ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ รวมทั้งมีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท
28 เม.ย. 2569 รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ ให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว
สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย. 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ
ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน
นอกจากนี้ ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท
ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้
กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีเหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12 ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา
กระทรวงคมนาคม 20 รายการ วงเงิน 45,703.55 ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ 1)โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด 2)โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570
กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน
กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี - พนัสนิคม - (พานทอง) - (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC
