- เมื่อ 19-20 ก.ค. 69 กมธ.การกฎหมายฯ ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนหลังครบ 1 ปี ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ผู้ประกอบการร่วมสะท้อนตลาดสินค้านำเข้า-ส่งออก และธุรกิจท่องเที่ยวทรุดหนัก เสียหายหลายหมื่นล้าน ไร้มาตรการเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาล เวียดนาม-จีนเตรียมรุกคืบ แย่งตลาดสินค้ากัมพูชา
- แม้ว่าทางผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกสินค้า จะใช้วิธีวิ่งอ้อมผ่านช่องเม็ก ประเทศลาว เข้ากัมพูชา แต่ก็เผชิญปัญหาต้นทุนและค่าน้ำมันที่สูงขึ้น อีกทั้ง กัมพูชามีการรณรงค์แอนตี้ไม่ให้ใช้สินค้าจากไทย
- ผลจากมาตรการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ขาดแคลนแรงงานหนัก เสนอต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานข้ามชาติที่จะหมดอายุในปีนี้ หวังบรรเทาปัญหาไม่ให้หนักกว่านี้
- รังสิมันต์ โรม มองต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การพักชำระหนี้ การงดเว้นภาษี ไปจนถึงมาตรการฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เชื่อหากยังละเลย อีก 1-2 ปีผู้ประกอบการจะล้มหายตายจากไปหมด
เมื่อ 19-20 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 โดยมี รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว เพื่อศึกษาดูงานเรื่อง “การพิจารณาศึกษาปัญหาทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และผลกระทบ ต่อสิทธิประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา” ในระหว่างการลงพื้นที่มีการประชุมรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการสระแก้ว ที่เข้ามาให้ข้อมูลผลกระทบด้านเศรษฐกิจ นับตั้งแต่มีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เมื่อกลางปี 2568 จนถึงปัจจุบัน
จารุวรรณ เหมยากร นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ ตัวแทนกรมศุลกากร ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดน จ.สระแก้ว มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท โดยในปี 2568 ที่มีการปิดด่านการค้าตั้งแต่เดือน ก.ค. มีมูลค่าการค้าชายแดนสะสมทั้งปีอยู่ที่ 90,100 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ประเทศไทยได้ดุลการค้าชายแดนมาโดยตลอด ในปี 2568 มีตัวเลขนำเข้าสินค้าจากประเทศกัมพูชา 23,500 ล้านบาท และตัวเลขการส่งออกสินค้า 60,000 กว่าล้านบาท อุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยคือรถยนต์และสินค้าอุปโภค บริโภค ในขณะที่ตัวเลขสถิติการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2569 นั้น ตัวแทนกรมศุลกากรระบุว่าคงเหลือ 0 บาท
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมศุลกากร และสรรพสามิตกัมพูชา ระบุด้วยว่า สินค้าประเทศจีนยังคงครองตลาดการนำเข้าสินค้ากัมพูชาสัดส่วนสูงถึง 40-48% ของสินค้านำเข้าทั้งหมด อันดับ 2 และ 3 คือ เวียดนาม และไทย ตามลำดับ
เวียดนาม เน้นการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป วัสดุก่อสร้าง และวัตถุดิบสิ่งทอ ในขณะที่ไทยนั้นเด่นเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป และยานยนต์ โดยผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคชาวไทย กำลังถูกกีดกันการนำเข้าสินค้าไปยังกัมพูชา และคาดการณ์ว่าสัดส่วนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ จะตกไปอยู่ในมือของประเทศเวียดนามและจีน แม้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยจะได้รับความนิยม และมีคุณภาพสมเหตุสมผลกับราคา เมื่อเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่น
ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค ไปยังประเทศกัมพูชา ได้เข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการในที่ประชุมว่า ณ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องส่งออกสินค้าผ่านทางด่านพรมแดนช่องเม็ก ประเทศลาว จากนั้นนำสินค้าไปเข้าที่ด่านสตึงแตรง ประเทศกัมพูชา ทำให้การส่งออกสินค้าแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 100,000-150,000 บาท อีกทั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้ง ทำให้ธุรกิจของพวกเขายอดขายลดลงเหลือเพียง 20-30%
มากไปกว่านั้นช่วงกลางเดือ มิ.ย.ที่ผ่านมา ฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เคลื่อนไหวเน้นย้ำถึงเรื่องการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าทางบกจากประเทศไทย รวมถึงช่องทางผ่านประเทศลาว ทำให้ตอนนี้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยไปยังกัมพูชา มีรายได้เท่ากับ 0 บาท และต้องเผชิญกับปัญหาไม่สามารถชำระเงินต้นสินเชื่อ และดอกเบี้ยให้กับทางธนาคารได้
“วันนี้ผู้ประกอบการชายแดนไม่รู้จะไปทางไหน ให้เราไปเปิดตลาดใหม่หาลูกค้าใหม่ มันก็ไม่ใช่พื้นที่เรา และพื้นที่ตรงนั้นก็มีผู้ค้าที่เขาเป็นเจ้าของตลาดอยู่แล้ว” ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทางด้านรุ่งนภา ไท้เชียง เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมที่พักและการท่องเที่ยว ก็ได้รับความเสียหายแทบไม่มีรายได้เข้ามาในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักชายแดนฝั่งตะวันออก คนจากภายนอกแวะเวียนเข้ามาที่ จ.สระแก้ว เพื่อทำการจับจ่ายใช้สอย แต่วันนี้แทบไม่มีคนจากภายนอกเดินทางเข้ามา ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหายไปแทบทั้งหมด แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงเท่าเดิม
รุ่งนภา กล่าวว่า หากภาครัฐไม่มีนโยบายเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน อย่างน้อยก็ควรมีมาตรการยกเว้นรายจ่าย เช่น เรื่องการส่งเงินประกันสังคมสมทบของฝั่งนายจ้าง, ค่าเช่าที่ดินที่ส่วนใหญ่เป็นที่ของการรถไฟ ยังคงเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราที่สูง นอกจากนี้ จ.สระแก้ว ยังถูกหั่นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการยกเลิกการจัดงานกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะความกังวลเรื่องสถานการณ์การสู้รบ ที่สามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ
"แล้วเศรษฐกิจในสระแก้วจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร" รุ่งนภา กล่าว และระบุว่า “เมื่อชายแดนก็ปิด เศรษฐกิจในประเทศก็ไปต่อไม่ได้ และรัฐบาลไม่เคยสนใจปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการชายแดนเลย"
ฝั่งสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สส.สระแก้ว มองว่า ณ ขณะนี้เศรษฐกิจในจังหวัดไม่เพียงแค่ตกต่ำลงเท่านั้น แต่แทบจะเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากการค้าขายกับประเทศกัมพูชา และมีกำลังแรงงานในภาคการเกษตรกรรมที่ไม่มีคนไทยทำงาน มาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ
สุรศักดิ์ มองว่า ตราบใดที่ผู้นำไทย-กัมพูชา ยังไม่เจรจาเพื่อเปิดทางให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชายแดนกลับมาได้ การเปิดด่านชายแดนน่าจะยังเป็นเรื่องยาก
โดยในประเด็นแรงงาน ณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ให้ข้อมูลว่าก่อนเกิดเหตุความขัดแย้งในปี 2567 มีจำนวนแรงงานกัมพูชารูปแบบไปกลับตามฤดูกาลอยู่ทั้งสิ้น 44,771 คนในประเทศไทย และแรงงานกัมพูชาในระบบ MOU ทั้งสิ้น 564,357 คน ที่กำลังจะครบกำหนดการอนุญาตทำงานภายในปี 2569 เขาให้ข้อเสนอแก่ กมธ.ว่าควรพิจารณาต่ออายุการทำงานแรงงานกัมพูชา ที่อยู่ภายในประเทศอยู่แล้ว เพื่อเป็นการช่วยพยุงสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการ ที่ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเหล่านี้อยู่
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ด้านรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ให้ความเห็นว่า ปัญหาของผู้ประกอบการชายแดนตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดหรือปิดด่านการค้าเท่านั้น แต่วันนี้ปัญหาดังกล่าวได้ขยายไปถึงการกีดกันทางการค้า และความเกลียดชังทางเชื้อชาติ สิ่งที่ทางภาครัฐและภาคการเมืองจำเป็นต้องพิจารณาช่วยเหลือภาคธุรกิจชายแดน ครอบคลุมถึงเรื่องการพักชำระหนี้ การยกเว้นภาษีต่างๆ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับคนชายแดน เพราะถ้าหากในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ ยังไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมจากภาครัฐออกมา มีแนวโน้มว่ากลุ่มธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนจะค่อยๆ หายไปทั้งหมด และสิ่งที่จะตามมาคือ ความซบเซาระยะยาวของพื้นที่ชายแดน ที่ภาคธุรกิจต่างถอนตัวออกจากพื้นที่ไป
