ศาลเชียงใหม่พิพากษา "คดีรามาตุลาการ" ลงโทษจำคุก "รามิล" 1 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน จากการอ่านบทกวีในแฟลชม็อบที่ มช. เมื่อปี 2565 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อ โดยศาลระบุว่า ถ้อยคำในบทกวีดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นและลดคุณค่าศาลในการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นเชื่อถือเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นศาล ไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 'คุณภัทร-พึ่งบุญ' พยานโจทก์สืบไปไม่ถึงว่าทั้งสองคนได้ร่วมกันจัดผ้าแปรอักษรเป็นคำว่า "รามาตุลาการ" ตั้งแต่ต้นจนเสร็จ จึงยกฟ้องคุณภัทรและพึ่งบุญ
25 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ 3 นักกิจกรรม ได้แก่ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ หรือ “รามิล”, คุณภัทร คะชะนา และ พึ่งบุญ ใจเย็น ในคดีที่ถูกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาล” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จากเหตุการณ์ร่วมทำกิจกรรม “รามาตุลาการ” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
ศาลพิพากษาว่าเฉพาะศิวัญชลีมีความผิดจากการกล่าวบทกลอนในระหว่างกิจกรรม ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอีกสองคน ศาลพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวศิวัญชลีระหว่างอุทธรณ์
คดีนี้มี ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวหาไว้ ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ นักกิจกรรมทั้งสามคนเพิ่งได้รับหมายเรียกเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปีเศษ และได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งฟ้องคดี ทั้งสามให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และมีการสืบพยานไประหว่างวันที่ 28 – 30 เม.ย. 2569
การอ่านคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยทั้งสามเดินทางมายังห้องพิจารณาคดีที่ 2 โดยมีเพื่อนนักกิจกรรมและประชาชนเดินทางมาติดตามคดีประมาณ 15 คน ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลได้สอบถามถึงคดีอื่น ๆ ของพึ่งบุญที่โจทก์ขอให้บวกโทษต่อไว้ท้ายฟ้องเพื่อยืนยันว่าเป็นจำเลยคนเดียวกัน
จากนั้น เวลา 09.25 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษา โดยสรุป ศาลวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 1 (ศิวัญชลี) เห็นว่าโจทก์มีพยานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนที่เข้าติดตามกิจกรรม เป็นประจักษ์พยาน 2 ปาก เบิกความถึงการพูดผ่านไมโครโฟนของจำเลยที่ 1 ในลักษณะคล้ายบทกลอน ที่มีถ้อยคำหยาบคาย ตรงกับข้อความในคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐาน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถอดเทปคำพูดดังกล่าวเข้าเบิกความเป็นพยาน
จากคลิปวิดีโอ จำเลยที่ 1 ยังกล่าวถึงเหตุที่มาร่วมชุมนุม โดยกล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเชิญชวนให้ผู้มาร่วมกิจกรรมมาพูดแสดงจุดยืน ทั้งกล่าวว่าก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 1 ได้เขียนบทกวีขึ้น จึงนำมาอ่าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กล่าวบทกลอนดังกล่าวเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลวินิจฉัยต่อไปว่า ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 หรือไม่ โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นศาลหรือผู้พิพากษาตามมาตรา 198 นี้ ตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
ศาลเห็นว่าถ้อยคำของจำเลยที่ 1 มีความหมายไปในทางที่กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญว่ามีคำวินิจฉัยสับสน ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน เป็นการกระทำดูหมิ่น ลดคุณค่าศาลในการพิจารณาวินิจฉัยคดี ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นเชื่อถือ จึงเห็นว่าเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาล ไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่จำเลยต่อสู้
ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าผู้รับมอบอำนาจแจ้งความ ไม่ได้นำมติศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ดำเนินคดีมาแสดง เห็นว่ามาตรา 198 ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว อันยอมความได้ เมื่อมีความผิดอาญาเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน และอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
ในส่วนของจำเลยที่ 2 (คุณภัทร) และที่ 3 (พึ่งบุญ) ศาลเห็นพยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทั้งสองเกี่ยวข้องกับการปราศรัยของจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานว่าทั้งสามร่วมรู้เห็นในกิจกรรมอย่างไร
ส่วนในเรื่องการเรียงผ้าเป็นถ้อยคำ “รามาตุลาการ” แม้พยานโจทก์จะเห็นว่าจำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมในการจัดผ้าแปรอักษร แต่ก็มีบุคคลอื่น ๆ ร่วมกันจัดด้วย และไม่เห็นว่าใครเป็นผู้นำผ้ามา จากคลิปวิดีโอ ก็ไม่ปรากฏให้เห็นว่าใครเป็นผู้นำผ้ามา และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมจัดผ้าตลอดเวลา ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดผ้าดังกล่าว
ส่วนเรื่องการโปรยภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมข้อความ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้โปรยหรือนำมาในที่เกิดเหตุ ได้ความเพียงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินไปตรวจตราที่สันอ่างแก้วหลังกิจกรรม และได้พบภาพและเอกสารวางอยู่ จึงได้ตรวจยึดไว้ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่เพียงพอว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้โปรยเอกสารดังกล่าว จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย สำหรับป้ายกระดาษของกลางให้ริบไว้
พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3
ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษในคดีอื่นของจำเลยที่ 3 เมื่อศาลไม่ได้ลงโทษในคดีนี้ จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอ
หลังจากอ่านคำพิพากษา เพื่อนนักกิจกรรมได้เข้ามาให้กำลังใจจำเลยทั้งสามคน ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลจะนำตัวศิวัญชลีที่ใส่ชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ลงไปยังห้องขังใต้ถุนศาล โดยไม่ได้มีการใส่กุญแจมือ จากนั้นนายประกันได้ยื่นประกันตัวจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์
เวลา 13.20 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักประกัน 70,000 บาท เท่ากับที่เคยวางหลังถูกสั่งฟ้องคดี โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้ศิวัญชลีได้รับการปล่อยตัวและเตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป
ทั้งนี้จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการชุมนุมของเยาวชนปลดแอกเมื่อปี 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
ในจำนวนนี้มี 3 คดี ที่มีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มอบอำนาจไปกล่าวหาในข้อหานี้ โดยยังมีเพียงคดี “รามาตุลาการ” นี้ที่ถูกสั่งฟ้องต่อศาล ทำให้คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นออกมา
