Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลฎีพิพากษายืนยกฟ้อง 3 แนวร่วม นปช. ถูกกล่าวหาขว้างระเบิดใส่ทหาร-พันเอกร่มเกล้า หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา จนทำให้เสียชีวิตรวม 5 ราย เนื่องจากจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นการฟ้องซ้ำซ้อนกับคดีอาญาอื่น และข้อหาสนับสนุนฯ ของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานไม่สามารถรับฟังให้เชื่อได้ว่ากระทำผิดตามคำฟ้อง

 

เมื่อวานนี้ (19 มี.ค.) เว็บไซต์สำนักข่าวหลายแห่ง อาทิ ไทยรัฐ และ ASTV Online รายงานว่า ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีร่วมกันปาระเบิดสังหาร พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) กับลูกน้อง หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ระหว่างการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวม 5 ราย 

โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง สุขเสก พลตื้อ, กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีสถานีประชาชน ช่องเอเชียอัพเดต และสุรชัย หรือ หรั่ง เทวรัตน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีและใช้เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองกระทำให้ระเบิดเป็นเหตุบุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 พ.ย. 2552-20 พ.ค. 2553 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ร่วมกันชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อขับไล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ให้ลาออกจากตำแหน่ง จนวันที่ 7 เม.ย. 2553 อภิสิทธิ์ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร และออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่แยกคอกวัวมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. 2553 จำเลยที่ 1 และ 3 กับพวก ถูกกล่าวหา ร่วมกันมีลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบ M.67 คนละ 3 ลูก ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและจัดหาระเบิดให้ โดยพวกจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นด้วยการขว้างระเบิดสังหาร 2 ลูก ใส่เจ้าหน้าที่ทหารขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รอ. (ขณะนั้น) กับนายทหาร รวม 5 นายเสียชีวิต และมีนายทหารอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยพวกจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ยืนยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 3 เหตุฟ้องซ้อนคดีอื่น 

ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนกับคดีอาญา อ.2542/2553 ของศาลอาญาหรือไม่ คดี อ.2542/2553 เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 และ 3 ร่วมกับแกนนำ นปช.ถูกฟ้องในความผิดฐานก่อการร้าย ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 และ 3 ได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 คดี เป็นการกระทำครั้งเดียวกันคือการขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า และทหารอีก 3 นายถึงแก่ความตาย และมีทหารได้รับบาดเจ็บ 

การกระทำในครั้งเดียวกันดังกล่าวเป็นความผิดต่อชีวิตเกี่ยวกับการก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษคดีนี้เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน การกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 และ 3 ได้ทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ไม่ใช่ความผิดต่างกรรมต่างวาระตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แต่อย่างใด เมื่อการกระทำความผิดทั้ง 2 คดีเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ ส่วนของจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นการฟ้องในคดีเดียวกันของคดีหมายเลข อ.2542/2553 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล เป็นการฟ้องซ้อนที่ศาลอุทธรณ์ ดังนั้น จึงวินิจฉัยว่าฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นฟ้องซ้อนและพิพากษายืนยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่ากระทำผิดจริง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 และ 3 กระทำ

ความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ให้การช่วยเหลือด้านการเงินอย่างไร ที่ไหน เมื่อใด แก่บุคคลใด เป็นคำฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ

คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานโจทก์ในส่วนนี้ และข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานยังรับฟังไม่ได้ว่า ระเบิดที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขว้างในสถานที่เกิดเหตุ เป็นลูกระเบิดที่อ้างว่าใส่กระเป๋าของจำเลยที่ 3 นำออกมาจากบ้านจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาให้และเป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิด และจากคำเบิกความของพนักงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษที่เข้าตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายชื่อการ์ดของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 และสามีเป็นผู้มีความคิดเห็นทางการเมืองเดียวกับกลุ่ม นปช.ในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สนับสนุนให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารที่คนร้ายใช้กระทำความผิดเป็นคดีนี้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ยกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต สุขเสก พลตื้อ จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ที่ยิงเครื่องยิงระเบิด M79 ใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพล และอาวุธสงครามร้ายแรงในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้น ส่วนยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ศาลฎีกาสั่งจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง