Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

พรรคประชาชนเปิดคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่เข้าข่ายฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเป็นนโยบายระยะยาวต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 4 ปี แต่กลับถูกนำมายัดรวมไว้ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านด้วย

 

12 พ.ค. 2569 พรรคประชาชนเผยวานนี้ (11 พ.ค.69) พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

โดยเนื้อหาคำร้องระบุ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมายเป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก “พระราชกำหนด” หรือ พ.ร.ก. ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้”

ดังนั้นหากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก. หรือไม่?

เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี

ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม

ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ

ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่

พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ข้ามหัวสภา

ดังนั้น การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่ง หรือไม่

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง