ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) ชี้แจงต่อกระแสวิจารณ์สิทธิประโยชน์ 'ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ' ในระบบบัตรทอง ย้ำไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือการแย่งงบผู้ป่วยกลุ่มอื่น แต่เป็นการขยายความเป็นธรรมทางสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนนอกระบบ และช่วยพาคนข้ามเพศเข้าสู่การดูแลที่ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) โพสต์เฟซบุ๊ค Hua Boonyapisomparn ระบุว่า ฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่เป็นธรรม
กรณีที่มีการตั้งคำถามต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เรื่องการบรรจุ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประเด็นที่สังคมควรพูดคุยกันอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจเรื่องสุขภาพ สิทธิ ความเป็นธรรม และข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขไปพร้อมกัน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- เตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ 'ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ' ภายในเดือน มิ.ย. 69 นี้
ก่อนอื่น เราอยากชวนทำความเข้าใจร่วมกันว่า “สุขภาวะ” ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรคหรือความพิการเท่านั้น แต่หมายถึงภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ใน 4 มิติ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล
หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้มองสุขภาพเพียงการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันปัจจัยคุกคาม การฟื้นฟูสุขภาพ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสมและมีศักดิ์ศรี
หากใช้นิยามนี้มาอธิบายสุขภาพของคนข้ามเพศ จะเห็นได้ว่า สุขภาพของคนข้ามเพศไม่ได้แตกต่างจากสุขภาพของประชาชนกลุ่มอื่นในแง่ความเป็นมนุษย์ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศใด ทุกคนล้วนต้องการมีสุขภาพดี มีชีวิตที่ปลอดภัย มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อกูล และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
สิ่งที่แตกต่างคือ คนแต่ละกลุ่มมีความจำเป็นทางสุขภาพไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยมะเร็งต้องการยามะเร็ง ผู้ป่วยไตต้องการระบบฟอกไต ผู้สูงอายุต้องการการดูแลระยะยาว ผู้หญิงตั้งครรภ์ต้องการบริการอนามัยแม่และเด็ก และคนข้ามเพศจำนวนหนึ่งต้องการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัย อยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ และไม่ถูกผลักให้ออกไปดูแลตัวเองตามลำพัง
ดังนั้น การเพิ่มฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่สิทธิหลักประกันสุขภาพ ไม่ได้หมายความว่ารัฐให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น และไม่ได้หมายความว่างบประมาณของผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยไต หรือผู้ป่วยเรื้อรังอื่น ๆ ถูกลดทอนลง แต่เป็นการขยายความเป็นธรรมของระบบสุขภาพให้ครอบคลุมประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน
คำถามว่า “สปสช.มีเงินพอไหม” เป็นคำถามที่สำคัญ และควรถูกถามต่อระบบสุขภาพโดยรวม แต่คำถามนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้สุขภาพของคนข้ามเพศดูเหมือนเป็นภาระส่วนเกินของประเทศ เพราะหากเรายอมรับว่าสุขภาพเป็นสิทธิของทุกคน เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า คนข้ามเพศเป็นประชาชน เป็นผู้เสียภาษี เป็นแรงงาน เป็นนักเรียน นักศึกษา เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นคนทำงานในสังคม และมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นเช่นเดียวกับคนอื่น
ในมุมมองด้านสาธารณสุขร่วมสมัย สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดโดยบริการทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดย “ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ” หรือ Social Determinants of Health ด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การศึกษา รายได้ อาชีพ ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย การยอมรับทางสังคม การเข้าถึงข้อมูล และการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโอกาสที่คนคนหนึ่งจะมีสุขภาพดีหรือเจ็บป่วย
สำหรับคนข้ามเพศ ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพเหล่านี้ทำงานอย่างชัดเจน หลายคนไม่ได้เจ็บป่วยเพราะเป็นคนข้ามเพศ แต่เจ็บป่วยจากการถูกตีตรา ถูกปฏิเสธจากครอบครัว ถูกกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ถูกเลือกปฏิบัติในการทำงาน ถูกคุกคามในพื้นที่สาธารณะ และถูกทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่คือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนข้ามเพศมีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงขึ้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Health Disparity หรือความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ กล่าวคือ ประชาชนแต่ละกลุ่มไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน และไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้มองไม่เห็น หรือถูกผลักออกจากระบบ ย่อมมีโอกาสเจ็บป่วยมากกว่า เข้าถึงบริการช้ากว่า และได้รับผลกระทบจากระบบที่ไม่เข้าใจมากกว่า
เพราะฉะนั้น การจัดบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพจึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่คนข้ามเพศ แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่เกิดจากโครงสร้างสังคมและระบบบริการที่ไม่เคยออกแบบมาเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง
องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ หรือ gender-affirming health care อาจรวมถึงการสนับสนุนทางสังคม จิตใจ พฤติกรรม และการแพทย์ เพื่อสนับสนุนและยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงการให้คำปรึกษา การใช้ฮอร์โมน และการผ่าตัดบางประเภท โดยหลักสำคัญคือการให้บริการแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เคารพสิทธิ ไม่ตัดสิน และใช้ชื่อหรือสรรพนามที่บุคคลนั้นเลือกใช้
ในทางการแพทย์สากล สุขภาพของคนข้ามเพศไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิต องค์การอนามัยโลกได้ปรับการจัดประเภทใน ICD-11 โดยย้าย “gender incongruence” ออกจากหมวดความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม ไปอยู่ในหมวดภาวะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ เพื่อสะท้อนหลักฐานทางวิชาการร่วมสมัยว่า อัตลักษณ์ของคนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ใช่โรคทางจิต แต่การคงหมวดนี้ไว้ในระบบจำแนกโรคมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คนข้ามเพศเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพและการคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
ในบริบทไทย งานวิจัยเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในระบบสุขภาพพบว่า คนข้ามเพศจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคเมื่อเข้ารับบริการสุขภาพ ทั้งการไม่เคารพอัตลักษณ์ การใช้สรรพนามผิด หรือการปฏิเสธบริการ โดยงานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนข้ามเพศมากกว่าครึ่งเคยมีประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติจากผู้ให้บริการสุขภาพ และผู้หญิงข้ามเพศมีแนวโน้มมากกว่าผู้ชายข้ามเพศในการซื้อฮอร์โมนหรือใช้บริการสุขภาพจากช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น ร้านขายยา อินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายนอกระบบบริการสุขภาพ
ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะการที่คนข้ามเพศซื้อฮอร์โมนเองไม่ได้เกิดจากความไม่รับผิดชอบต่อสุขภาพ แต่เกิดจากระบบสุขภาพที่ยังไม่เป็นมิตร ไม่เข้าถึงง่าย หรือไม่สร้างความไว้วางใจมากพอ เมื่อไม่มีช่องทางที่ปลอดภัย ผู้คนจึงต้องพึ่งพาข้อมูลจากเพื่อน ร้านขายยา หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ยาผิดขนาด ขาดการตรวจติดตามผลข้างเคียง และเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว
ในแง่นี้ การบรรจุฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในสิทธิหลักประกันสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการ “แจกฮอร์โมน” แต่เป็นการพาคนข้ามเพศกลับเข้าสู่ระบบสุขภาพที่ปลอดภัย มีการตรวจเลือด มีการติดตามการทำงานของตับ ไต ระบบเผาผลาญ ระดับฮอร์โมน สุขภาพจิต และความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในบริการเช่นนี้จึงเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่การเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
หากรัฐปล่อยให้คนข้ามเพศใช้ฮอร์โมนเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจกลายเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขมากกว่าเดิม แต่หากรัฐจัดบริการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง ย่อมช่วยลดความเสี่ยง ลดภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และทำให้คนข้ามเพศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ ประเทศไทยยังขาดระบบการเก็บข้อมูลและการประมาณการจำนวนคนข้ามเพศอย่างเป็นระบบ แม้ว่าจะมีข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ประมาณจำนวนหญิงข้ามเพศไว้ที่ประมาณ 313,747 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถูกตั้งคำถามว่าอาจต่ำกว่าความเป็นจริง และยังไม่สามารถสะท้อนความหลากหลายของประชากรคนข้ามเพศทั้งหมดได้
ข้อมูลทางการอีกส่วนหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้เกี่ยวข้องกับจำนวนบุคคลที่มีเพศกำเนิดชายที่เข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหาร แต่ข้อมูลประเภทนี้ก็ไม่สามารถเป็นภาพแทนจำนวนหญิงข้ามเพศทั้งหมดในประเทศไทยได้ เพราะไม่ได้ครอบคลุมคนที่ไม่เข้าสู่ระบบเกณฑ์ทหาร คนที่ไม่เปิดเผยอัตลักษณ์ คนที่อยู่นอกระบบข้อมูลรัฐ รวมถึงไม่ได้สะท้อนผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี และคนข้ามเพศกลุ่มอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน การศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า กลุ่มประชากร LGBTQ+ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 2.37 ของประชากรทั้งหมดจากการสำรวจเชิงประชากรศาสตร์ หากเทียบกับจำนวนประชากรประเทศไทยที่มีประมาณ 70–72 ล้านคน จะสะท้อนให้เห็นว่าประชากรหลากหลายทางเพศอาจมีจำนวนหลายล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประมาณจากพื้นที่ศึกษา และยังไม่มีการขยายผลในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ
ช่องว่างด้านข้อมูลนี้ส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายและการจัดสรรทรัพยากร เนื่องจากรัฐยังไม่สามารถระบุขนาดและความต้องการของประชากรคนข้ามเพศได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองไม่เห็นในระบบข้อมูล เช่น ผู้ชายข้ามเพศและนอนไบนารี การขาดข้อมูลเชิงโครงสร้างทำให้การออกแบบบริการสุขภาพและนโยบายสาธารณะยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพในระยะยาว
ดังนั้น หากเราจะถกเถียงเรื่องงบประมาณอย่างจริงจัง เราต้องไม่ถกเถียงบนฐานของความรู้สึกว่า “คนกลุ่มนี้มีน้อย” หรือ “เรื่องนี้ไม่จำเป็น” แต่ต้องถกเถียงบนฐานของข้อมูล หลักฐาน และความเป็นธรรมทางสุขภาพ การไม่มีข้อมูลที่ดี ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการละเลยคนข้ามเพศ แต่ควรเป็นเหตุผลให้รัฐเร่งพัฒนาระบบข้อมูลที่เคารพสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และสะท้อนความหลากหลายของประชากรอย่างแท้จริง
แน่นอนว่า ระบบสาธารณสุขไทยยังมีปัญหาทรัพยากรจำกัด โรงพยาบาลหลายแห่งเผชิญภาระหนัก บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ผู้ป่วยหลายกลุ่มยังต้องรอรับบริการ และงบประมาณด้านสุขภาพจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรอย่างรอบคอบ แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรทำด้วยการนำความจำเป็นของประชาชนกลุ่มหนึ่งไปเปรียบเทียบกับความจำเป็นของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง
ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับยาที่จำเป็น ผู้ป่วยไตควรเข้าถึงการล้างไต ผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลระยะยาว และคนข้ามเพศก็ควรเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัยเช่นกัน สิทธิด้านสุขภาพไม่ควรถูกจัดวางเป็นการแข่งขันว่าใครควรได้รับก่อนหรือหลังบนฐานของอคติ แต่ควรถูกพิจารณาบนฐานของหลักฐาน ความจำเป็นทางสุขภาพ ความคุ้มค่า และความเป็นธรรม
