ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจจะมีปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดมากมาย เช่น โครงสร้างระบบอุปถัมภ์และเส้นสายทางการเมืองเดิมที่เอื้ออำนวยให้ระบบบ้านใหญ่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แรงสนับสนุนจากชนชั้นนำ กลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวา แต่นักวิเคราะห์ชาวไทยจำนวนมากต่างได้ข้อสรุปตรงกันแทบจะเป็นเอกฉันท์ว่า ความขัดแย้งกับกัมพูชาที่ชักนำโดยกระแสชาตินิยมเท่านั้นที่นำชัยชนะมาให้พรรคสายอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาอย่างเป็นกอบเป็นกำ หลายคนฟันธงอย่างมั่นใจว่า คนไทยเลือกภูมิใจไทยเพราะเกลียดฮุน เซน และ คนชายแดนต้องการให้รัฐบาลและกองทัพทำสงครามเพื่อกำหราบเขมรเพื่อสร้างความมั่นคงที่ถาวร
ในทัศนะของผู้เขียน (ซึ่งใช้ชีวิตอยู่เมืองชายแดนด้วยเหมือนกัน) ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศถูกทำให้เป็นทรัพยากรทางการเมืองอย่างเปิดเผยและเลือดเย็น
คำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ความสำเร็จทางการเมืองแบบนี้แลกด้วยความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนมากมายแค่ไหน เพียงใด และ มันจะนำพาประเทศไทยให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรได้จริงหรือ?
ถ้อยคำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ที่ประกาศระหว่างการรณรงค์หาเสียงในพื้นที่ชายแดนและที่อื่นว่าจะ ปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาต่อไปและจะไม่มีการเจรจาใด ๆ นั้นไม่ใช่เพียงท่าทีสำหรับการหาเสียงเท่านั้น หากแต่คือการทำให้ความขัดแย้งให้กลายเป็นสภาพปกติถาวรเพื่อที่ว่าจะได้ใช้มันเป็นฐานแห่งความชอบธรรมของการอยู่ในอำนาจรัฐของพวกเขาต่างหาก
นักวิเคราะห์ที่มองโลกตื้นเขินอาจจะบอกว่านี่เป็นการแสดงการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างชัดเจนที่สุด แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น มันคือการเมืองของการสร้างศัตรูแห่งชาติเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนจำนวนหนึ่งให้หันเหไปจากความล้มเหลวและความรับผิดชอบต่อประชาชนได้อย่างเป็นระบบ
คำกล่าวอ้างของอนุทินและผู้สมัครของเขาในทำนองที่ว่าภูมิใจไทยคือพรรคเดียวที่กัมพูชาไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเมืองแบบแบ่งขั้ว (friend–enemy politics) ที่ไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา แต่ต้องการ รักษาสภาพความขัดแย้งไว้เพื่อหล่อเลี้ยงอำนาจ สูตรสำเร็จง่ายๆของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาคือ เมื่อศัตรูภายนอกถูกผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบ รัฐก็ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเรื่องปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ หรือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างภายในประเทศอีกต่อไป เพราะเขาได้โยนความผิดทั้งหมดให้ฮุน เซน ไปเรียบร้อยแล้ว
มีความเป็นไปได้อย่างมากที่รัฐบาลของอนุทินจะยกระดับการปิดด่านจากมาตรการชั่วคราวให้กลายเป็นฉันทามติแห่งชาติ แต่การกระทำเช่นนี้มีผลทางการเมืองร้ายแรง เพราะมันทำให้การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้กลับกลายเป็นการต่อต้านและชังชาติ เชื่อมั่นได้เลยว่า บรรดาผู้เรียกร้องสันติภาพและการฟื้นฟูความปกติสุขตามแนวชายแดนจะโดน bully กล่าวหา ด่าทอ จนแทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ในบริบทนี้ นักวิชาการ นักธุรกิจ ชาวบ้านชายแดน หรือแม้แต่นักการทูต เช่น กรณีของญี่ปุ่น ที่ตั้งคำถามต่อผลกระทบของการปิดด่านถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ต้องสงสัยทางศีลธรรมทันที พูดง่ายๆพวกเขาจะกลายเป็นคนเลวที่ชังชาติหรือไม่ก็เข้าข้างเขมรอย่างน่าเกลียด (มีแต่เข้าข้างไทยเท่านั้นสินะจึงน่ารัก)
พูดให้เป็นวิชาการหน่อยนี่คือการเมืองแบบ securitization อย่างสมบูรณ์ คือทุกอย่างจะถูกทำให้เป็นประเด็นทางความมั่นคง รัฐจะอ้างภัยคุกคามด้านอธิปไตยเพื่อหนีการตรวจสอบ และทำให้มาตรการที่สร้างความเสียหายมหาศาลเช่นการปิดด่านห้ามการค้าขายกลายเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้
หากการปิดด่านคือชัยชนะทางการเมือง มันคือ ความพ่ายแพ้อย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนธันวาคมหลังการปะทะรอบ 2 ระบุว่า ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 24,000 ล้านบาทต่อเดือน จากความตึงเครียดชายแดน ตัวเลขนี้ไม่ใช่สถิติแห้ง ๆ แต่มันหมายถึงรายได้ที่ขาดหายไป อาชีพการงานที่หายไป และความไม่มั่นคงที่กระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจเฉพาะอย่างยิ่งในหัวเมืองชายแดนที่ติดกับกัมพูชา
การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาหดตัวเกือบครึ่งหนึ่ง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า ปีที่แล้วการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดลง 47.3 % เหลือ 92,037 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจไทยในกัมพูชาเปิดเผยว่า นักลงทุนไทยในกัมพูชามูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาทกำลังชั่งใจว่าจะอยู่ต่อหรือพอแค่นี้ถอนตัวจากกัมพูชา แน่นอนผู้รักชาติจำนวนมากคงอยากให้เลือกอย่างหลังโดยไม่ได้แยแสนักว่ามันต้องมีต้นทุนทางธุรกิจอีกเท่าไหร่ ขณะที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากปล่อยให้ไร่อ้อยในภาคตะวันออกของไทยขาดแคลนคนเก็บเกี่ยว เจ้าของต้องกระเสือกกระสนหาคนงานแทบพลิกแผ่นดินแข่งกับฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวที่กำลังจะผ่านไปพร้อมกับผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (หลายรายต้องขาดทุนแน่นอน)
อนุทินเลือกที่จะโมเม ราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในห้วงเวลาที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้วมาสมอ้างว่าเป็นเพราะการปิดด่านทำให้กัมพูชาส่งผลผลิตทางการเกษตรเข้าตลาดไทยไม่ได้ โดยไม่กล้าที่จะแตะต้องปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกษตรกรถูกละทิ้งไร้การเหลียวแลมานานแสนนาน ลำพังแต่การไม่มีมันสำปะหลังกัมพูชามาป้อนโรงงานไม่ได้ส่งผลให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้แต่อย่างใด ตรงกันข้ามการปิดด่านและสงครามที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเมืองชายแดนกลายเป็นอัมพาตต่างหากที่ทำให้คนชายแดนจำนวนมากต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสิ้นเนื้อประดาตัว
อาจารย์ อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์ผู้ล่วงลับเคยเตือนเอาไว้ว่า ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแห่งความรักชาติจากปากนักการเมืองให้คลำดูเงินในกระเป๋าของตัวเองว่ายังอยู่ครบหรือไม่ ในเชิงอุปมาอุปมัยแบบนั้นในทุกคำประกาศเรื่องอธิปไตย มีบางสิ่งที่หายไปเสมอนั่นคือชีวิตมนุษย์ การปะทะตามแนวชายแดนในปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตทหารและพลเรือนไทยกว่า 60 คน (ถ้านับเสียชีวิตทางอ้อมด้วยก็กว่า 100 คน) และทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่น แต่ความสูญเสียเหล่านี้กลับถูกทำให้เป็นเพียงผลข้างเคียง (collateral) ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ชุมชนชายแดนถูกใช้เป็นโล่ทางการเมืองให้กับนักการเมือง บางส่วนของเสียงจากชายแดนจะถูกตัดแปลงตามความประสงค์ของบรรดาผู้ทรงอิทธิพลตามสื่อ (media influencers) เพื่อสนับสนุนเรื่องเล่าแนวชาตินิยมและการสร้างกัมพูชาให้เป็นศัตรูที่น่าเกลียดน่ากลัว เพื่อให้ได้ engagement ที่สร้างรายได้ให้พวกเขาได้อิ่มหนำสำราญ แต่คนชายแดน แม้แต่นักธุรกิจที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างก็ไม่เคยได้รับเชิญเข้าสู่โต๊ะเพื่อร่วมตัดสินใจกับภาครัฐและกองทัพเลย นี่คือรูปแบบอันแสนจะคลาสสิกของรัฐรวมศูนย์ที่ อ้างความมั่นคงเพื่อปิดปากผู้ได้รับผลกระทบโดยแท้
คงเป็นที่แน่นอนว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคงจะได้นักการทูตมือดีเข้ามาร่วมงาน แต่เขาจะเป็นแค่เครื่องประดับที่ทรงคุณค่าเพื่อตบแต่งหน้าตารัฐบาลให้ดูมีความเป็นอินเตอร์บ้างเท่านั้น อนุทินไม่เคยคิดจะดำเนินงานทางการทูตที่มีความหมายแต่อย่างใดเลย ในสถานการณ์นี้เขาต้องการให้นักการทูตทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น กลไกระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ผู้สังเกตการณ์ สนธิสัญญา ความตกลงต่างๆ จะถูกอ้างอิงพอเป็นพิธีเพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศดูเป็นหน่วยงานที่มีประโยชน์อยู่บ้างเท่านั้นเอง เมื่อการไม่เจรจาได้รับการยกย่องให้เป็นคุณธรรม และการใช้มาตรการแข็งกร้าวจะได้รับการตีความว่าเป็นความกล้าหาญ รัฐก็สูญเสียการทูตในฐานะเครื่องมือสำคัญที่สุดในการจัดการความขัดแย้งโดยไม่ต้องพึ่งความรุนแรง นี่ไม่ใช่ความเข้มแข็งของรัฐแต่อย่างใดเลยหากเป็นความอ่อนแอที่ถูกแต่งหน้าใหม่ด้วยวาทกรรมชาตินิยม
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า รัฐบาลจะปิดด่านได้นานแค่ไหน แต่คือ ใครได้ประโยชน์ และใครเป็นผู้จ่ายราคาของนโยบายเช่นนั้น รัฐบาลได้คะแนนนิยม ได้ภาพลักษณ์ความแข็งกร้าว และได้พื้นที่ปลอดการตรวจสอบ แต่ประชาชนได้อะไร? คำตอบที่เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นทุกทีคือได้ความไม่มั่นคง รายได้ที่หดหายไป และอนาคตที่ถูกแขวนไว้กับความขัดแย้งที่ไม่มีทางออก หากแนวทางปิดด่านอย่างถาวรกลายเป็นยุทธศาสตร์จริง นี่ไม่ใช่ชัยชนะของชาติ แต่คือ ความพ่ายแพ้ของรัฐสมัยใหม่ ที่เลือกใช้อารมณ์เหนือเหตุผล และอำนาจเหนือความรับผิดชอบ คำถามจึงไม่ใช่ว่า เรารักชาติแค่ไหน แต่คือ เรายอมให้รัฐใช้ชาติกำมะลอเช่นนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อทำร้ายประชาชนของตัวเองไปอีกนานแค่ไหน
