อัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 'อรนุช ผลภิญโญ' ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ กรณีช่วยแรงงานไทยถูกหลอกไปเก็บผลไม้ป่าที่สวิตฯ เครือข่ายชี้เข้าข่ายฟ้องปิดปาก (SLAPP) เจ้าตัวเผยถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมหลังยื่นขอใช้สิทธิตามกฎหมาย ขอเลื่อนส่งฟ้องเพื่อเตรียมหลักทรัพย์ต่อสู้คดีเป็นวันที่ 1 ก.ค. นี้ ด้านทนายยืนยันการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีเนื้อหาใดเข้าข่ายหมิ่นประมาท พร้อมสู้คดีในชั้นศาลขณะที่ภาคประชาชนแห่ให้กำลังใจเต็มหน้าอัยการสีคิ้ว
Protection International รายงานว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อรนุช ผลภิญโญ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) พร้อมด้วยสมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการเพื่อรับฟังคำสั่งในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูก พ.ต.ท.สุรัตน์ น้อยจันทึก แจ้งความดำเนินคดี จากกรณีที่เธอเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
บรรยากาศบริเวณหน้าสำนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายภาคประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ อาทิ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กลุ่มรักษ์ภูซำผักหนามลุ่มน้ำเซินบ่เอาเหมืองแร่ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) ตัวแทนจากองค์กร Protection International (PI) คณะทำงานพรรคประชาชน จังหวัดนครราชสีมา และผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด
เวลา 09.50 น. กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้จัดขบวนเดินเท้าเข้าสู่บริเวณสำนักงานอัยการ พร้อมถือป้ายข้อความให้กำลังใจอรนุชอาทิ “ให้กำลังใจพี่ต่าย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน”, “กฎหมายเป็นโล่ป้องกันความจริง ไม่ใช่ปิดปากผู้บริสุทธิ์” และ “สู้เพื่อความยุติธรรม แต่ถูกกระทำด้วยกฎหมาย”
อัยการสั่งฟ้อง “อรนุช” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิช่วยแรงงานถูกหลอกไปสวิตฯ
ต่อมาเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วได้ชี้แจงความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่าอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เตรียมหลักทรัพย์สำหรับการประกันตัวไว้ในครั้งนี้ จึงได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งฟ้องออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านหลักประกัน
เจ้าหน้าที่อัยการได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า การอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นดุลพินิจของศาล โดยศาลอาจกำหนดให้วางหลักประกันหรือไม่ก็ได้ หากเห็นว่าผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และคดีมีลักษณะไม่ร้ายแรง ทั้งนี้ คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์และอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ โดยวงเงินประกันทั่วไปอยู่ระหว่าง 20,000-40,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
พีไอชี้ขณะที่ไทยผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นักปกป้องสิทธิฯ ยังคงถูกฟ้องจากการทำงานเพื่อสาธารณะ
ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection International ประเทศไทย กล่าวว่า กรณีของอรนุชสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ต้องเผชิญกับการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคามและสร้างภาระจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
“ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ Anti-SLAPP แต่ในทางปฏิบัติ เรายังคงเห็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยในต่างประเทศ การต่อสู้เพื่อที่ดิน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและการต่อต้านการทำลายล้างของอุตสาหกรรมแร่ อุตสาหกรรมขยะและอุตสาหกรรมอื่นๆ”
ปรานมกล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ การดำเนินการของอรนุชเป็นการช่วยเหลือแรงงานไทยที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงไปทำงานและเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมสาธารณะตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
“Protection International มีความกังวลต่อการสั่งฟ้องคดีในลักษณะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อบุคคลหรือองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายและเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”
นอกจากนี้ Protection International ยังเรียกร้องให้กองทุนยุติธรรมทบทวนและอนุมัติคำขอรับความช่วยเหลือของอรนุชโดยเร่งด่วน เพื่อให้เธอสามารถเข้าถึงสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และได้รับการคุ้มครองตามหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและประโยชน์สาธารณะ
“รัฐมีหน้าที่ไม่เพียงแต่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการคุกคามและการตอบโต้เท่านั้น แต่ยังต้องรับประกันว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ปรานมกล่าว
เครือข่ายชี้เข้าข่าย SLAPP
ขณะที่สราวุธ ศรีวัง คณะกรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่าคดีนี้มีลักษณะเข้าข่ายการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation)
“พี่ต่ายเพียงเข้าไปช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ มีผู้เสียหายกว่า 80 คนที่สูญเสียเงินและไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่ตกลงไว้ เราเพียงพาผู้เสียหายยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่กลับถูกดำเนินคดีเสียเอง” สราวุธกล่าว
“อรนุช” เผยถูกกองทุนยุติธรรมปฎิเสธการช่วยเหลือแม้ไร้เงินประกันตัว
ด้านอรนุชกล่าวว่า คดีนี้เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการเข้าถึงความยุติธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นการประกันตัวและการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม
“เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ามีศักยภาพในการชำระเงินเองได้ ทั้งที่ความเป็นจริงวันนี้แม้แต่เงิน 5,000 บาท เรายังไม่มีอยู่ในกระเป๋า จึงจำเป็นต้องขอเลื่อนการส่งฟ้องออกไปก่อน เพื่อเตรียมหลักประกันสำหรับต่อสู้คดี” อรนุชกล่าว
เธอยืนยันว่า การทำงานที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือประชาชนและดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งการเปิดเผยปัญหาการหลอกลวงแรงงาน การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงาน พร้อมระบุว่าไม่ได้กังวลต่อผลลัพธ์ของคดี เพราะเชื่อว่าความจริงจะปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรม
ทนายยืนยันการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีเนื้อหาใดเข้าข่ายหมิ่นประมาท พร้อมสู้คดีในชั้นศาล
ขณะที่สมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความ กล่าวว่า แม้อัยการจะมีคำสั่งฟ้องคดี แต่ฝ่ายจำเลยพร้อมต่อสู้ในชั้นศาล เนื่องจากเห็นว่าข้อความและการดำเนินการที่เป็นเหตุแห่งคดีไม่ได้มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใด
“เรามั่นใจว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หากศาลพิจารณาตามข้อเท็จจริง ก็เชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม” นายสมนึกกล่าว
กสม.ชี้คดี “อรนุช” สะท้อนช่องว่างคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ รับหนังสือเร่งรัดคดีแรงงานสวิตเซอร์แลนด์
ด้านผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ระบุว่า กสม. กำลังติดตามสถานการณ์การดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังพบช่องว่างในระบบการคุ้มครองและการเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญคดีจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ผู้แทน กสม. กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการหรือหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับการช่วยเหลือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทำให้หลายกรณีประสบปัญหาในการเข้าถึงกองทุนหรือความช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง กสม. จะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับไปใช้ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและการพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าพบอัยการ อรนุชพร้อมกับตัวแทนสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) ยังได้ยื่นหนังสือต่อ กสม. เพื่อขอให้เร่งติดตามคดีกรณีแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ผู้ประกอบการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2568 แต่จนถึงปัจจุบันคดียังคงอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

