สภาฯ ยังไม่บรรจุวาระ พ.ร.ก.เงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท หลังพรรคฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดกับมาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ ใช้เวลาพิจารณาคำร้องภายใน 60 วันหลังจากรับเรื่อง
14 พ.ค. 2569 สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันวันนี้ (14 พ.ค.) ที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้การอนุมัติว่า ก่อนที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน ได้นำ สส.เข้าชื่อจำนวน 135 คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.เพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1
ดังนั้น จึงต้องรอการบรรจุพระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดใด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น
ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ณ ปัจจุบันคือไม่น้อยกว่า 6 เสียง จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 9 เสียง
ข่าวสดออนไลน์ รายงานเพิ่มเติมว่า โสภณ ซารัมย์ ได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ 12 พ.ค. 2569 และศาลรัฐธรรมนูญได้ลงเลขรับธุรการไว้แล้ว
สำหรับแผนการใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 4 แสนล้านบาท โดยภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เผยว่า ที่ต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ เนื่องจากเงินในงบประมาณของรัฐบาลมีไม่เพียงพอที่จะใช้เยียวยาประชาชน
พ.ร.ก.เงินกู้ จะแบ่งเงินออกเป็น 2 แผนด้วยกัน คือ 1. ไทยช่วยไทย ประมาณ 1.7 แสนล้าน โดยจะเอาไปใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 2. โครงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน อีกประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่มีโครงการรองรับ แต่ทางรัฐบาลเผยว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองโครงการหลังออก พ.ร.ก.เงินกู้
อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ก็วิจารณ์ว่า แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่โครงการที่เร่งรีบ และกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถออกมาตรการอื่นๆ โดยไม่ออก พ.ร.ก.เงินกู้ เช่น การเปลี่ยนสูตรคำนวณน้ำมัน และการลดภาษีสรรพสามิต และสามารถเอาแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานไปใส่ไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แทนได้ จึงเป็นไปที่มาของการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ขัดกับมาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่
สำหรับ รัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 172 วรรค 1 ระบุว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ กระทำได้ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
นอกจากนี้ ตัวของกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญปัดตก พ.ร.ก.เงินกู้จริง เขาไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะต้องลาออก แต่คาดหวังว่ารัฐบาลจะรักษาวินัยการคลัง ขณะที่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า เขาจะมัดระวังไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจตัวเองผ่านข่องทางนี้โดยเด็ดขาด
แม้ว่าตัวของภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้มาตอบในสภาฯ ตอนช่วงที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำสูงสุดอาเซียนพอดิบพอดี ตอนนี้ภราดร ก็ตอบชัดเจนว่า การกู้เงินครั้งนี้จะไม่ชนเพดานหนี้สาธารณะอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะว่าข้อมูลจาก ThaiPBS เผยว่า หากรัฐบาลกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ครั้งนี้ จะทำให้เพดานหนี้สาธารณะจากเดิมอยู่ที่ 66.9% ขึ้นมาเป็น 68% ของ GDP หรือขึ้นมาประมาณ 2% โดยเพดานหนี้ของไทยตั้งไว้ประมาณ 70%
ถ้าชนเพดานหนี้ 70% รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มแบบเดิมไม่ได้แล้ว และอาจจะต้องรัดเข็มขัด ลดรายจ่าย ลดงบประมาณ และอาจจะต้องมีการเพิ่มภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ หรือวิธีสุดท้ายคือการขยายเพดานหนี้ ซึ่งไทยเคยขยายเพดานหนี้มาแล้วในปี 2565 สมัยนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยการขยายจาก 60% เพิ่มเป็น 70%
ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เคยออกมาเตือนไว้ว่า หากรัฐบาลกู้เงิน 400,000 ล้านบาทรวดเดียว อาจจะทำให้รัฐบาลหมุดกระสุนรับมือวิกฤตในอนาคต หรือในกรณีสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
