Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หากพูดถึงการเมืองสนามมหาวิทยาลัย หลายท่านคงนึกถึง “การเลือกผู้แทน” “การจัดกิจกรรม” หรือ “การไปจัดค่ายอาสา” ซึ่งเหล่านี้เป็นบทบาทภายในมหาลัย ที่ดูจะห่างไกลจากการเมืองระดับชาติ ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ในความเป็นจริงการเมืองในสนามนี้กลับมีความดุเดือดไม่แพ้การเมืองระดับชาติ และมีความเกี่ยวโยงกับการเมืองไทยมาเป็นเวลานาน ทั้ง เหตุการณ์กบฏสันติภาพ เหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลา หรือล่าสุด เหตุการณ์ชุมนุมราษฎร 2563 เครือข่ายนักศึกษาล้วนเป็นพลังที่มีผลในการขับเคลื่อนทางสังคม

“ปัญหาความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในรั้วมหาวิทยาลัย” เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้สวยหรูเช่นนี้ในทุกมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ทุกที่จะมีระบบกลไกที่เอื้อให้ประชาธิปไตยได้เติบโตอย่าง “เสรี” และ “เป็นธรรม” ในหลายที่ต้องเผชิญปัญหาเช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติ ทั้งการฮั้วกันเข้าไปมีบทบาทในตำแหน่งต่างๆ เครือข่ายอุปถัมภ์ (บ้านใหญ่) และกลโกงที่นำมาสู่ความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง ในฐานะผู้เขียนเป็นอดีตสมาชิกสภานิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านอโศกด้วย ก็จึงขอยกประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยเผชิญมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เห็นภาพไปพร้อมกัน

ภาพการชุมนุม มหาลัยชื่อดังย่านอโศก วางพวงหรีด ไว้อาลัยประชาธิปไตย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563

โฆษณา - Advertising

“มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านอโศก” ถือเป็นที่หนึ่งที่ถูกปรามาสว่าเป็นมหาลัย “สลิ่ม” หรือ “ไม่สนใจการเมือง” จากภาพจำที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ลูกคุณหนูมีเงินทองรอบกาย หรือเคยสนับสนุนการชุมนุม กปปส. เหมือนปี 2557 แต่ภาพจำดังกล่าวถูกลบไปจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในช่วง 2563 ภายหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ มีนิสิตเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องไปจนถึงการลงถนนตลอดช่วงปี 2563 – 2564 จึงทำให้ในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยกิจกรรม เสวนา ป้ายประกาศ ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้สภานิสิต และองค์การนิสิตก็เป็นสององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่อกรรมาธิการ รัฐสภา และการออกแถลงการณ์ต่อกรณีต่าง ๆ แต่ในทางกลับกันหลังบ้านกลับเป็นสิ่งที่ดูขัดต่อความก้าวหน้าที่กล่าวไปข้างต้น 

พื้นที่การมีส่วนร่วมของนิสิต

ส่วนงานที่นิสิตสามารถเข้าไปมีบทบาทในการทำงานได้มีทั้งหมด 4 ส่วนได้แก่ องค์การนิสิต สภานิสิต สโมสรนิสิต และชมรมนิสิต ซึ่งการทำงานในแต่ละส่วนหากเปรียบเทียบกับการเมืองระดับชาติเห็นเป็น 

     “องค์การนิสิต”  เป็น     “ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี)”

โฆษณา - Advertising

     “สภานิสิต”      เป็น     “ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)”

     “สโมสรนิสิต”    เป็น      “ผู้ว่าราชการจังหวัด”

     “ชมรม”          เป็น     “อบต.”

***ในส่วนนี้ผู้เขียนขอยกเพียง องค์การนิสิต และ สภานิสิต เป็นประเด็นสำคัญ โดยขอไม่พูดถึงหน่วยการทำงานที่ย่อยลงไปกว่านี้ เพื่อความง่ายในการอภิปราย

โฆษณา - Advertising

องค์การนิสิต มีหน้าที่ในการดำเนินงานส่งเสริมการจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย ร่วมกับสโมสรนิสิต ตลอดจนมหาวิทยาลัย และมีอีกหน้าที่หนึ่งคือการพิจารณางบประมาณในการทำกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย สามารถเสนอหรือปรับตามความเหมาะสม เพื่อดำเนินกิจการต่อ หน้าที่ดังกล่าวจึงเปรียบดังฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่คิดค้นและดำเนินนโยบายเป็นหน้าที่สำคัญ

ใบรับสมัครสมาชิกสภานิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านอโศกประจำปีการศึกษาที่ 2569

ส่วนสภานิสิต คือฝ่ายตรวจสอบ ในการรับเรื่องร้องเรียนของนิสิต ดำเนินการเสนอร่างข้อบังคับภายในแก่ผู้บริหาร และพิทักษ์สิทธิของนิสิต นอกจากนั้นสภายังมีอำนาจในการ Veto (ยับยั้ง) งบประมาณจากทางองค์การนิสิตได้ด้วย ซึ่งเป็นกลไกถ่วงดุลการทำงานที่น่าสนใจ เหมือนเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไปในตัว

โฆษณา - Advertising

จากที่ว่ามาสามารถกล่าวได้ว่า ระเบียบข้อบังคับมหาวิทยาลัยออกแบบกลไกส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในระดับมหาวิทยาลัยได้ดีในส่วนหนึ่ง รวมทั้งกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายทางการเมือง แต่ในอีกส่วนหนึ่งกลับมีเรื่องน่ากังวลใจที่จะกล่าวต่อไป

ระบบและการเลือกตั้ง

จัดทำโดยผู้เขียน ที่มาของสมาชิกสภานิสิต และองค์การนิสิต

ที่มาของทั้งสองหน่วยงานมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน โดยอิงรูปแบบมาจากการเมืองระดับชาติ ผู้เขียนจึงจัดทำภาพประกอบด้านล่างเพื่ออธิบายการได้มาซึ่งผู้แทนของทั้งสองหน่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยคะแนนเสียงทั้งสองหน่วยมาจากนิสิตปริญญาตรี ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนต้องเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 – 3 เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่จะต้องอยู่ภายใต้การบริหารของผู้แทนที่ถูกเลือก

โฆษณา - Advertising

สภานิสิตมีที่มาจากผู้แทนนิสิตมาจากการเลือกตั้งเพื่อสรรหาผู้แทนที่ได้คะแนนสูงสุดในคณะ/วิทยาลัยจำนวน 2 คน จากทั้งหมด 20 คณะ/วิทยาลัย รวมเป็น 40 ที่นั่ง เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สภาผู้แทนนิสิต เป็นการใช้ระบบเขต เสียงข้างมากธรรมดา (Multi-Member Districts MMD) และสภาผู้แทนเหล่านี้ที่มีหน้าที่ในการเลือก ประธานสภาที่จะมาทำหน้าที่ในการควบคุมการประชุมและดำเนินงานต่อไป เป็นระบบ “จากล่างขึ้นบน”

แต่ในส่วนขององค์การนิสิตนั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง โดยรวมกันเรียกว่าคณะกรรมการบริหารองค์การนิสิตจำนวน 37 ที่นั่ง ในส่วนแรกคือการเลือก “นายกองค์การนิสิต” เป็นการเลือกตั้งทางตรง โดยนายกจะลงมาพร้อมกับคณะทำงานจำนวน 8 – 12 ที่นั่ง เป็นการใช้ระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด (Majority Electoral System) และส่วนต่อมาจากการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานสโมสรนิสิตจำนวน 20 คณะ/วิทยาลัย (ประธานสโมฯมาจากเลือกตั้งในคณะอีกทีหนึ่ง) มาจากผู้แทนชมรม 4 ที่นั่ง ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นรูปแบบ “จากบนลงล่าง”

ปัญหาและการเลือกตั้ง

จากที่กล่าวมาดูมีความเป็นประชาธิปไตยที่สูงเป็นอย่างมาก จากทั้งระบบผู้แทนทางตรงของทั้งสองหน่วย แต่ผู้เขียนขอกล่าวถึงในแง่การปฏิบัติ แม้ระเบียบจะถูกออกแบบมาอย่างดี แต่กลไกดังกล่าวถูกระบบอุปถัมภ์แทรกซึมลึกลงไปในองค์กรจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในส่วนขององค์การนิสิต การไม่ตื่นตัวของนิสิตที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่น้อยจึงทำให้สภาไม่ครบตามตำแหน่งที่ได้วางเอาไว้ และปัญหาการฮั้วกันของเพื่อนกู น้องพี่ หน่วยงานตรวจสอบการเลือกตั้ง ที่กล่าวคงน่าชวนขันยิ่ง

 


ตาราง แสดงตำแหน่งหน้าที่ของคณะบริหารองค์การนิสิตปีการศึกษา 2568

ข้อความเห็นนี้อาจดูไม่มีข้อมูลเป็นรูปธรรม แต่ผู้เขียนขอยกกรณีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งขององค์การนิสิต และรูปแบบการทำงานที่นำมาสู่ความเชื่อมโยงของเครือข่ายที่เหนียวแน่น จากรุ่นหนึ่ง สู่ อีกรุ่นหนึ่ง โดยอย่างที่กล่าวไปว่าองค์การมีความเชื่อมโยงในการทำงานร่วมกับสโมฯ จึงทำให้การได้มีปฏิสัมพันธ์นี้นำมาสู่เครือข่ายที่เข้มแข็ง 

ยกตัวอย่างองค์การนิสิตประจำปี 2568 ที่มีนายกองค์การฯ และทีมบริหารทั้งหมดรวม 10 คน โดยครึ่งหนึ่งของทีมทำงานมาจากการเป็นอดีตประธานสโมฯ และคนทำงานในสโมฯ มาก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งหากตรวจสอบย้อนกลับไปอีกจะพบว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของคณะบริหารชุดก่อนหน้าและบุคลากรในมหาวิทยาลัยจนเป็นที่ได้รับความไว้วางใจ ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็น วัฒนธรรมองค์กร เป็นสายธารลงไป 

ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์นี้ตั้งแต่ต้น จะไม่มีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการเมืองนี้เลย ผู้เขียนยังไม่กล่าวถึงกรณีที่บางปีไม่มีผู้ลงสมัครตำแหน่งนายกองค์การฯ จึงนำมาสู่การแต่งตั้งบุคคลผู้ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัย

 


ตารางแสดงจำนวนนิสิตผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งสภานิสิตประจำปี 2569

จัดทำโดยผู้เขียน (ใช้ Claude AI ในการประมวลผล)

ความไม่ตื่นตัวทางการเมืองในการใช้สิทธิและการไม่มีผู้สมัครในการเลือกตั้งของนิสิต สังเกตได้ชัดจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเด่นชัดสุดในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาประจำปีที่ 2569 ที่มีผู้ลงสมัครเพียง 9 จากทั้งหมด 20 คณะ/วิทยาลัย และจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่เกินกว่าร้อยละ 50 เพียงสองคณะได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมฯ และมีถึง 11 คณะ/วิทยาลัย ที่ไม่ส่งผู้สมัครลง นำมาสู่ปัญหาการขาดผู้แทนในการทำงานของนิสิต ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการทำงานในอนาคตของสภา 

แถลงการณ์เรื่อง ขอให้พิจารณาทบทวนการจัดการเลือกตั้งซ่อม คณะสังคมศาสตร์

สุดท้ายปัญหาความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง น่าฉงนในประเด็นนี้อันเนื่องมาจากที่มาของ “คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง” มีที่มาไม่ชัดเจน แต่เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องได้รับการรับรองจากรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ผู้เขียนขอความเห็นนิสิตท่านหนึ่งได้ความว่า ผู้ที่ตอบโต้และรับเรื่องร้องเรียนคือสมาชิกสภานิสิตปีก่อนหน้า และผู้ที่ลงสมัครสมาชิกสภานิสิตก็มีความเกี่ยวโยงกับสมาชิกสภานิสิตปีก่อนหน้านำมาสู่การตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ 

เหตุเพราะปรากฏเหตุการณ์วันที่ 25 มีนาคม 2569 กรณีร้องเรียน ผู้สมัครสมาชิกสภานิสิตคณะสังคมศาสตร์ทุจริตการเลือกตั้ง เหตุอาจารย์ส่งภาพหาเสียงนิสิตลงไปในไลน์กลุ่มการเรียนการสอน เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ในวันที่ 24 เมษายน 2569 และให้มีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนมีแถลงให้มีการเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด ภายหลังผู้ถูกร้องได้ท้วงติงมติดังกล่าวว่า “ชอบด้วยคำสั่งหรือไม่” เหตุคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นกระชั้นชิด ปราศจากการไต่สวนตรวจสอบเหตุการณ์อย่างโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณะ

ทางสองแพร่งประชาธิปไตยในรั้วอโศก

จากปัญหาที่กล่าวไปแลจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการเลือกตั้งเสียงเสียทั้งหมด เว้นแต่กรณีที่คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่ผู้เขียนเห็นเป็นเรื่องพฤติกรรมพื้นฐานของชาวอโศกที่ไม่ค่อยให้ความสนใจในการมีปฏิสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย ผู้เขียนแบ่งเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัย และการผูกขาดการมีส่วนร่วม 

ประการแรก มหาวิทยาลัยไม่มีพื้นที่ส่วนกลางรองรับนิสิต อันเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยไม่มีหอพักนิสิต ทำให้นิสิตต้องเช่าหอพักย่านพระราม 9 ไม่ก็ห้วยขวางแทน หรือถ้าไม่ไกลจากกรุงเทพชั้นในมากก็มักจะไป-กลับบ้านแทน ทำให้กิจวัตรของนิสิตคือ “มาเรียนแล้วกลับ” อีกทั้งพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยมีแวดล้อมที่บีบบังคับให้การจะเข้าร่วมกิจกรรม หรือการมีส่วนร่วมภายในมหาวิทยาลัยต้องมี “ราคาที่ต้องจ่าย” เช่น ค่าอาหาร เวลารถติด ราคาค่าโดยสาร หรือปริมาณผู้โดยสาร ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่นำมาสู่การขาดการมีส่วนร่วม และนำมาสู่การไม่ให้ความสำคัญของกิจการภายในมหาวิทยาลัย แต่ก็เข้าใจปัจจัยนี้ได้เพราะพื้นที่มหาวิทยาลัยที่น้อยด้วย

ประการต่อมาสืบเนื่องจากข้อก่อนหน้า เมื่อผู้เข้าร่วมมีน้อยการแข่งขันจึงต่ำ นำมาสู่การผนึกกำลังของกลุ่มคนที่ยังเหลืออยู่ เพื่อดำเนินกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย แต่ด้วยข้อนี้เองก็นำมาสู่ปัญหาการผูกขาดคณะทำงานภายใต้ความคิดที่เชื่อว่า “ไม่มีใครทำดีไปกว่าเรา” แม้คนรุ่นใหม่จะมีความรู้สึกไม่ยึดโยงกับโครงสร้างอุปถัมภ์ของคนรุ่นก่อน แต่ระหว่างคนรุ่นใหม่ด้วยกันกลับเกิดขึ้นโดยปราศจากการตั้งคำถาม การมีอยู่เครือข่ายนี้ในทางหนึ่งก็ถือเป็นแง่ดี ในสภาพการณ์ที่การจะหาคนที่พร้อมมาทำงานเพื่อสังคมโดยสละเวลาส่วนตน แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นเหมือนเนื้อร้ายที่ทำให้คนที่คิดจะเข้ามาทำงาน หรือมีความคิดที่แตกต่าง แปลกแยกไปจากเครือข่ายที่มีอยู่ ต้องถูกกดทับ ไม่ให้เข้ามามีบทบาทในการทำงาน 

ทางเลือก หรือ ทางรอด ?

ทางที่ง่ายที่สุดสำหรับทางแพร่งที่นิสิตมหาวิทยาลัยย่านอโศกต้องเผชิญคือ “การเปิดพื้นที่” ให้แก่นิสิตไม่ว่ากลุ่มไหน ไม่ตัดสินเขาจากความคิด หากกล่าวคงมีคนบางกลุ่มบอกว่าก็ดำเนินการอยู่ตลอด แต่ผู้เขียนก็จะย้อนถามกลับว่า แล้วเหตุใดผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งถึงน้อยลงในทุกปี การยุติระบบอุปถัมภ์เปรียบเหมือนการเปิดประตูบานแรก ที่จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิบัติตามประเพณีแบบแผนที่ทำสืบต่อกันมา เหมือนกันกับการเมืองระดับชาติ ที่หากปิดประตูความหวังที่จะฝันของประชาชน แล้วประชาธิปไตยจะตั้งมั่นได้อย่างไร

ประเด็นต่อมา ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการทำงานทั้งหมดแก่เพื่อนนิสิต ใครจะไปรู้ว่าใครทำอะไร มีหน้าที่อะไร ถ้าเห็นว่าเขาทำอะไร มันแสนจะพื้นฐาน แต่แค่สถิติการเลือกตั้งของแต่ละปีของมหาลัยยังไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการจัดทำรายงานสรุปการดำเนินงานรายเทอม รายเดือน ไม่มีการอัพเดตการแก้ไขปัญหาให้เพื่อนนิสิต แล้วเราจะคาดหวังให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลยังปิดบังหรือให้รู้ได้เฉพาะกลุ่มอยู่เลย

ประเด็นสุดท้าย การทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลงไปในรั้วมหาลัย เราวิจารณ์ว่าองค์กรอิสระ กกต. ปปช. หรือศาลรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง แต่เราปล่อยให้ คณะกรรมการเลือกตั้งในมหาลัย มาจากคนที่ถูกเลือกปีก่อน พร้อมเพื่อนของพวกเขา (ข้อกล่าวหา) เราต้องสร้างสถาบันการเลือกตั้งที่มีความมั่นคง และตรวจสอบได้ ไม่ใช่เป็นการส่งเรื่องให้พิจารณาในมุมลับ แล้วประกาศผลโดยไม่ชี้แจงมูลเหตุ 

บทส่งท้าย

แม้ประชาธิปไตยในรั้วมหาลัยจะดูไกลจากสังคมไทยที่ต้องให้ความสำคัญ เศรษฐกิจ ปากท้องมาก แต่หากใส่ใจจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบดัง “แบบจำลองการเมืองระดับชาติ” หากกล่าวว่าพวกเขาคืออนาคตของชาติ การปล่อยปละละเลยกระบวนการที่เป็นปรปักษ์ประชาธิปไตยให้ขยายตัวต่อไป นับเป็นการบ่อนทำลายความตั้งมั่นของประชาธิปไตยไทย สำนึกในค่านิยมประชาธิปไตยที่โปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ผู้เขียนจะยกมาเพียงกรณีมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านอโศกมาเป็นกรณีศึกษา แต่สิ่งที่ผมกล่าวมายังเป็นเรื่องที่ดีกว่าสถานการณ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง 

ผู้เขียนไม่ได้มีความปรารถนาจะบ่อนทำร้าย หรือจงเกลียดจงชังสถาบันที่ผู้เขียนได้ร่ำเรียน เพียรพยายามแต่อย่างใด ผู้เขียนแค่ปรารหวังเห็นสังคมที่เปิดกว้าง ไม่เพียงแต่ภาพกว้างของประเทศ แต่ต้องให้ความสำคัญลงไปลึกในระดับฐานรากอย่างมหาวิทยาลัย อันเป็นสถานที่กล่อมเกลา บ่มเพาะคนในสังคม ประชาธิปไตยของชาติจะเติบใหญ่ได้ สังคมจะเป็นธรรมได้ ต้องเริ่มจากฐานราก หวังว่าผู้อ่านจะลดอคติและวิพากษ์โต้แย้งในข้อความเห็นของผู้เขียน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อไป ดังคติมหาวิทยาลัยที่ว่า Y = exหรือ “การเพิ่มขึ้นหรืองอกงามไม่สิ้นสุด” นอกจากการศึกษา ประชาธิปไตยต้องหยั่งรากงอกงามไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน

 

บรรณานุกรม

ข้อบังคับ ว่าด้วย กิจการและวินัยนิสิต มหาลัยชื่อดังย่านอโศก พ.ศ.2559

ประกาศมหาลัยชื่อดังย่านอโศก เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภานิสิตส่วนของผู้แทนคณะ/วิทยาลัย ปีการศึกษา 2569

‌ประชาไท, “ประมวลภาพนักศึกษานัดชุมนุมหลายมหา'ลัย หลายพันคน,” 27 กุมภาพันธ์ 2563, https://prachatai.com/journal/2020/02/86539.

สถิตินิสิตปัจจุบัน. (2026). Swu.Ac.Th. https://academic.swu.ac.th/สถิติ/สถิตินิสิตปัจจุบัน. 

สภานิสิต มหาลัยชื่อดังย่านอโศก, “เปิด TIMELINE ! SPA SWU ELECTION 69” 25 กุมภาพันธ์ 2569, https://www.facebook.com/spanisitswu/posts/pfbid0y9y2aJkJiZ7aitjYx63vab58N5UVjcPQbTJ61J924Uz7efsvQfSmqZaG4WBzG4qPl?__cft__[0]=AZYhIMmwRUgxF3Bc3kU0Hny6EfWioe3qYsoQw27Aay15aFV536FFJjSWDjmLaj38zuTNRXTbp4QoxHu_sh0ZrowiQ3j_Xzgbnw9_EZJMuv6GOqdWx5SJx8zGoxII0wpidqQsuCelz1HQDTVhomdoo--J47CNBX_Cxj6540aCDungvERbqlIOh7Ds0fEuGlKSA-I&__tn__=%2CO*F.

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “อมธ. ผนึกกำลัง 18 มหาวิทยาลัย หาข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุม ร่วมกับกมธ.พัฒนาการเมือง ณ รัฐสภา พุธนี้ โดยมี ผบตร. และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติเข้าร่วมด้วย”, 12 กันยายน 2564, https://www.facebook.com/thammasatsu/posts/pfbid0241 qb2dMigH4Joe2YpZ4vrbNUX5ezV7UFGeHv5tuDHKwfvaazbf6zDZ7kQYEEH47sl?__tn__=%2CO*F. 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising