การนับถอยหลังวันหมดอายุความของคดีสลายชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 2553 เดินมาถึงปีที่ 16 แล้วและอีกเพียง 4 ปีคดีก็จะหมดอายุความ และด้วยความเชื่องช้าที่ไม่เห็นความคืบหน้าทางคดีมา 12 ปีนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค.2557
แม้ภายหลังรัฐประหารจะมีกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ้าง อย่างการเกี่ยงโยนกันไปมาระหว่างศาลยุติธรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และศาลทหาร แต่คงไม่สามารถนับเรื่องเหล่านี้ได้ว่าเป็นความคืบหน้าอะไร เพราะสำนวนคดีก็แทบจะอยู่ที่เดิมคือการโยนรับส่งไปมาระหว่างอัยการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ที่ถูกใส่เข้ามาตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ให้คดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นอยู่ในการสืบสวนสอบสวนของ DSI แทนตำรวจท้องที่
เท่าที่ปรากฏจากคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้คืออัยการก็โยนกลับให้ DSI ไป “สืบสวน” ใหม่อีกรอบ จนน่าสงสัยว่ากว่าจะถึงวันนี้สถานที่เกิดเหตุพยานวัตถุยังเหลือสภาพคงเดิม หรือพยานบุคคลยังมีชีวิตอยู่ให้ตามมาขึ้นศาลได้สักกี่มากน้อย
“คดีนี้มันเป็นคดีเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว เราปฏิเสธไม่ได้เพราะมันมาจากการชุมนุมทางการเมือง มีการสลายการชุมนุมมีคำสั่งใช้กำลังมันก็มาจากการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ปรากฏร่องรอยอย่างชัดเจนว่าฝ่ายที่มีอำนาจในขณะนั้น รวมถึงฝ่ายทหารเองก็ไม่อยากให้มีการรื้อฟื้นเรื่องนี้ รื้อฟื้นมามันก็ชัดเจนเพราะข้อเท็จจริงปรากฏในการไต่สวนการตายของศาลว่าเกิดจากการกระทำของใคร”
โชคชัย อ่างแก้ว 1 ในทีมทนายความที่รวมกลุ่มกันหลวมๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิตในการติดตามคดีและเข้าไปเป็นทนายความในคดีไต่สวนการตายหลายคดี มองว่าคดีของผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมเมื่อปี 2553 จะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐเพราะกฎหมายก็กำหนดไว้
“ก็เหมือนกับแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย” เป็นความเห็นของเขาในฐานะทนายความ
ทั้งที่คดีผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐเพราะกฎหมายก็กำหนดไว้แล้วทั้งการไต่สวนการตายซึ่งก็มีการดำเนินการไปได้ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอีก ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องทำการไต่สวน แต่ก็ไม่มี หรือประชาชนจะฟ้องนักการเมืองเองตามกฎหมายก็ทำไม่ได้ หรือคดีที่ส่งไปศาลทหารเช่นกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ เมื่ออัยการทหารสั่งไม่ฟ้องประชาชนก็ฟ้องเองไม่ได้ ทำให้ไม่เห็นช่องทางว่าคดีจะไปช่องทางไหนได้อีก
แล้วตอนนี้คดีหยุดอยู่ตรงไหน?
เมื่อสัปดาห์ก่อน (11พ.ค. 2569) พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพิ่งออกมาชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาตามกระทู้ถามของเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กลุ่มสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุม ว่าขณะนี้ทางกระทรวงตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553" เพื่อรับผิดชอบสืบสวนสอบสวน และเร่งรัดคดีเหล่านี้โดยเฉพาะ ป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความ
ส่วนจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวมีทั้งหมด 383 คดี แบ่งเป็นกลุ่มทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ
- คดีก่อการร้าย 156 คดี
- คดีข่มขู่บังคับรัฐบาล 25 คดี
- คดีทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 181 คดี และ
- คดีกระทำต่อยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 21 คดี
รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงคดีในข้อ 3 ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความเห็นควรสั่งฟ้อง และดำเนินการตามกฎหมาย จำนวน 13 คดี ปัจจุบันแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
- คดีทำร้ายร่างกาย 2 คดี เหตุเกิดที่สน.ลุมพินี ตำรวจสั่งฟ้องผู้ต้องหาและออกหมายจับ แต่จับกุมไม่ได้จนคดีขาดอายุความ
- คดีฆ่าและพยายามฆ่า 6 คดีเหตุเกิดที่ BTS ศาลาแดงและหน้าตึกอื้อจื่อเหลียง ถนนพระราม 4 ศาลยกฟ้องจำเลย 6 คน เพราะพยานหลักฐานไม่พอ
- คดีที่ DSI ฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพที่ ศาลฎีกายกฟ้องเพราะเห็นว่าเป็นคดีทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจึงอยู่ภายใต้การไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งต่อมา ป.ป.ช.ก็พิจารณาแล้วยกคำร้องแล้วให้ DSI ดำเนินการหาตัวคนร้าย 3 คดี แต่ปัจจุบัน DSI งดสอบสวนแล้วเพราะไม่พบตัวผู้กระทำความผิด และอัยการให้งดสอบสวนแล้วให้สืบสวนหาผู้กระทำความผิดมาให้ทันอายุความ
- คดี 6 ศพวัดปทุมฯ อัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง
- คดีพยายามฆ่าโดยทำให้เกิดระเบิด กรณียิง M79 ใส่ สน.ลุมพินี อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง 1 คดี
จะเห็นว่าในคำชี้แจงของ รมว.ยุติธรรมก็ไม่ได้ตอบชัดเจนว่าคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตทั้งหมดหยุดอยู่ตรงไหนกันแน่
ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. ที่ปัจจุบันได้ร่วมกับนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ตั้งคณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม (คปช. 53) เพื่อมาติดตามทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมโดยไปติดตามทั้งที่กระทรวงยุติธรรม DSI รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรทั้งคณะกรรมาธิการทหารและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.กฎหมายฯ)
ธิดาได้ให้เอกสารของกองคดีความมั่นคงของ DSI ที่เคยทำเอกสารชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมายฯ เมื่อตุลาคมปี 2567 แก่ผู้สื่อข่าว โดยเอกสารระบุถึงผู้เสียชีวิตที่อยู่ในความรับผิดชอบของ DSI จำนวน 89 ราย พนักงานสอบสวนของตำรวจท้องที่ ทำการชันสูตรพลิกศพแล้วทุกราย(ดูรายชื่อในล้อมกรอบท้ายรายงาน) ประกอบด้วย
- ชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 150 วรรคแรก ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตายกรณีตายผิดธรรมชาติ(เช่น ฆ่าตัวตาย ผู้อื่นทำให้ตาย) ที่ทุกศพจากการสลายชุมนุมผ่านขั้นตอนนี้ โดยมี 58 ศพที่ผ่านเพียงขั้นตอนชันสูตร และ DSI ได้ดำเนินการต่อดังนี้
- งดการสอบสวน 40 ศพ
- สั่งไม่ฟ้อง 9 ศพ
- สั่งไม่ฟ้องเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย 2 ศพ
- สั่งฟ้อง 7 ศพ และเป็นคดีที่ศาลยกฟ้อง ซึ่งเมื่อดูรายชื่อผู้เสียชีวิต 7 รายที่ DSI สั่งฟ้องก็จะพบว่าแบ่งได้เป็น 3 กรณี
- กรณีของเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิตจากระเบิดขว้างชนิด M67 หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ 5 ราย โดยเป็นคดีที่รู้จักกันในชื่อ “คดีชายชุดดำ” มีจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีนี้ 5 คน แต่ภายหลังศาลยกฟ้องจำเลยเหล่านี้ไปเนื่องจากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและเป็นการฟ้องซ้อนในคดีครอบครองอาวุธที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว
- กิตติพงษ์ สมสุข ผู้ชุมนุม นปช.ที่พบศพในห้างเซนทรัลเวิลด์พบว่าเป็นการขาดอากาศหายใจจากเหตุไฟไหม้ ทั้งนี้จำเลยในคดีนี้ปรากฎว่าฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยในคดีเป็นผู้เผาห้างจึงลงโทษจำเลยในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินจากการเข้าร่วมชุมนุม 1 ราย และยกฟ้องอีก 3 ราย(เป็นเยาวชน 2 ราย)
- ธัญนันท์ แถบทอง ผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ถนนสีลมเมื่อ 22 เม.ย.2553 ( กรณีนี้ผู้เขียนสืบค้นข่าวไม่พบรายงานข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีนี้)
- กรณีผู้ตายที่ทาง DSI ชี้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐจึงได้ดำเนินการต่อตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายในกรณีเกิดจากเจ้าพนักงาน(ทหาร ตำรวจ ฯลฯ) อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ ที่จะต้องดำเนินการ “ไต่สวนการตาย” ในชั้นศาล กรณีนี้มีจำนวน 31 ศพ ทาง DSI ได้ดำเนินการต่อดังนี้
- งดการสอบสวน 25 ศพ
- สั่งไม่ฟ้อง ส่งอัยการทหาร จำนวน 6 ศพ คือ กรณีผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทาง DSI มีความเห็นสั่งฟ้องไปที่อัยการศาลทหาร แต่อัยการศาลทหารเห็นว่าคดีไม่ปรากฏว่ามีประจักษ์พยาน
แต่หากถามว่ามีเคสใดที่ผ่านการชันสูตรพลิกศพตามข้อ 1 แล้วยังมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ยังมีอีกหรือไม่นั้น ก็ยังมีอีกเช่น
- กรณีของเสน่ห์ นิลเหลือง ที่ถูกยิงที่ถนนพระราม 4 ในบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2553 ซึ่งเกิดขึ้นขณะทหารผลักดันแนวจากบริเวณสวนลุมพินีไปทางบ่อนไก่แล้วมีช่างภาพต่างประเทศที่สามารถถ่ายจากแนวหลังทหารเห็นทหารที่เล็งปืนไปทางผู้ชุมนุมและเห็นขณะเสน่ห์ล้มลงไป
- สมาพันธ์ ศรีเทพ และสุภชีพ จุลทัศน์ ที่ถูกยิงเสียชีวิตในเวลาใกล้เคียงกันที่ถนนราชปรารภช่วงเช้าวันที่ 15 พ.ค.2553 ขณะที่พวกเขาหมอบโดยหันหน้าไปทางแนวด่านทหารบนถนนเส้นนั้น โดยปรากฏทั้งภาพเหตุการณ์ พยานในที่เกิดเหตุและผลชันสูตรศพที่เมื่อประกอบกันแล้วสามารถสันนิษฐานว่ากระสุนมาจากทิศทางที่ทหารอยู่
การตายของ 3 คนในกรณีตัวอย่างเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และแวดล้อมใกล้เคียงกับ 31 คดีที่ DSI ทำสำนวนเป็นคดีไต่สวนการตายในศาลเพราะยังมีคนอื่นอีกเช่นกลุ่มที่เสียชีวิตในคืนวันที่ 14 พ.ค.บนถนนราชปรารภฝั่งใกล้ดินแดงที่ 1 ในนั้นคือ บุญทิ้ง ปานศิลา ที่เป็นอาสากู้ชีพที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีภาพคลิปวิดีโอปรากฏช่วงเวลาที่เขาถูกยิงว่าหันหน้าไปทางแนวทหารประกอบกับทิศทางของบาดแผลที่ชี้ไปในทางเดียวกัน เป็นต้น
แต่เราอาจบอกได้ว่าคดีเหล่านี้ไม่เคยมีความคืบหน้ามาตลอดหลายปี เมื่อดูจากเอกสารชี้แจงของ DSI เองที่ระบุว่าดำเนินการไปเพียงการชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรกก่อนที่อัยการจะสั่งงดการสอบสวนแล้วให้ไปสืบสวนมาใหม่
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ การจะกลับไปสืบสวนใหม่นั้นเป็นไปได้จริงแค่ไหน? เพราะสภาพที่เกิดเหตุหลายแห่งก็ไม่เหลือเค้าเดิมเช่น ย่านบ่อนไก่บนถนนพระราม 4 กลายเป็นห้างหรูที่เพิ่งเปิดไม่กี่ปีนี้ หรือพยานบุคคลยังสามารถติดตามตัวมาเป็นพยานได้หรือไม่ก็คงมีแต่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่จะตอบเรื่องนี้ได้ เพราะขนาดญาติผู้เสียชีวิตที่รอความยุติธรรมของคนในครอบครัวก็ยังทยอยเสียชีวิตตามกันไปแล้ว เช่น น้องสาวของฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพข่าวชาวอิตาลี ที่บินข้ามทวีปจากอิตาลีมาติดตามคดีพี่ชายด้วยตัวเองอยู่หลายปีก่อนเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อเมษายนปี 2557
อดีตผู้บริหารศาลแย้ง คดีอภิสิทธิ์-สุเทพ ข้อหาทำคนตายเป็นคดีในศาลอาญา
สำหรับคนที่ติดตามเรื่องนี้มาบ้างหรืออาจจะคุ้นๆ เพราะเพิ่งเป็นประเด็นร้อนเมื่อปลายปีที่แล้วจากกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ศาลยกฟ้องเขาและสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ของเขาทั้งในชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกา จากการที่พวกเขาเกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุม ในฐานะที่อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้นและเป็นสั่งตั้ง ศอฉ. ขึ้นมา ส่วนสุเทพที่เป็นรองนายกฯ นั่งเป็นหัวหน้า ศอฉ.ช่วงสลายการชุมนุมที่ถนนราชดำเนินวันที่ 10 เม.ย.ก่อนส่งต่อให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้นมารับช่วงต่อก่อนนำไปสู่การสลายชุมนุมรอบสองที่แยกราชประสงค์ช่วงวันที่ 13-19 พ.ค.
แต่ถ้าการยกฟ้องนั้นเกิดขึ้นจากการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์คงไม่มีใครโต้แย้ง เพราะในความเป็นจริงคือ เหตุที่ศาลยุติธรรมมีคำพิพากษายกฟ้องนั้นเกิดจากประเด็นอำนาจพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น
ในตอนที่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกมาเมื่อ 28 ส.ค.2557 ศาลอ้างว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองฯ) เพราะเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งจะต้องเป็นองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.เป็นผู้พิจารณาไต่สวนว่ามีมูลให้ส่งคดีต่อศาลหรือไม่
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นน่าสนใจอยู่ว่า ในตอนที่คดีของอภิสิทธิ์และสุเทพยังอยู่ในศาลชั้นต้น ฝ่ายบริหารศาลระดับอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา(ศาลชั้นต้น) กลับมีความเห็นแย้งประกบมากับคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีดังกล่าวและมีคำสั่งให้ศาลอาญามีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อ พร้อมกับให้ผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างสมร ไหมทอง และครอบครัวของพัน คำกอง ผู้เสียชีวิตที่ใต้สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภในคืนวันที่ 14 พ.ค.2553 ที่เป็นคดีแรกๆ ที่ศาลอาญามีคำสั่งในคดีไต่สวนการตายว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ทหารได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีต่อไป
ธงชัย เสนามนตรี ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ดำเนินการทำความเห็นแย้งนี้ไปตามอำนาจหน้าที่ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (1) ถึงผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีในศาลชั้นต้น
ธงชัยให้เหตุผลในคำโต้แย้งว่า ทั้งการตายของพัน คำกอง และการบาดเจ็บของสมร ไหมทอง เป็นคดีที่ตั้งเรื่องฟ้องมาเป็นความผิดทางอาญาในฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา อีกทั้งการตายของพัน คำกอง ยังผ่านขั้นตอนไต่สวนการตายมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 ที่กำหนดให้เมื่อศาลพิจารณาออกคำสั่งไต่สวนการตายมาแล้วจะต้องให้อัยการเจ้าของสำนวนส่งต่อใให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อซึ่งพนักงานสอบสวนในกณีนี้ก็คือ DSI เพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป
อีกทั้งยังเห็นว่า ศาลในคดีไต่สวนการตายของพัน คำกองยังชี้ว่าทหารใช้อาวุธสงครามยิง ดีเอสไอจึงมีความเห็นสั่งสมควรสั่งฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพ และอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องข้อหาฆาตกรรม เนื่องจากพัน คำกอง ถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตายตามผลไต่สวนฯ และอัยการเจ้าของสำนวนยังระบุในคำฟ้องว่า สุเทพมีคำสั่งอนุมัติใช้อาวุธและกระสุนจริงรวมถึงพลแม่นปืน ทำให้เห็นมีเจตนาเล็งเห็นผลว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่จะใช้อาวุธสงครามยิงประชาชนได้ การกระทำของอภิสิทธิ์และสุเทพจึงอยู่นอกเหนือหน้าที่ตามตำแหน่งราชการ
อัยการเจ้าของสำนวนในฐานะโจทก์จึงฟ้องและขอให้ศาลลงโทษทั้งสองคนข้อหาฆ่าคนตาย โดยไม่ได้ขอให้ลงโทษในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และฐานความผิดฐานฆ่าคนตายไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการเนื่องจากเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่พนักงานสอบสวนและอัยการต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว
“จากการไต่สวนชันสูตรพลิกศพแล้วฟ้งข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าเจ้าพนักงานเป็นผู้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงผู้ตายโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้กระทำความผิดจึงเป็นความผิดคนละฐานแตกต่างอย่างสิ้นเชิง หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไม่มีมูลก็ย่อมทำให้ความผิดฐานก่อหรือใช้ให้ฆ่าผู้อื่นยุติไปด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำหน้าที่เป็นศาลในเวลาเดียวกันไปด้วย ซึ่งหาใช่ความมุ่งหมายของมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ดังกล่าวไม่” ธงชัยระบุในความเห็นแย้งดังกล่าว
อดีตอธิบดีผู้พิพากษายังเห็นว่า หากเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเท่ากับเป็นการตัดสิทธิไม่ให้ผู้เสียหายฟ้องดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายกับอภิสิทธิ์และสุเทพไปด้วย
“เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด จำเลยทั้งสองก็ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการต่อสู้คดีกันจนถึงที่สุดเพื่อความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย มิใช่วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตัดสิทธิฟ้องของโจทก์และผู้เสียหายเช่นนี้”
แม้ในบริบทที่ธงชัยทำความเห็นแย้งออกมานี้ สำนวนคดีนี้อยู่ทั้งในศาลอาญาและอยู่ในการไต่สวนของ ป.ป.ช.โดยที่ยังไม่ได้มีคำสั่งใดออกมา แต่เมื่อ ป.ป.ช.ยังไม่ชี้มูลความผิดก็ไม่มีเหตุให้ต้องคาดการณ์ล่วงหน้าว่าศาลอาญาไม่มีอำนาจพิจารณาคดี และเขาเห็นว่าไม่ว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดหรือไม่ศาลอาญาก็มีอำนาจพิจารณาสำนวนคดีนี้อยู่ดี โดยเป็นไปได้ 2 กรณี
- ถ้า ป.ป.ช.มีความเห็นว่าคดีไม่มีมูลเรื่องก็ยุติไปเพียงส่วนของคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความผิดฐานฆ่าหรือใช้ให้ฆ่าผู้อื่นที่อยู่ในศาลอาญา
- หรือถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าคดีมีมูลความผิดก็ให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองฯ แล้วศาลฎีการับฟ้อง ศาลอาญาก็ยังมีอำนาจพิจารณาคดีอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อเป็นคดีเป็นการกระทำความผิดเดียวกันแต่ผิดกฎหมายหลายบทแล้วสมควรให้รวมการพิจารณาคดีอาญาและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเข้าด้วยกัน ศาลฎีกาฯ ก็มีอำนาจสั่งให้โอนสำนวนมารวมพิจารณาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่ 2 ศาลมีอำนาจขัดแย้งกัน
ไม่ว่าคำโต้แย้งนี่จะฟังดูมีเหตุมีผลทางกฎหมายรองรับพร้อมมีทางออกให้กับศาลว่าสุดท้ายแล้วต่อให้เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจริงก็ยังพิจารณารวมกันกับข้อหาก่อหรือใช้ให้ฆ่าผู้อื่นได้ แต่ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นว่าทั้งศาลชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกายืนยันว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิพากษาตัวเองแล้วก็โยนให้เป็นคดีที่ ป.ป.ช.ต้องเป็นคนไต่สวนตั้งเรื่องกลับมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองฯ ก่อนจะไปจบที่ ป.ป.ช.ออกผลมาว่าคดีไม่มีมูล
สุดท้ายคดีของฝั่งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังสลายชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปัจจุบันยังไร้ความคืบหน้าใดๆ
ศาลยุติธรรมไม่รับ ป.ป.ช.บอกไม่มีมูล แล้วศาลทหาร?
ส่วนหากจะถามว่าเมื่อเหตุการณ์สลายชุมนุมนี้นอกจากอภิสิทธิ์และสุเทพแล้ว ในเมื่อใช้ทหารในการปฏิบัติการแล้วได้มีการฟ้องไปที่ศาลทหารหรือไม่? คำตอบคือ “มี”
เท้าความกลับไปเมื่อกันยายนปี 2562 ในคดีของ พัน คำกอง อีกทั้ง สมร ไหมทองก็ยังเป็นผู้บาดเจ็บที่มาเป็นพยานด้วยทำให้ครอบครัวและทนายความยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเอง
แต่ปรากฏว่าศาลอาญาทั้งชั้นต้นและอุทธรณ์กลับชี้ว่าคดีนี้เป็นคดีในอำนาจศาลทหารเนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทหาร ซึ่งในข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีไต่สวนการตายเองก็มีการสืบถึงบรรดาประกาศคำสั่งต่างๆ ที่เห็นได้ว่า ศอฉ.ไม่ได้มีแต่ทหารแต่มีทั้งข้าราชการพลเรือน นักการเมืองอยู่เต็มไปหมดและทนายความก็ยกประเด็นนี้เพื่อยืนยันว่าคดีอยู่ในศาลยุติธรรม
ในเดือนเดียวกัน DSI เองก็นำคดีของผู้เสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามที่ศาลในคดีไต่สวนการตายชี้ชัดขนาดที่ว่าเป็นทหารบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดและทหารที่เคลื่อนกำลังมาจากถนนพระราม 1 เป็นคนยิงทั้ง 6 ศพเสียชีวิตเพราะมีทั้งภาพถ่ายจากตำรวจบนสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทำให้เห็นปฏิบัติการของทหารและยังมีตำรวจที่ถ่ายภาพและคลิปไว้มาเบิกความเป็นพยานในชั้นไต่สวนการตาย
แต่คดีนี้จบเร็วกว่าคดีพัน คำกองมาก เพราะเมื่อคดีจะต้องขึ้นศาลทหาร ตามกฎหมายพ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหารที่กำหนดให้อัยการศาลทหารเท่านั้นเป็นผู้ที่จะฟ้องคดีต่อศาลทหารได้ เมื่อ DSI ส่งสำนวนให้อัยการศาลทหารแล้ว ต่อมาอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยให้เหตุผลว่า
“คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีประจักษ์พยาน พยานพฤติเหตุแวดล้อม หรือพยานหลักฐานอื่นใด ที่ยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาทั้งแปดกระทำผิดดังกล่าว ดังนั้น ทางคดีจึงไม่มีพยานหลักฐานพอรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาทั้งแปดกระทำความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 จึงสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งแปด”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คสช. ดึงเบรค?
“หลังจากรัฐประหารปี 57 แล้วความคืบหน้าของคดีก็ถือว่าแทบจะหยุดไปเลย จากที่เราติดตามข้อมูลก็มีการสั่งไม่ฟ้อง ยุติเรื่อง คดีที่ส่งไปศาลทหารก็สั่งไม่ฟ้อง หลังจากการยึดอำนาจคดีที่เกี่ยวกับการสลายชุมนุมปี 53 ไม่ว่าจะเรื่องของการไต่สวนการตายในส่วนที่ยังไม่มีการไต่สวนก็ไม่มีการไต่สวนเลย”
เป็นคำตอบของ ทนายโชคชัยเมื่อถูกถามว่ามีการติดต่อจากทางเจ้าหน้าตำรวจ DSI หรืออัยการบ้างหรือไม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการดำเนินการฟ้องคดีเองก็ศาลก็ไม่รับฟ้อง
เป็นเรื่องที่ต้องเน้นย้ำว่า คดีไต่สวนการตายทั้ง 31 ศพที่ DSI ทำสำนวนส่งอัยการให้ยื่นคำร้องให้ศาลเริ่มไต่สวนการตายเพราะเห็นว่าเป็นการตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ทหารนั้น ล้วนเกิดขึ้นก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะทำรัฐประหาร 2557 ทั้งหมด
กระบวนการไต่สวนการตายค่อยๆ ทยอยเข้าสู่ขั้นตอนไต่สวนการตายมาตั้งแต่ปี 2555 เท่ากับว่าในช่วงเวลา 2 ปีมีคดีของผู้เสียชีวิตเข้าสู่ขั้นตอนแรกก่อนฟ้องหาคนทำผิดเฉลี่ยปีละ 15 ราย ถึงจะไม่นับได้ว่าเร็วแต่ก็เห็นความคืบหน้าได้เรื่อยๆ เพราะในช่วงเวลานั้นก็จะมีรายงานข่าวการสืบพยานในคดีไต่สวนการตายอยู่เนืองๆ โดยประชาไทเอง และข่าวสดในเครือมติชนที่ไปติดตามในศาลอย่างต่อเนื่อง
“ผมถูกเรียกเข้าไปในค่ายทหารแห่งหนึ่งในถนนราชดำเนิน คนที่เรียกผมเข้าไป อาจไม่ควรต้องถูกเปิดเผยชื่อ แต่เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่มาก และเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ และว่า ธาริต อย่าดำเนินคดีเรื่อง 99 ศพ ถ้าไม่ฟังกัน พวกอั้วปฏิวัติ ผมจะทำอย่างไร ในเมื่อศาลได้ชี้มาว่าการตาย มันเกิดจากทหารใช้อาวุธสงคราม มีการสั่งการต่างๆ ถ้าผมไม่ทำ ก็อยู่ไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำ เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้ตามลำพัง ทำเป็นคณะกรรมการสอบสวน มีตำรวจร่วม อัยการร่วม”
ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI แถลงข่าวไว้เพียง 2 วันก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษาจำคุกเขา 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 200 เพราะ DSI ไปฟ้องดำเนินคดีอาญากับอภิสิทธิ์และสุเทพต่อศาลอาญาในข้อหาก่อและใช้ให้ฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากที่ศาลยุติธรรมยกฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพทั้ง 3 ศาลและชี้ว่าคดีนี้ต้องเป็นคดีของ ป.ป.ช.ไต่สวนส่งฟ้องศาลฎีกาแผนคดีอาญานักการเมืองฯ
ธาริตกล่าวด้วยว่าเขาถูกขู่ว่าหลังการรัฐประหารจะถูกย้ายคนแรก และคำขู่นั้นต่อมาก็เกิดขึ้นจริงตัวเขาเองก็ถูกปลดหลัง คสช.ทำรัฐประหารเพียง 24 ชั่วโมงพร้อมกับ อรรถพล ใหญ่สว่างอดีตอัยการสูงสุดซึ่งรับผิดชอบคดีผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมเช่นกัน และเขาเชื่อว่านี่คือเหตุสำคัญของการปฏิวัติ
การเปิดเผยของอดีตอธิบดี DSI ที่มีตำแหน่งอยู่ในช่วงจังหวะที่คดีไต่สวนการตายของผู้ชุมนุมคืบหน้าไปได้เรื่อยๆ เป็นเหมือนการทิ้งระเบิดเอาไว้ก่อนตัวเองจะติดคุกเพราะคดีที่ตัวเองทำ แม้เรื่องนี้อาจจะถูกมองได้หลายมุมว่าเปิดเผยความจริงเพื่อทิ้งทวนก่อนต้องติดคุกเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ หรือจะมองว่าเป็นการเอาตัวรอดทางการเมืองก็ได้ เพราะเรื่องในค่ายทหารนั้นก็มีเพียงตัวเขาเองกับนายทหารที่เขาได้คุยเท่านั้นที่จะยืนยันได้ว่ามีการข่มขู่จริง
แต่เรื่องนี้คงฟังดูไม่มีน้ำหนักนัก ถ้าชื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารไม่ได้ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยนั่งในกรรมการ ศอฉ.เมื่อปี 2553 ในฐานะรอง ผบ.ทบ. และนายทหารหลายคนที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการช่วงเม.ย.-พ.ค. 2553 ต่างเติบโตในหน้าที่การงานมาเรื่อยๆ อย่าง พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) ที่เกษียณในตำแหน่ง ผบ.ทบ. เป็นต้น
ยังเหลือความหวังหรือไม่?
ผ่านมา 16 ปี คำถามนี้คงเป็นคำถามที่ยากจะถามกับญาติผู้เสียชีวิต เพราะเป็นคำถามเดิมซ้ำๆ ที่พวกเขาคงต้องตอบกันทุกปี(ส่วนคนถามก็คงกระดากปากที่จะถาม) เมื่อถึงงานรำลึกที่เหมือนการนับถอยหลังไปสู่วันที่คดีจะหมดอายุความ โดยที่แต่ละปีไม่เคยมีคำตอบชัดเจนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหรือรัฐบาลว่าจะจัดการอย่างไรกับคดีเหล่านี้ให้พอเห็นความหวัง
แต่ช่วงที่ผ่านมาก็มีการเสนอทางออกอยู่บ้างเช่นไปแก้กฎหมายอย่าง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ประชาชนฟ้องคดีนักการเมืองเองได้ หรือความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหารฟ้องทหารที่กระทำความผิดทางอาญาต่อศาลยุติธรรมที่เคยมีการเสนอในสภาจะนับเป็นทางออกหรือไม่?
โชคชัยเห็นว่าสุดท้ายแล้วแม้จะเคยมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้แต่สุดท้ายก็เงียบไป รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ไม่ได้มีนโยบายหรือมีการแสดงให้เห็นว่าจะมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ แล้วรัฐบาลชุดนี้ที่อาจจะมีอายุถึง 4 ปีก็ใกล้เคียงกับเวลาที่เหลืออยู่ก่อนคดีจะหมดอายุความ อีกทั้งถ้าดูจากที่ธาริตเคยกล่าวว่าการรัฐประหารเมื่อปี 57 ก็เกิดขึ้นมาเพราะส่วนหนึ่งมีความพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดจากการสลายชุมนุม
ทนายความมองว่าเป็นเรื่องยากมากและไม่ได้มีความหวังเลยที่จะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ซึ่งก็มีแต่ว่าครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือขบวนการเคลื่อนไหวอย่าง คปช. 53 ของธิดา จะผลักดันรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสภาผู้แทนราษฎรให้มาติดตามแต่ก็ขึ้นกับว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญแค่ไหน
“การออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายก็ต้องใช้เสียงในสภา แล้วถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มีการสั่งการก็พอจะมีหวัง แต่ถ้าไม่ได้ให้ความสำคัญเลยก็คงยาก เพราะผมดูแนวโน้มตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาปัจจุบันก็ 16 ปีแล้วกลายเป็นว่ามีบางช่วงเท่านั้นที่คดีการตายนี้มีการดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น” โชคชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขกฎหมายสำหรับแกนนำ คปช.53 อย่างธิดากลับมองว่าควรทำให้คดีของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างทหาร รวมถึงนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์ต้องกลับมาขึ้นศาลยุติธรรมมากกว่าเหมือนกับประชาชนทั่วไปที่กระทำความผิดอาญา
นอกจากนั้น ธิดาเห็นว่าการไปเปิดช่องให้ประชาชนฟ้อง ป.ป.ช.เองได้ ก็เป็นการใช้กลไกขององค์กรอิสระที่มักถูกฝ่ายอนุรักษนิยมเอามาใช้จัดการกับนักการเมือง อีกทั้งในคดีที่มีคนเสียชีวิตแต่โทษในคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการก็มีโทษจำคุกเพียง 5 ปีเท่านั้นซึ่งเป็นโทษที่ต่ำกว่าโทษทางอาญา
ธิดาเสนอว่ามีสิ่งที่ฝ่ายการเมืองจะต้องทำ 3 เรื่อง คือ
- แก้ไขกฎหมายทำให้คดีสลายชุมนุมไม่มีอายุความ
- แก้ไขกฎหมายให้ทหารและนักการเมืองที่ทำความผิดอาญาต่อประชาชนขึ้นศาลยุติธรรม
- ยอมรับกลไกศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เฉพาะกรณี
“เกิดในอนาคตมีพรรคการเมืองไปสมคบกับทหารมาปราบปรามประชาชนอีกในอนาคต เขาจะได้กลัวแม้ว่าจะมีองค์กรอิสระอยู่ในมือก็ช่วยไม่ได้ เราก็พยายามผลักดันให้แก้กฎหมายนี้ แม้ว่าจะไม่สำเร็จในเรื่องปี 53 ก็ขอให้มีประโยชน์ในอนาคต” ธิดากล่าว
เอกสารของ DSI ที่ใช้ชี้แจงต่อ กมธ.การเมืองฯ
จากรายชื่อที่ปรากฏในเอกสารพบว่าไม่ปรากฏชื่อของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่นอกกรุงเทพและผู้เสียชีวิตจากผลกระทบของแก๊สน้ำตาได้แก่
ขอนแก่น 1 ราย คือ ทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว
อุดรธานี 2 ราย คือ อภิชาติ ระชีวะ และ เพิน วงศ์มา
ผลจากแก๊สน้ำตา คือ อนันท์ ชินสงคราม
ลำดับ | รายชื่อผู้เสียชีวิต | ผลชันสูตร | ผลคดี |
1 | ชาติชาย ชาเหลา | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 โดยวิถีการตายมาจากฝั่งหรือแนวทหาร | งดการสอบสวน ส่งอัยการแล้ว อัยการให้งดการสอบสวน และให้สืบสวนในอายุความ |
2 | ฟาบิโอ โปเลงกี | ||
3 | จรูญ ฉายแม้น | ||
4 | สยาม วัฒนนุกูล | ||
5 | ถวิล คำมูล | ||
6 | นรินทร์ ศรีชมพู | ||
7 | เกรียงไกร คำน้อย | ||
8 | พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ | ||
9 | ชาญณรงค์ พลศรีลา | ||
10 | ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ | ||
11 | พัน คำกอง | ||
12 | รพ สุขสถิตย์ | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 โดยวิถีการตายมาจากฝั่งหรือแนวทหาร | สั่งไม่ฟ้องส่งอัยการทหาร อัยการทหารมีคำสั่งไม่ฟ้อง |
13 | อัฐชัย ชุมจันทร์ | ||
14 | กมนเกด อัคฮาด | ||
15 | มงคล เข็มทอง | ||
16 | สุวัน ศรีรักษา | ||
17 | อัตรเดช ขันแก้ว | ||
18 | บุญมี เริ่มสุข | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 โดยวิถีการตายมาจากฝั่งหรือแนวทหาร | งดการสอบสวน ส่งอัยการแล้ว อัยการให้งดการสอบสวน และให้สืบสวนในอายุความ |
19 | มานะ อาจราญ | ||
20 | จ.อ.พงศ์ชลิต พิทยานนท์กาญจน์ | ||
21 | ประจวบ ศิลาพันธ์ | ||
22 | สมศักดิ์ ศิลารักษ์ | ||
23 | ปิยะพงษ์ กิตติวงศ์ | ||
24 | สมชาย พระสุพรรณ | ||
25 | มานะ แสนประเสริฐศรี | ||
26 | พรสวรรค์ นาคะไชย | ||
27 | ประจวบ ประจวบสุข | ||
28 | เกียรติคุณ ฉัตร์วีระ | ||
29 | ฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง | ||
30 | ทศชัย เมฆงามฟ้า | ||
31 | ผู้ตายไม่ทราบชื่อ | ||
32 | ฮิโรยูกิ มุราโมโต้ (Hiroyuki Muramoto) | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรก | งดการสอบสวน ส่งอัยการแล้ว อัยการให้งดการสอบสวน และให้สืบสวนในอายุความ |
33 | วสันต์ ภู่ทอง | ||
34 | มนต์ชัย แซ่จอง | ||
35 | ยุทธนา ทองเจริญพูลพร | ||
36 | คนึง ฉัตรเท | ||
37 | นภพล เผ่าพนัส | ||
38 | สมศักดิ์ แก้วสาร | ||
39 | พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล | ||
40 | อินแปลง เทศวงศ์ | ||
41 | เสน่ห์ นิลเหลือง | ||
42 | ชัยยันต์ วรรณจักร | ||
43 | บุญทิ้ง ปานศิลา | ||
44 | มนูญ ท่าลาด | ||
45 | กิตติพันธ์ ขันทอง | ||
46 | สรไกร ศรีเมืองนุ่น | ||
47 | ทิพเนตร เจียมพล | ||
48 | สุภชีพ จุลทัศน์ | ||
49 | วารินทร์ วงศ์สนิท | ||
50 | สันธะนา สรรพศรี | ||
51 | ธันวา วงศ์ศิริ | ||
52 | อำพล ชื่นศรี | ||
53 | สมาพันธ์ ศรีเทพ | ||
54 | อุทัย อรอินทร์ | ||
55 | เกรียงไกร เลื่อนไธสง | ||
56 | วงศกร แปลงศรี | ||
57 | เฉลียว ดีรื่นรัมย์ | ||
58 | สุพจน์ ยะทิมา | ||
59 | ธนากร ปิยะผลดิเรก | ||
60 | สมพาน หลวงชม | ||
61 | มูฮัมหมัด อารี (ออง ละวิน) | ||
62 | ธนโชต์ ชุ่มเย็น | ||
63 | ส.อ.อนุสิทธิ์ จันทร์แสนตอ | ||
64 | ปรัชญา แซ่โคว้ | ||
65 | วาสินี เทพปาน | ||
66 | เยื้อน โพธิ์ทองคำ | ||
67 | สมัย ทัดแก้ว | ||
68 | เหิน อ่อนสา | ||
69 | สุพรรณ์ ทุมทอง | ||
70 | วุฒิชัย วราห์คำ | ||
71 | ประจวบ เจริญทิม | ||
72 | สวาท วางาม | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรก | สั่งไม่ฟ้องส่งอัยการ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง |
73 | ธวัฒนะชัย กลัดสุข | ||
74 | อำพน ตติยรัตน์ | ||
75 | ไพรศล ทิพย์ลม | ||
76 | สมิง แตงเพชร | ||
77 | บุญธรรม ทองผุย | ||
78 | เทอดศักด์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ | ||
79 | อนันต์ สิริกุลวาณิชย์ | ||
80 | บุญจันทร์ ไหมประเสริฐ | ||
81 | ส.ต.ท.กาณต์นุพัฒน์ เลิศจันทร์เพ็ญ | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรก | สั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย |
82 | ส.อ.อนุพนธ์ หอมมาลี | ||
83 | ธัญนันท์ แถบทอง | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรก | ยกฟ้อง |
84 | จ.ส.ต.วิทยา พรมสำลี | ||
85 | พลทหาร ภูริวัฒน์ ประพันธ์ | ||
86 | พลทหาร อนุพงษ์ เมืองราพัน | ||
87 | พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม | ||
88 | พลทหารสิงหา อ่อนทรง | ||
89 | กิตติพงษ์ สมสุข(เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ห้างเซนทรัลเวิลด์) | มีการชันสูตรศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรคแรก | ศาลชั้นต้น : ลงโทษจำเลยที่ 1 ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุก 9 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ : ยืนยันตามศาลชั้นต้น ศาลเยาวชน : ยกฟ้องจำเลยที่ 3-4 |
ที่มา : รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษใช้ชี้แจงคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ข้อมูล ณ วันที่ 1 ต.ค.2567
