ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง สส. ฝ่ายค้านไว้พิจารณา กรณีขอให้วินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้ ครม. จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมทั้งจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
18 พ.ค. 2569 เดอะสแตนดาร์ด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย กรณีการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 7 วัน
คดีดังกล่าวเป็นเรื่องพิจารณาที่ 11/2569 ซึ่งสืบเนื่องจากการที่ สส. จำนวน 133 คน ซึ่งคิดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ร้อง เพื่อให้ส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
โดยเฉพาะในส่วนของแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่เข้าข่ายฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเป็นนโยบายระยะยาวต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 4 ปี แต่กลับถูกนำมายัดรวมไว้ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านด้วย ถือว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณา และได้มีคำสั่งให้ ครม. จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมทั้งจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
