้อเลียน (Satire) ซึ่งในอารยประเทศที่มีอารยะทางความคิด ศิลปะแขนงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “Soft Power” และเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงที่สะท้อนบริบทของยุคสมัย ขอบเขตที่ยุติธรรมระหว่างเสรีภาพกับกฎหมายควรพิจารณาจาก “เจตนาในการประทุษร้ายหรือการสร้างความเสียหายที่เป็นรูปธรรม” (Actual Harm) เป็นสำคัญ ไม่ใช่ตัดสินจาก “ความรู้สึกส่วนบุคคล” หรือความอ่อนไหวของกลุ่มอิทธิพลใดกลุ่มหนึ่ง ศิลปะควรทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่ซื่อสัตย์ต่อสังคมได้โดยปราศจากพันธนาการของความหวาดกลัวต่อการจองจำ
เมื่อตัวตนและการแสดงออกเชิงศิลปะของดิฉันถูกบิดเบือนและตีตราว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรง มันจึงเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่งที่ความรื่นเริง ความคิดสร้างสรรค์ และการแต่งกายที่สวยงามถูกแปรเจตนาให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันตระหนักถึงสัจธรรมว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตัวตนหรือการกระทำของดิฉัน แต่คือความเปราะบางของระบบอำนาจที่ไร้ความอดทนอดกลั้น จนไม่อาจยอมรับแม้กระทั่งเสียงหัวเราะหรือการตั้งคำถามผ่านงานศิลปะได้ การทำให้ศิลปินกลายเป็นอาชญากรคือสัญญาณเตือนถึงวิกฤตการณ์ทางปัญญาของสังคมนั้นๆ ค่ะ
คุณชอบผ้าไทยและอยากแต่งแบบนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อส่งเสริมงานผ้าไทยของราชวงศ์ คุณชอบอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับผ้าไทย
ดิฉันมีความหลงใหลใน “ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” และฝีมือการถักทอผ้าไทยด้วยจิตวิญญาณมาโดยตลอด แม้ในวันที่ต้องลี้ภัยมาพำนักในดินแดนห่างไกล แต่ความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมนี้ยังคงไหลเวียนอยู่ในสายเลือด สิ่งที่ดิฉันรักเป็นพิเศษคือ “ความละเมียดละไม” ของลายผ้าที่รังสรรค์โดยฝีมือของชาวบ้านธรรมดาบนผืนแผ่นดินไทย ลายมัดหมี่หรือผ้าจกแต่ละผืนคือศิลปะชั้นสูงที่มีคุณค่าในตัวเอง และควรได้รับการเชิดชูสู่ระดับสากลในฐานะมรดกของประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องผูกขาดหรือยึดโยงอยู่กับสถาบันใดสถาบันหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ในกิจกรรม CSD 2025 ณ กรุงเบอร์ลิน รวมถึงการเดินทางไปยังกรุงเวียนนา ดิฉันยังคงเลือกสวมใส่ชุดผ้าไทยอย่างสง่างามเพื่อประกาศศักดิ์ศรีของงานฝีมือไทยสู่สายตาชาวโลก จนได้รับคำชื่นชมว่า “Das ist schön!” (นี่คือสิ่งที่สวยงาม) จากผู้คนในยุโรป สำหรับดิฉัน ผ้าไทยคือผลผลิตจากหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจของประชาชนไทยอย่างแท้จริง ดิฉันตั้งใจจะใช้พื้นที่ในต่างแดนทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมภาคประชาชน เพื่อพิสูจน์ว่าความงดงามของผ้าไทยสามารถดำรงอยู่และเปล่งประกายได้ด้วยคุณค่าของตัวมันเองและจิตวิญญาณของผู้สวมใส่ที่รักในเสรีภาพค่ะ
เมื่อคุณได้ไปใช้ชีวิตในเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ คุณเห็นความแตกต่างในเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” จากไทยอย่างไร และการลี้ภัยครั้งนี้เปลี่ยนนิยามคำว่า “ความยุติธรรม” ในใจคุณไปอย่างไรบ้าง
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหพันธ์รัฐเยอรมนีทำให้ดิฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ประโยคแรกในกฎหมายพื้นฐาน (Grundgesetz) ที่บัญญัติว่า “Die Würde des Menschen ist unantastbar” หรือ “ศักดิ์ศรีของมนุษย์จะล่วงละเมิดมิได้” นั้น ไม่ใช่เพียงวาทกรรมสวยหรู แต่คือหลักปฏิบัติที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิต ความแตกต่างที่ชัดเจนและสะเทือนใจที่สุดคือที่นี่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมือง” โดยปราศจากวัฒนธรรมการแบ่งชนชั้น การหมอบกราบ หรือการต้องเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐเพียงเพราะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ดิฉันสามารถยืนตัวตรงและสบตาผู้คนได้อย่างภาคภูมิใจในฐานะมนุษย์ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน
ประสบการณ์การลี้ภัยครั้งนี้ได้หล่อหลอมและเปลี่ยนนิยามความยุติธรรมในใจของดิฉันไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมองว่าความยุติธรรมคือเรื่องของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว บัดนี้ดิฉันตระหนักแล้วว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ “ความเสมอภาค” (Equality) หากกฎหมายถูกบิดเบือนเพื่อใช้เป็นอาวุธปกป้องเอกสิทธิ์ของคนกลุ่มเดียวในขณะที่ใช้กดขี่ผู้อื่นที่เห็นต่าง นั่นย่อมไม่ใช่ความยุติธรรมตามหลักสากล แต่มันคือการใช้อำนาจเผด็จการผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมค่ะ
ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับทางตันเรื่องการแก้ไข ม.112 โดยที่ฝ่ายผู้มีอำนาจพยายามทำให้ประเด็นนี้เป็นเรื่อง “ต้องห้าม” คุณมีข้อความอะไรถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธินี้ในประเทศไทย
ดิฉันขอส่งผ่านความห่วงใยและกำลังใจไปยังเยาวชนและคนรุ่นใหม่ทุกคนในประเทศไทยว่า “ความจริงไม่ใช่เรื่องต้องห้าม และสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ความผิดที่ต้องถูกลงโทษ” ความพยายามของกลุ่มผู้มีอำนาจในการสร้างกำแพงกั้นมาตรา 112 ให้กลายเป็นประเด็นต้องห้ามที่แตะต้องไม่ได้ คือการพยายามฝืนเข็มนาฬิกาไม่ให้เดินไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่โหยหาความโปร่งใสและการตรวจสอบ การต่อสู้ของพวกคุณทุกคนคือการยืนยันในฐานะเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริงเหนือผืนแผ่นดินนี้
แม้ในยามที่สถานการณ์ทางการเมืองดูเหมือนจะถึงทางตัน แต่ดิฉันอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในพลังของสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิดของสังคมเป็นภารกิจระยะยาวที่ต้องอาศัยความอดทน จงทำให้ประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” กลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่เราสามารถสนทนากันได้ด้วยเหตุผลในทุกพื้นที่ของชีวิตประจำวัน ดิฉันภูมิใจในความกล้าหาญของพวกคุณทุกคนที่ยังคงยืนหยัดและไม่ยอมจำนนต่อความไม่ยุติธรรม แม้ในวันที่มืดมนที่สุด แสงสว่างจากความมุ่งมั่นของพวกคุณส่งผ่านมาถึงดิฉันที่นี่เสมอ และมันเป็นพลังใจสำคัญที่บอกให้ดิฉันรู้ว่าการต่อสู้ของเราไม่สูญเปล่าค่ะ
คุณเคยกล่าวว่าอยากใช้ช่วงเวลาในต่างประเทศต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในแนวทางของตัวเอง คุณคิดว่าบทบาทของ “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” มีความสำคัญอย่างไรในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก และคุณหวังจะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในวันที่คุณสามารถกลับบ้านได้อย่างภาคภูมิใจ
สำหรับดิฉัน การเป็นผู้ลี้ภัยไม่ใช่การละทิ้งการต่อสู้หรือการหนีปัญหา แต่คือการโยกย้ายตัวเองมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อเป็น กระบอกเสียงที่ดังกว่าเดิม (A Louder Voice) บทบาทของพวกเราในต่างแดนคือการเป็น “โทรโข่งสากล” ที่จะป่าวประกาศให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของระบอบอำนาจนิยมในไทย เราคือหลักฐานที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบยุติธรรมที่ใช้กฎหมายมาตรา 112 เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง การที่เราสามารถสร้างชีวิตใหม่ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในสังคมสากลได้นั้น เป็นการพิสูจน์ว่าผู้ที่มีความเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูของชาติ แต่คือทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าซึ่งสมควรได้รับโอกาสและสิทธิเสรีภาพ
ดิฉันวาดหวังจะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็น “บ้านของประชาชนทุกคน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่บ้านที่มีเจ้าของเพียงไม่กี่คนและมีพลเมืองคนอื่นเป็นเพียงผู้อาศัย วันที่ดิฉันจะสามารถกลับบ้านได้อย่างภาคภูมิใจ คือวันที่ไม่มีใครต้องติดคุกเพียงเพราะมีจินตนาการที่แตกต่าง วันที่มาตรา 112 ถูกพิจารณาและแก้ไขอย่างเป็นธรรมตามหลักสากล และวันที่พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ตอนนี้ดิฉันขออนุญาตไปศึกษาภาษาเยอรมันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตใหม่ที่นี่ เพราะดิฉันเชื่อว่าการมีชีวิตที่มีเสรีภาพคือการแก้แค้นที่หอมหวานที่สุดต่อระบอบที่พยายามจะทำลายเราค่ะ
